Skip to content

ละครแห่งชีวิต บทประพันธ์โดย หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง

นวนิยายเรื่อง ละครแห่งชีวิต ประพันธ์โดยหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง

ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2472 เป็นหนึ่งในหนังสือจาก หนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ตามโครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ที่คัดเลือกและแนะนำหนังสือดีในรอบศตวรรษ

เป็นนวนิยายที่ได้รับการเชิดชูว่าเป็นต้นแบบของนวนิยายต่างแดน (Exotic Novel)

เพลินกับเรื่องราวชีวิตนักเรียนอังกฤษในยุคเจ็ดแปดสิบปีก่อนค่ะ

#สนับสนุนการอ่านหนังสือเพื่อเปิดโลกทัศน์ค่ะ

#บันทึกหลังการอ่าน

#เรื่องราวระหว่างบรรทัด

อ่านจบแล้ว สนุกเพลิดเพลินดี เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของผู้เขียนเอง ที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจากความอยุติธรรม การไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากผู้เป็นบิดาและครอบครัว เหมือนลูกที่ถูกทิ้ง ถูกละเลย และไม่ได้รับโอกาสเท่าพี่น้องคนอื่นในครอบครัว จนต้องดิ้นรนเพื่อตนเอง ขอร้บเงินมรดกจากปู่ที่ได้แบ่งไว้ให้เป็นทุนรอนไปเรียนต่างประเทศ

แต่เดิมตั้งใจไปเรียนกฎหมาย แต่ชีวิตหักเหไปพบครอบครัวชาวอังกฤษที่เมตตาดูแลระหว่างศึกษาที่อังกฤษ ปรากฎว่า แด๊ดดี้และแม่ชาวอังกฤษกลับรักและดูแลอย่างดีกว่าพ่อแม่แท้ๆในเมืองไทย และได้ชักนำให้รู้จักกับญาติมิตรในวงการนักหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ จนชีวิตหักเห ประกอบกับความสามารถในการใช้ภาษาเขียนบทความเรื่องราวต่างๆที่พบในระหว่างที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศ และได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างลอนดอนไทมส์

ได้พบนักหนังสือพิมพ์สาวสวยผู้เป็นรักเดียว แต่ตัดใจไม่สามารถแต่งงานด้วยได้ เพราะความต่างทางเชื้อชาติ และการเล็งเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้น หากแต่งงานกันและมาใช้ชีวิตในเมืองไทยในยุคนั้น

เรื่องราวละครชีวิต เปรียบเปรยกับชีวิตของผู้เขียนที่พบเจอระหว่างใช้ชีวิตในต่างประเทศ และเปรียบเปรยกับชีวิตนักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานอยู่ท่ามกลางเรื่องราวชีวิตของผู้คนรอบตัว ใช้ชีวิตเดินทางเร่รอนไปในหลายๆประเทศ เป็นชีวิตแบบพิเศษที่น่าสนใจ

เรื่องราวละครชีวิตในนวนิยายเรื่องนี้จบลง เมื่อผู้เขียนไม่สามารถใช้ชีวิตต่อในอาชีพนักหนังสือพิมพ์ต่อได้ เพราะปัญหาสุขภาพ จนต้องตัดสินใจทิ้งชีวิตที่ต่างประเทศ และเดินทางกลับสู่เมืองไทย เพื่อเริ่มบทละครชีวิตช่วงต่อไปของตนเอง

#บันทึกหลังการอ่านไว้ในเพจเรื่องราวระหว่างบรรทัด

Quote ที่ชอบจากหนังสือเล่มนี้

‘ จะมีอะไรอีกเล่าที่ร้ายยิ่งไปกว่าความไม่เสมอหน้าและความอยุติธรรม เด็กที่เจริญวัยแล้วพาลเกเร โดยมากต้องเป็นเด็กที่อาภัพมาแต่เยาว์และเป็นคนช่างคิด เฝ้าคิดเฝ้าแค้นถึงความไม่เสมอหน้าต่างๆ ที่ตนได้รับอยู่เนืองนิตย์ จึงเอาความชอกช้ำใจเป็นมัคคุเทศก์แห่งอุปนิสัย ดังนั้นตนจึงเป็นคนใจแคบเห็นสิ่งต่างๆในโลกเป็นของขมขื่น ปราศจากความไว้ใจในตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้จะโทษใครเล่า ความไม่เสมอหน้าหรือความอยุติธรรมเป็นของที่มีอยู่ในโลกตั้งแต่พุทธกัลป์ เป็นภาคสำคัญส่วนหนึ่งของกฎแห่งชีวิต ซึ่งเราจะหลีกเลี่ยงเสียมิพ้น

—-

แต่ยังมีเด็กจำพวกหนึ่ง เป็นเด็กที่อาภัพมาแต่เยาว์ แต่เมื่อมีโอกาสได้เห็นและรู้จักโลกมามากแล้ว ก็กลับเป็นผู้ที่คอยแต่จะยิ้มเยาะความไม่เสมอหน้า ความอยุติธรรมและความทุกข์ระทมใจ ของตนและผู้อื่น มีวงหน้าอันยิ้มเย้ยสิ่งต่างๆ อยู่เนืองนิตย์ว่า ชีวิตเป็นของธรรมดา เป็นของขันและปราศจากหัวใจ เด็กใดเป็นเช่นนี้ก็เพราะได้รับความชอกช้ำระกำใจมาแล้วจนชิน สิ่งต่างๆที่ตนได้ไปเห็น ได้ไปอยู่ร่วมรู้จักมาแล้วทั่วพิภพนั้นเอง เป็นยาอันสามารถบำบัดน้ำใจโหดร้ายของตนเสียได้ และย้อมหัวใจให้ชื่นบาน แม้จะเป็นคนไม่มีใจ เด็กนั้นก็อาจเล็งเห็นทุกข์สุขของผู้อื่นและพยายามช่วยเหลือตามควร

…….

ข้าพเจ้าเคยเป็นเด็กมาแล้วทั้งสองชนิด เคยเป็นเด็กที่อาภัพจนถึงกับน้ำตาเช็ดหัวเข่า และเป็นเด็กที่สามารถหัวเราะเยาะโลกได้ทุกเวลา เมื่อท่านอ่านเรื่องราวของข้าพเจ้าจบแล้ว ข้าพเจ้าเองก็ยังเดาไม่ถูกแน่ ว่าท่านจะรู้สึกชังเจ้าของเรื่องสักเพียงไหน’

จากหน้าที่ 17-18 ฉบับพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Hand Book

ตุลาคม 2553

#quoteที่ชอบจากหนังสือที่อ่าน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: