Skip to content

บันทึกประจำวัน

#บันทึกประจำวัน

การบ้านเขียนซะป๊ะ 4/12 จากชั้นเรียนเขียนกับครูปราย พันแสง

วันนี้ครูให้หัดเขียนบันทึกประจำวันค่ะ

—————————

เช้านี้ตื่นมาสดชื่นมาก ลุกขึ้นมาแต่งตัวไปทำงาน สามีขับรถไปส่งที่ทำงานเป็นประจำเหมือนทุกวันตลอดช่วงเวลาตั้งแต่แต่งงานกันมา

วันนี้ก็เหมือนทุกๆวันทำงานของฉัน ที่ต้องฝ่ารถติดกว่าจะได้ขึ้นทางด่วน ข้ามเมืองจากฝั่งธน เข้าเมืองไปแถบลาดพร้าว เพื่อเข้าออฟฟิศ

เป็นเพราะเมื่อคืนเข้านอนแต่หัวค่ำ หลังจากนอนดึกติดต่อกันมาหลายวัน เมื่อคืนร่างกายก็ส่งสัญญาณเตือนให้พักผ่อน ด้วยการลืมตาไม่ขึ้น

หลังกลับมาถึงบ้าน อาบน้ำอาบท่าเสร็จ สามีเปิดทีวีดูรายการวิเคราะห์ข่าวที่ดูเป็นประจำทุกวัน ส่วนฉันก็นั่งอยู่ข้างๆ อ่านเฟสบุ๊คไปเรื่อยเปื่อย

เรานั่งเล่นตอนค่ำอยู่ด้วยกันก่อนเข้านอนเป็นกิจวัตร หลังจากที่ลูกเริ่มโตเป็นวัยรุ่น และมีโลกส่วนตัว เราสองคนพ่อแม่จึงกลายเป็นเป็นเพื่อนทำอะไรจุกจิกที่ชอบอยู่ด้วยกันในห้องพักผ่อนประจำบ้าน

ในห้องนี้เป็นห้องแห่งความสุขของฉัน มีครบทั้งทีวี เครื่องเสียง เครื่องเล่น HD Player สำหรับไว้ดูซีรีส์เกาหลีขึ้นจอใหญ่ ฉันไม่ชอบดูในคอมพิวเตอร์หรือในไอแพด ชอบดูจากจอทีวีเครื่องใหญ่มากกว่า

นอกจากนั้นก็มีตู้หนังสือบานใหญ่เต็มผนังห้องด้านหนึ่ง สำหรับเก็บหนังสือที่สะสมและของใช้ส่วนตัวกระจุกกระจิก เวลาขี้เกียจดูทีวี ก็จะนั่งเงียบๆ อ่านหนังสือ

ส่วนสามีมีงานอดิเรกคือนั่งส่องพระเครื่องที่เขาชอบและสะสม บางเวลาก็นั่งดูคลิปยูทูป เราสองคนนั่งอยู่ข้างกัน แต่มีความสุขในโลกที่ชอบของตัวเองคนละใบ

เช้านี้ก็เหมือนทุกวัน ระหว่างนั่งรถ ก็เปิดเฟสบุ๊คดูข่าวสารประจำวัน อ่านเพจข่าว เพจวิเคราะห์ข่าว เจออันไหนชอบใจ ก็แชร์ไปบนไทม์ไลน์บนเฟสบุ๊คส่วนตัว อย่างวันนี้ถูกใจสองบทความ

บทแรกเป็นข้อเขียนของคำผกา ในเพจมติชนสุดสัปดาห์ หัวข้อเรื่องว่า ความโง่ไม่ได้มาโดยกำเนิด ที่เขียนถึงความเหลื่อมล้ำและชีวิตจริงของกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำ ที่ชีวิตไม่มีทางเลือก และโอกาสดีๆก็แทบหาไม่ได้ในขีวิต ฉันแชร์ไปบนไทม์ไลน์บนเฟสบุ๊คตัวเอง พร้อมเขียนแคปชั่นๆ สั้นๆว่า ‘ชีวิตจริงที่โลกไม่สวย’

ส่วนอีกบทความหนึ่งที่ชอบมากเข่นกันที่ได้อ่านเช้านี้ เป็นบทสัมภาษณ์ ‘รุ่งเรือง ปรีชากุล’ อดีตบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ จากเพจ The Momentum เขียนหัวข้อเรื่องไว้ว่า ’ประเทศนี้เป็นประเทศศรีธนนชัย’ ว่าด้วยเรื่องชีวิตสื่อสารมวลชน ที่ไม่อาจเอาชนะกลุ่มทุนและธุรกิจที่ครอบงำอำนาจทางการเมืองอ่านจบแล้วมันใช่มาก

หลังมาถึงออฟฟิศ ก็ดูความเรียบร้อยในงานทั้งเอกสารที่มีและต้องนำเสนอนายพิจารณาลงนาม เตรียมความเรียบร้อยในสำนักงาน เตรียมเรื่องอาหารเที่ยงและของว่าง บริหารจัดการ จัดหา ให้พร้อม เมื่อนายมาถึง บางวันนายก็มีนัดหมายแขกมาพบ ก็ต้องเตรียมความเรียบร้อยเพื่อรับแขกนายด้วย เป็นงานกิจวัตรของอาชีพเลขานุการ ที่งานเหมือนเดิม แต่ต่างกันทุกวันตรงรายละเอียด

