Skip to content

ธรรมศาสตร์ที่คิดถึง

#ธรรมศาสตร์ที่คิดถึง

การบ้านหัวข้อ

‘ลายสักนักเขียน’ Blue Box Tattoo

ใครอยากรู้หลักการเขียนโดยใช้ Bluebox Tattoo

ไปลงเรียนเขียนกับครู ‘ปราย พันแสง นะคะ

ฉันเรียนแล้วทำให้เขียนได้เร็วและเขียนอะไรได้ยาวขึ้นค่ะ

แล้วความสุขในโลกแห่งการเขียนจะบังเกิด

เรื่อง ‘ธรรมศาสตร์ที่คิดถึง’

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา มีช่วงชีวิตสำคัญช่วงหนึ่งที่มีส่วนสำคัญทำให้ตัวฉันเป็นฉันอยู่อย่างทุกวันนี้ คือช่วงเวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัย ชีวิตในมหาวิทยาลัยที่ฉันได้เรียนรู้และช่วยให้ฉันเข้าใจโลก ช่วยสร้างความมั่นใจในตัวตน และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ได้รับโอกาสในการทำงานที่ดีจนทุกวันนี้

ฉันจึงอยากบันทึกความทรงจำดีๆนี้ไว้ เพื่อเก็บไว้ระลึกถึงประสบการณ์ และช่วงชีวิตที่มีความสุขมากๆ ช่วงหนึ่งของชีวิต

ทุกวันนี้ที่ฉันมีหน้าที่การงานมั่นคง คิดว่าประสบการณ์ในช่วงขีวิตสี่ปีในมหาวิทยาลัย มีส่วนสำคัญอย่างมากในการหล่อหลอมให้ฉันรู้จักคิด วิเคราะห์ ประกอบกับการเป็นคนรักการอ่าน ที่ช่วยส่งเสริมให้ฉันพร้อมจะเรียนรู้เวลาได้รับมอบหมายงานใหม่ๆ ที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนหลากหลายรูปแบบในวงการงาน ทำให้งานราบรื่นตลอดมา ถึงแม้นบางครั้งมีปัญหา ฉันก็มีสติและรู้จักใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ในแต่ละครั้ง

ฉันเข้าเรียนในคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่าบรรยากาศการเรียนมหาวิทยาลัยสมัยนี้เป็นอย่างไร นักศึกษาสมัยนี้อาจแค่เข้าชั้นเรียน เสร็จแล้วก็ไปเที่ยวเล่น แต่ในยุคที่ฉันเรียน บรรยากาศไม่เป็นเช่นนั้น

จำได้ว่าตนเองตื่นตาตื่นใจมาก เมื่อได้เข้าไปใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย จากชีวิตในกรอบแบบนักเรียนที่อยู่ในโลกของโรงเรียนคอนแวนต์หญิงล้วนมาตลอดชีวิต

ก่อนหน้านั้นด้วยความที่อยู่ในครอบครัวคนจีนที่มีแต่พี่น้องผู้หญิง เมื่อเข้าโรงเรียน พ่อก็จะส่งลูกๆ เข้าโรงเรียนสตรีหญิงล้วน ฉันเองได้เข้าเรียนโรงเรียนเอกชนแบบคอนแวนต์หญิงล้วน ตั้งแต่อนุบาลจนจบมัธยมปลาย ชีวิตจึงมีแต่ที่บ้านและโรงเรียนเท่านั้น

เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และได้เข้าไปใช้ชีวิตอิสระในการเรียนรู้ทั้งเรียนรู้เพื่อนใหม่ๆทุกคณะ และเรียนรู้สังคมภายนอกที่กว้างและยิ่งใหญ่กว่าโลกใบเล็กแคบๆของฉัน ทำให้ฉันมีความสุขมาก

สิ่งประทับใจและจดจำจากมหาวิทยาลัยที่ยังจดจำได้จนมาถึงทุกวันนี้ นอกจากงิ้วธรรมศาสตร์ล้อการเมืองในวันปฐมนิเทศ งานบายศรีสู่ขวัญในวันรับเพื่อนใหม่คณะที่แสนอบอุ่น อีกทั้งบทกวีทางสังคม มากมายที่ฉันได้เริ่มต้นทำความรู้จัก ก็ทำให้ฉันประทับใจมิรู้ลืม

บทกวีที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่สนใจการอ่านอย่างฉัน ประทับใจบทแรกคือ บทกวีที่ตีพิมพ์ในจุลสารเพื่อต้อนรับน้องใหม่

‘เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน’ เป็นข้อเขียนหนึ่งในหลายชิ้นที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาหัวก้าวหน้า ยุคก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516

‘ ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์

คนเดินผ่านไปมา เขาด้นดั้นหาสิ่งใด

ปัญญามีขายที่นี่หรือ จะแย่งซื้อได้ที่ไหน

อย่างที่โก้หรูหรา ราคาเท่าใด จะให้พ่อขายนามาแลกเอา

ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้ ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า

เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

นี่จะให้อะไรกันบ้างไหม มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย

แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย วานนิ่งเฉย อย่าบ่น อย่าโวยวาย

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย

ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว

มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว

เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน บานอยู่ เต็มฟาก สวรรค์

เกินพอ ให้เจ้าแบ่งปัน จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป

บทกลอนนี้เขียนขึ้นโดย วิทยากร เชียงกูร ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ยูงทอง เมื่อ 27 มิถุนายน พศ.2511

เมื่อได้อ่านครั้งแรก บรรยายความรู้สึกตนเองไม่ถูก แต่รับรู้ว่ามันกระแทกเข้าไปในใจอย่างแรง ณ ตอนนั้น ฉันรู้เพียงว่ามีโลกข้างนอกใบใหญ่ใบใหม่ที่ฉันอยากค้นหามัน

นับตั้งแต่วันรับน้องในช่วงปีหนึ่ง หลังจากนั้นฉันเข้าร่วมกิจกรรมฝ่ายวิชาการ ในองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนั้นฉันหาโอกาสเรียนรู้โลกกว้าง ด้วยการเข้าร่วมฟังทุกกิจกรรมที่มีการจัดอภิปรายขึ้นในมหาวิทยาลัย

จำได้ว่าเวลามีกิจกรรมใดๆ จะมีแผ่นป้ายประกาศเชิญชวนนักศึกษาเข้าฟัง ทั้งของชมรมวรรณศิลป์ ชมรมโต้วาที ทุกเรื่องราวที่จัดขึ้นเพื่อถกเถียงแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับปัญหาทั้งสังคมและการเมือง ฉันเข้าร่วมฟังทุกครั้งที่ที่มีเวลา

แม้แต่ในงานฟุตบอลประเพณีที่จัดขึ้นทุกปี ฉันก็เข้าร่วมในขบวนพาเหรด ถือป้ายผ้าข้อความเสียดสีการเมือง ต่อด้วยการร่วมแปรอักษรบนอัฒจันทร์ เป็นช่วงเวลาในชีวิตที่จำได้ไม่ลืม

นอกจากนั้นในเวลาว่างที่ไม่มีคาบเรียน ฉันก็จะขลุกอยู่ในห้องสมุด ค้นคว้าหาหนังสือมากมายในหอสมุดธรรมศาสตร์มาอ่าน อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์เก่าในยุคก่อนปี 2500 ที่เก็บเป็นพิเศษ ฉันยังไปตามหามาดู

ฉันใช้ชีวิตในการเรียนรู้โลกแบบนี้ตลอดสี่ปีในท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยริมน้ำที่มีตึกโดมยืนเด่นริมฝั่งเจ้าพระยา ชีวิตสี่ปีที่หล่อหลอมให้ฉันเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจชีวิต เข้าใจสังคม และความเป็นไปของทุกเหตุการณ์ในสังคม ล้วนมีที่มา ทำให้ฉันเป็นคนไม่กลัวการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และเข้าใจในทุกการเปลี่ยนแปลงของชีวิต

ฉันดีใจที่ตนเองกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำตามหัวใจเรียกร้อง ด้วยการก้าวออกจากโลกแคบๆ ใบเดิม สู่การเรียนรู้โลกใบใหม่นอกห้องเรียน

การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยที่คุ้มค่า เราไม่ควรขลุกอยู่แต่การเรียนในตำราเพียงอย่างเดียว การเดินออกมานอกห้องเรียนเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ช่วยหล่อหลอมตัวตนใหม่ให้เรา และผลพลอยได้ที่เราอาจยังไม่ได้รับรู้ในตอนนั้น คือ ประสบการณ์ชีวิตนั้น จะเป็นตัวช่วยถากถางทางเดินชีวิตในวันข้างหน้าที่อาจราบเรียบหรือขรุขระให้เรา

หากจะลงท้ายเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตช่วงสี่ปีนี้ด้วยบทกวี ฉันจะนึกถึงบทกวีหรือบทเพลงเพื่อชีวิตเพลงหนึ่ง บทกวีที่สร้างพลังใจในการต่อสู้และไม่ยอมแพ้ พร้อมทั้งเปี่ยมด้วยความหวังและพลังใจในการเดินต่อไปในชีวิต บทเพลงนั้นคือ ‘แสงดาวแห่งศรัทธา

เพลงที่ประพันธ์โดย จิตร ภูมิศักด์

ชื่อเพลง ‘ แสงดาวแห่งศรัทธา’

พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกาว

ส่องฟากฟ้า เด่นพราว ไกลแสนไกล

ดั่งโคมทอง ส่องเรืองรุ้งในหทัย

เหมือนธงชัย ส่องนำจากห้วงทุกข์ทน

พายุฟ้า ครืนข่มคุกคาม

เดือนลับยาม แผ่นดินมืดมน

ดาวศรัทธา ยังส่องแสงเบื้องบน

ปลุกหัวใจ ปลุกคนอยู่มิวาย

ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ

คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย

แม้นผืนฟ้า มืดดับเดือนลับละลาย

ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน

ดาวยังพราย อยู่จนฟ้ารุ่งราง

แก้วเจ้าจอม

16 กันยายน 2561

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: