พ่อผู้ไม่เคยหยุดพัก

#พ่อผู้ไม่เคยหยุดพัก

การบ้านในชั้นเรียนเขียน วันที่สี่กับครูปราย พันแสง

หัวข้อ ‘บิดาแห่งสรรพสิ่ง’

‘พ่อผู้ไม่เคยหยุดพัก’

ทันทีที่เห็นหัวข้อการบ้านของครูในวันที่สี่ น้ำตาฉันก็รื้นขึ้นมาทันที ความคิดถึงพ่อเอ่อล้นท่วมท้นใจขึ้นมาจนต้องกลืนก้อนสะอื้นไว้ ภาพความทรงจำเกี่ยวกับพ่อค่อยๆผุดขึ้นมามิหยุดหย่อน กี่ปีแล้วนะที่พ่อจากครอบครัวเราไป ใช่สิ มากกว่าอายุลูกสาวคนโตของฉันเสียอีก เพราะพ่อจากไปก่อนที่จะได้เห็นหลานคนแรกของบ้าน ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว

พ่อเป็นหนุ่มลูกจีนแต้จิ๋วที่หนีความทุกข์ยากลำบากมาจากเมืองจีน มาอาศัยและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองไทยกับอากงและอาม่า จำได้ว่าอากงเป็นหลงจู๊ในโรงแรมจีนแถวบ้าน พ่อที่เป็นลูกชายคนเดียว เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัว จึงเป็นเสาหลักที่รับภาระครอบครัว

เมื่อฉันเกิดมา เรามีบ้านตึกแถวอยู่ในย่านตรอกโรงหมู ใกล้ๆวัดไตรมิตร หัวลำโพง ฉันมารับรู้ภายหลังจากคำบอกเล่าของแม่ว่า พ่อกับแม่ถูกจับแต่งงานจากการแนะนำของผู้ใหญ่ ตามขนบธรรมเนียมเก่าแบบคนรุ่นก่อน

เมื่อแม่แต่งงานกับพ่อ แม่ก็เป็นแม่บ้านอย่างเดียว คอยดูแลพ่อที่ทำงานนอกบ้าน สมัยฉันยังเด็ก ฉันไม่รู้หรอกว่าพ่อทำงานอะไร เห็นพ่อขับรถเวสป้าไปส่งพี่สาวที่โรงเรียน ตอนนั้นภาพจำของฉันคือพ่อทำงานนอกบ้าน ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับลูกเท่าไหร่ แต่คำพูดสำคัญที่พ่อบอกและย้ำเสมอว่า ‘ป๊าไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรจะให้ นอกจากส่งลูกเรียนดีๆให้มากที่สุดเท่าที่ป๊าจะทำได้’ เป็นคำพูดที่จดจำไว้ในใจเสมอมา

ด้วยความที่ครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่ เนื่องมาจากคติคนจีนที่อยากมีลูกชายไว้สืบสกุล แต่แม่ก็คลอดลูกสาวคนแล้วคนเล่าออกมา ฉันรู้ว่าแม่เป็นทุกข์จากเรื่องนี้ แต่แม่ก็อดทนจนในที่สุดแม่ก็มีลูกชายให้พ่อจนได้ เป็นลูกชายคนเดียว น้องชายคนสุดท้ายของบ้านในลำดับที่สิบ เป็นความสุขครั้งสำคัญของพ่อที่ฉันรู้สึกได้

พ่อเป็นคนที่ค่อนข้างดุในสายตาลูก ทำงานตลอดเวลา จะพูดคุยกับลูกเฉพาะเรื่องสำคัญๆ เมื่อครั้งที่ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ ฉันรับรู้ได้ว่าพ่อดีใจมาก และจำได้ว่าพ่อซื้อนาฬิกาผู้หญิงเรือนเล็กๆให้ฉันเป็นรางวัล ถึงกระนั้นพ่อก็อดตินิดหน่อยไม่ได้ว่าทำไมฉันไม่เชื่อพ่อ ทำไม่ไม่สอบเข้านิติศาสตร์อย่างที่พ่อแนะนำ แต่กลับสอบเข้าศิลปศาสตร์แทน

แต่สุดท้ายพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร พ่อที่ดูเหมือนดุแต่กลับให้อิสระและยอมรับในการตัดสินใจของลูก

ในช่วงท้ายชีวิตของพ่อ การงานพ่อไม่เป็นไปอย่างที่คิด ประสบปัญหาจนพ่อเครียด ทำให้พ่อเริ่มป่วยจากโรคไขมันและความดันสูง พ่อจากไปในวันที่เราคาดไม่ถึง เป็นวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่เราใช้ชีวิตกันตามปกติ พ่อล้มในห้องน้ำจนเส้นเลือดในสมองแตก จากครอบครัวไปแบบไม่ได้ทันสั่งเสียร่ำลา สัมผัสสุดท้ายของพ่อที่จำได้มิลืมเลือนคือ ร่างกายที่แข็งเกร็งของพ่อหลังหมดลมหายใจ เมื่อพวกเราแม่และลูกๆ แต่งตัวให้พ่อเป็นครั้งสุดท้าย

แม้นพ่อจะจากไป แต่ความเป็นพ่อที่ฉันระลึกถึงตลอดเวลาที่ผ่านมา คือความเป็นพ่อที่เป็นแบบอย่างให้ฉันเสมอในเรื่องความรับผิดชอบ หลังจากพ่อตาย ฉันและพี่สาวคนโต น้องสาวคนรองที่เรียนจบทำงานได้จึงเป็นหลักให้แม่แทนพ่อ คอยส่งเสียน้องๆ ที่ยังเล็กและยังเรียนไม่จบแทนพ่อ พวกเราพี่น้องไม่เคยทิ้งกัน เราดูแลแม่ ดูแลกันและกันจนทุกวันนี้ แม่เป็นอาม่าหรือคุณยายของหลานๆ ห้าคน น่าเสียดายที่พ่อไม่ได้อยู่เห็นหลานสักคน

หลังจากผ่านมาหลายปีจนทุกวันนี้ วันที่พวกเราพี่น้องสิบคน ได้เรียนจบดีๆ มีงานทำมั่นคง เมื่อวันพ่อเวียนมาในแต่ละครั้ง เรามักจะคิดถึงเสมอว่าชีวิตมันคงสมบูรณ์กว่านี้ ถ้าพ่อยังอยู่ให้เราได้ดูแลท่านตอบแทน เพราะตลอดชีวิตของพ่อในภาพจำของฉันคือ ภาพพ่อเวลาทำงาน สวมแว่นตา นั่งทำบัญชี เขียนโน่นจดนี่ยุกยิกบนโต็ะทำงาน

และหากย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่อยากทำมากที่สุด คือ การแสดงความรักให้พ่อรับรู้ ฉันจะกอดพ่อแน่นๆ แทนคำว่ารักพ่อ

#แก้วเจ้าจอม

เขียนเมื่อ 10 กันยายน 2561

งานเขียนการบ้านในห้องเรียนเขียนของฉัน วันที่สี่

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s