วันไหนนายไม่เข้าออฟฟิศ ก็จะเป็นวันสบายๆ ก็จะมีเวลาว่างพอที่จะอ่านอะไรที่อยากอ่านได้ นัดทานข้าวกลางวันกับน้องๆกลุ่มเลขาบริหารด้วยกัน สัปดาห์ละครั้ง แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องงานกัน พูดง่ายๆ แบบฮาๆ ว่าตั้งกลุ่มเลขานินทานาย อย่างไรอย่างนั้น แต่จริงๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรให้นินทาเท่าไหร่ โชคดีว่านายเราที่นี่ทุกคนน่ารัก ส่วนใหญ่จะทำงานกับแบบสบายๆ และจะอยู่กับนายคนเดียวไปกันตลอดเป็นสิบๆปี จนกว่านายเกษียณ

เช้านี้มีเรื่องสะเทือนใจอยู่เรื่อง ที่ทำให้เป็นเช้าที่ทำให้ฉันน้ำตาร่วง ได้รับข่าวว่าน้องที่บริษัทคนหนึ่ง ที่ค่อนข้างสนิทกันพอสมควร แอดมิดเข้าโรงพยาบาลอีกรอบแล้ว เพื่อทำคีโมรักษาอาการป่วยจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ตอนนี้ลามไปทั่วทั้งตัว

น้องคนนี้เมื่อหลายปีก่อนเคยนั่งทำงานใกล้ๆกัน เธอเป็นคนสวย ผอมสูง พูดจาไพเราะ นิสัยน่ารัก ช่วงที่ฉันท้องลูกชายคนที่สอง เธอก็ท้องลูกชายคนที่สองเช่นกัน ลูกเราจึงเกิดมาไร่เรี่ยกัน สมัยลูกยังเล็ก เวลาฉันเดินซื้อของแถวตลาดนัดหลังตึกที่ทำงาน ถ้าเจอเครื่องเขียนน่ารักๆ ที่ซื้อให้ลูก ฉันมักจะไม่ลืมซื้อเผื่ออีกชุด ฝากให้ลูกชายเธอด้วย

เพื่อนที่ทำงานได้แวะไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล กลับมาเล่าให้ฉันฟังว่า สาวสวยคนนั้นวันนี้ร่างกายผ่ายผอมจากโรคภัย ตัวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก น้ำหนักหายไปร่วมสามสิบกิโล พวกเราที่ทำงานทุกคน ต่างรู้ดีว่าชีวิตเธอวันนี้คือนับถอยหลังวันเวลาที่เหลืออยู่อันน้อยนิด

ก่อนหน้านี้เมื่อปีก่อน ก่อนที่เธอจะทรุดหนัก จำได้ว่าฉันได้เจอเธอและไถ่ถามพร้อมให้กำลังใจในการต่อสู้โรคร้าย แต่ด้วยความที่เราเป็นแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน วันนั้นฉันก็ถือวิสาสะพูดกับเธอตรงๆ ถึงความคิดที่อยู่ในใจ

ฉันบอกเธอว่า เธอต้องยอมรับความจริงเรื่องอาการของโรคที่อาจไม่มีทางรักษา และเธอควรจะใช้เวลาที่เหลืออยู่กับลูกอย่างมีความสุข ลูกของเธออายุเท่าลูกชายคนเล็กของฉัน เพิ่งขึ้นมัธยมต้น กำลังเข้าสู่วัยรุ่น วัยที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และอาจเปลี่ยนผันได้เสมอ

ฉันแนะนำเธอไปว่า ควรให้ลูกรับรู้ความจริงว่า แม่อาจไม่มีเวลาเหลืออยู่กับลูกได้ยาวนานนัก ลูกต้องเตรียมพร้อมทั้งจิตใจและเรียนรู้รับผิดชอบดูแลตัวเอง เพื่อให้อยู่ให้ได้ในวันที่ไม่มีแม่ ฟังดูแล้วอาจโหดร้ายมากสำหรับเด็กหนุ่มน้อยที่เพิ่งเติบโต แต่ฉันมองว่าสำคัญ และจะมีใครทำได้ดีไปกว่าแม่ที่จะช่วยหล่อหลอมลูกในช่วงสุดท้ายของชีวิต

ขณะที่กำลังพิมพ์บันทึกประจำวันวันนี้ในบทส่งท้าย น้ำตาก็พาลไหลออกมาด้วยความสะเทือนใจ พลันนึกไปถึงว่าถ้าเป็นตัวเองที่ต้องพบเจอสถานการณ์เช่นนี้ ฉันจะสามารถมีกำลังใจเข้มแข็งพอที่จะต่อสู้กับมันไหม

แล้วก็นึกถึงคำพูดที่พูดถึงเธอว่า โลกทำไมโหดร้ายกับคนน่ารักเช่นเธอได้

แต่เพราะไม่เคยมีใครสามารถคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง ฉะนั้นจึงเตือนตนเองเสมอว่า จงใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความหวังและกำลังใจ หาความสุขเล็กๆที่หล่อเลี้ยงใจ ทำทุกๆวันให้เป็นวันที่ดี เมื่อรักใครก็จงบอกรัก แล้วชีวิตจะงดงามด้วยตัวของมันเอง

แก้วเจ้าจอม

19 กันยายน 2561

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: