เมื่อฉันป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบซี

 

‘เมื่อฉันป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบซี’

เช้าวันหยุดใกล้สิ้นเดือนกันยายน เตือนให้คิดถึงนัดหมายพบหมอล่าสุดของฉัน

เป็นช่วงปลายเดือนที่คงต้องวิ่งรอกเข้าโรงพยาบาลติดๆกันหลายวัน มีทั้งนัดเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าเลือดและค่าตับ อีกทั้งยังต้องอัลตราซาวด์ตับอย่างละเอียด อาจต้องเข้าอุโมงค์ตรวจเอ็มอาร์ไอด้วย เพราะตรวจใหญ่แบบนี้ เป็นขั้นตอนการติดตามอาการหลังรับยาฆ่าไวรัสตับอักเสบซีมาได้ครบปี

และหมอให้ตรวจละเอียดแบบนี้ทุกหกเดือน เพื่อติดตามป้องกัน มิให้พังผืดในตับที่เกิดขึ้นเพราะไวรัสอาจกลายเป็นเนื้อร้ายได้ในอนาคต จึงตัองติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยที่ชีวิตเราต้องมีภาระผูกพันพบหมอแบบนี้ไปตลอดชีวิต ฉันคิดเช่นนั้น พลางเหลือบมองรอยแผลเป็นที่ข้อเท้าซ้าย เครื่องเตือนใจให้ฉันระลึกถึง เมื่อครั้งป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกอย่างรุนแรง อาการหนักจนเกือบเสียชีวิต สมัยยังเป็นเด็กประถมสี่ ราวสี่สิบปีมาแล้ว

แม่เล่าว่าฉันป่วยหนักเกือบตาย ร่างกายตัองถ่ายเลือดใหม่แทบทั้งตัว ตลอดการรักษาในครั้งนั้น โดนเจาะเลือดตรวจทุกเช้าจนนิ้วมือทั้งสิบเกิดอาการชาด้าน จนเจาะไม่เข้า พยาบาลต้องเปลี่ยนจุดให้เลือดไปที่ข้อเท้าด้านในอีกด้านของตาตุ่ม รอยเจาะเลือดนี้เป็นแผลเป็นแนวยาวที่ข้อเท้าฉันมาตั้งแต่เด็กจนตอนนี้แม้ผ่านไปร่วมสี่สิบปีก็ยังชัดเจน

หลังป่วยหนักเกือบตายและต้องหยุดเรียนร่วมสามเดือนเมิ่อครั้งอยู่ประถมสี่ ฉันคิดว่าฉันคงหายป่วยหายขาดจากไข้เลือดออกเด็ดขาดไปแล้ว แต่หารู้ไม่ว่า ในเวลาเกือบสามสิบปีต่อมา ฉันจึงเพิ่งรู้ว่าเลือดที่ฉันรับเข้ามาในตัวนั้น เป็นเลือดที่ทำให้ฉันเป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี ติดมาด้วย

 

ครั้งแรกที่รู้ว่าติดโรคจากการรับเลือด เมื่อครั้งไปบริจาคเลือดให้กับสภากาชาดไทย ทางศูนย์บริการโลหิตมีจดหมายกลับมาที่บ้านแจ้งว่าเลือดฉันผิดปกติเพราะมีตัวบ่งชี้ว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ ให้ฉันเข้าไปตรวจอย่างละเอียดที่สภากาชาดไทย ครั้งแรกนี้เพราะความที่งานยุ่งมากจนปล่อยปละละเลยไม่ได้ไปตรวจ

จนครั้งที่สองที่ไปบริจาคเลือด หลังจากผ่านไปนานจนลืม ฉันก็ได้รับจดหมายจากสภากาชาดไทยอีกครั้ง คราวนี้ฉันไม่นิ่งนอนใจอีกแล้ว รีบเข้าไปเจาะเลือดตรวจละเอียดอีกครั้ง สุดท้ายก็เป็นอย่างที่คิด ฉันติดโรคไวรัสตับอักเสบซี

กลับมาบ้านอย่างมึนงง และเมื่อไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคยิ่งทำให้อึ้งไปอีก

โรคนี้เป็นภัยเงียบ เพราะมันจะไม่แสดงอาการใดๆเลยจนกว่าจะมีอาการเสื่อมของตับมากๆ จึงเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ซึ่งตอนนั้นกว่าจะรู้ตัว คนไข้มักเกิดอาการตับแข็งไปแล้ว แต่ที่จะตามมาคือมะเร็งตับในที่สุด

ฉันรีบปรึกษาน้องสาวที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง เพื่อให้เธอแนะนำอาจารย์หมอผู้เชี่ยวชาญให้ เมื่อทำนัดและได้พบหมอแล้ว สิ่งที่ทำให้ฉันอึ้งเป็นรอบที่สามคือ ไวรัสตับอักเสบซี ชนิดที่ 1 ที่ฉันเป็น เป็นชนิดที่รักษายากที่สุด และยังไม่มียารักษาได้ (ชนิดของไวรัสตับซี มีทั้งหมด 6 ชนิด แบบที่ 1 ร้ายแรงและรักษายากที่สุด)

 

ณ ตอนนั้นมีเพียงยาที่อยู่ในขั้นทดลองฉีดให้คนไข้ที่ยอมรับความเสี่ยงจากการอุทิศตนเป็นหนูทดลองยา และยานั้นมีผลข้างเคียงคล้ายๆ การให้คีโมในโรคมะเร็ง ที่สำคัญราคายาแพงมาก ฉันจำราคาไม่ได้ เพราะได้เคยสอบถามรุ่นพี่ที่ป่วยและยอมรับยาฉีด เธอเล่าว่าหมดค่ายาเป็นล้าน แต่ก็ยังรักษาไม่ได้ นี่คือเหตุการณ์ ณ ตอนนั้นเมื่อสิบปีที่แล้ว

หลังจากผ่านไปสิบปีที่ฉันตัดสินใจไม่รับยาฉีด หมอแนะนำเพียงแค่ดูแลเรื่องอาหารและลดความเสี่ยงทุกทางที่จะทำให้ตับพังเร็วขึ้น

จนมาเมื่อปีที่แล้ว น้องสาวฉันแจ้งข่าวว่าค้นพบยารักษาโรคไวรัสซีแล้ว ให้รีบเข้ามาพบหมอเพื่อตรวจและทำการรักษา ฉันรีบไปทันที

เมื่อตรวจเลือดอย่างละเอียดก่อนรับการรักษา ปรากฎว่ามีไวรัสในเลือดที่ไหลเวียนในร่างกายฉันเกือบห้าแสนตัว (สำหรับคนไข้ที่เป็นเยอะจนตับอักเสบและบางคนตับแข็ง จะมีไวรัสในร่างกายสูงถึงหกล้านตัวก็มี)

และเมื่อตรวจอัลตราซาวด์และเอ็มอาร์ไอแล้ว โชคดีมากที่ยังไม่ถึงขั้นตับอักเสบ มีเพียงพังผืดและไขมันที่เกาะตับ จากอาหารการกินและการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราละเลยไม่ได้

หมอแจ้งรายละเอียดยาที่ต้องรับจำนวนสามขวด กินทุกวัน วันละเม็ด เป็นเวลาสามเดือน แต่ค่ายาทำให้ฉันแทบเป็นลม เพราะเฉพาะค่ายาที่ต้องกินในช่วงสามเดือน ปาเข้าไปสี่แสนเศษ ยังไม่รวมค่าเจาะเลือด ค่าอัลตราซาวด์ ค่าทำเอ็มอาร์ไอ ตลอดระยะเวลารักษา ฉันคำนวณในใจคร่าวๆว่าคงหมดร่วมล้าน

ทันทีที่ฉันรับทราบประมาณการค่ารักษา ที่สิทธิ์ประกันสังคมยังไม่ครอบคลุม มีแต่ข้าราชการที่เบิกได้ จุดนี้ทำให้ฉันรู้สึกรังเกียจระบบที่เหลือมล้ำนี้เหลือเกิน

ฉันอึกอักลังเล และคิดว่าจะไม่รักษา เพราะจะไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนในระยะเวลาสั้นๆ อีกทั้งภาระตัองส่งลูกเรียนก็เต็มเหนี่ยวจนครอบครัวแทบจะกระดิกตัวไม่ได้อยู่แล้ว

สุดท้ายก็มีทางออกที่คาดไม่ถึง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชี้ช่องให้ฉันทราบว่า จริงๆแล้วค่ายาที่แพงมากนี้เป็นเพราะระบบยาในประเทศไทยที่มีธุรกิจและสิทธิบัตรยาเกี่ยวข้อง จนทำให้เราต้องใช้ยาแพงโดยใช่เหตุ

จริงๆแล้วมียาชนิดเดียวกัน ตัวยาเดียวกัน รักษาได้เหมือนกัน แต่เป็นยาจากผู้ผลิตอีกประเทศหนึ่ง ที่ไม่ได้รับสิทธิ์ให้ขายได้ในประเทศ จึงถือเป็นยาผิดกฎหมาย ต้องแอบลักลอบนำเข้ามา ที่สำคัญราคาถูกกว่ายาถูกกฎหมายถึงเกือบสิบเท่า

สุดท้ายฉันก็ได้รับความช่วยเหลือในการหายาราคาถูกกว่านี้จนได้ ฉันขอไม่เล่าในรายละเอียดเพราะอาจกระทบกับบุคคลอื่น

เมื่อฉันได้รับยา และเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนที่แพทย์กำหนดจนครบสามเดือน หลังจากนั้นก็ตรวจเลือดเพื่อเช็คประสิทธิผลของยา มันได้ผลจริงๆ ไวรัสในตัวฉันถูกฆ่าจนเหลือศูนย์ และค่าตับก็ดีขึ้นจนเป็นปกติ

ปัจจุบันแม้ว่าไวรัสจะถูกทำลายไปหมดแล้ว แต่ก็มีผลข้างเคียงจากยาบ้าง เช่นผมร่วงง่าย มีอาการภูมิแพ้เพิ่มขึ้นมาจากที่เมื่อก่อนไม่เป็น ร่างกายขาดวิตะมินดี ซึ่งปัญหาเหล่านีไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะรับมือไม่ได้

เมื่อมานึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันได้เรียนรู้มากมาย ฉันได้เรียนรู้เรื่องความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม โอกาสที่ได้รับมักจะแปรค่าเปลี่ยนผันไปตามกำลังเงินในกระเป๋าเสมอ

และสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รู้ซึ้งแก่ใจตนเองดีนั่นคือ คำกล่าวที่ว่า ‘การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ’ นั้นจริงแท้แน่นอน

แก้วเจ้าจอม

23 กันยายน 2561

Credit Picture – Pinterest

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s