ลมพัดผ่านดาว – เพลงสายลมหน้าต่างสายลม (ว.วินิจฉัยกุล)

#การเขียนรีวิวหนังสือ

#ลมพัดผ่านดาว

#เพลงสายลมหน้าต่างสายลม โดย ว.วินิจฉัยกุล

เรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของหญิงสาวกับชายหนุ่มสองคน ดารชา หญิงสาววัยทำงานที่มีความมั่นคงในชีวิต มีงานประจำเป็นหลักแหล่ง มีบ้าน มีครอบครัว ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบกลับมาหลงรักวายุ ชายหนุ่มที่อ่อนวัยกว่าดารชาถึงเจ็ดปี

ทรงวัชร์ ชายหนุ่มอีกคน เป็นชายหนุ่มสมบูรณ์แบบในอุดมคติ ทั้งบุคลิกหน้าตา ฐานะทางสังคม หน้าที่การงาน เป็นชายหนุ่มที่ดารชาแอบหลงรักมาตลอดตั้งแต่วัยสาว

แต่เมื่อดารชามาพบกับวายุ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่แตกต่างจากแบบแผนทั่วไปในสังคม วายุเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ใช้ชีวิตอิสระ ไม่วางแผนอนาคต ใช้ชีวิตไปวันๆ ทำงานเป็นจ๊อบๆ ใช้ชีวิตล่องลอยผ่านไปแต่ละวัน เป็นหนุ่มติสท์ในฝันของสาวๆ

และเพราะวายุมีเสน่ห์ในความต่างนี้เองที่ทำให้ชีวิตอันราบเรียบของดารชา มีสีสัน เขาสอนให้เธอรู้จักความรัก อารมณ์ปรารถนา แต่ความสัมพันธ์กับชายหนุ่มที่มีความต่างกันอย่างสุดขั้วนี้ เป็นอุปสรรคในการครองคู่ในชีวิตจริง เพราะครอบครัวและคนรอบข้างต่างคัดค้านความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่

ฉันประทับใจเรื่องราวความรักในนวนิยายเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นชีวิตและความรักที่เกิดขึ้นได้จริงๆในสังคมปัจจุบัน และเรื่องราวก็ท้าทายผู้อ่านให้เลือกตอนจบเอง เพราะความพิเศษของนวนิยายเรื่องนี้อยู่ที่ผู้เขียน เขียนตอนจบออกมาสองแบบ ในเล่มต่อมา โดยแบ่งออกเป็นสองตอน ให้ดารชาตัดสินใจลงเอยแต่งงานกับตัวละครชายสองคนในเล่มต่อที่ชื่อว่า “ เพลงสายลม – หน้าต่างสายลม”

ใน “เพลงสายลม” ดารชาตัดสินใจเลือกชีวิตที่มั่นคงตามแบบคตินิยม คือแต่งงานกับทรงวัชร์ ส่วนใน “หน้าต่างสายลม” คือชีวิตต่อมาเมื่อดารชาเลือกความรักความปรารถนามากกว่าความมั่นคงในชีวิต โดยแต่งงานกับ ‘วายุ’ ซึ่งทั้งสองตอนผู้เขียนเปิดกว้างให้ผู้อ่านเลือกตอนจบที่ชอบตามแต่ทัศนคติของตนเอง

เมื่อตอนที่ฉันได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้ ฉันแต่งงานแล้ว สามีฉันในชีวิตจริงก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉันเลือกแต่งงานเพราะความรักมากกว่าความมั่นคงในชีวิต สามีฉันไม่สมบูรณ์แบบในเรื่องหน้าที่การงาน แต่ในเรื่องความรัก ฉันเชื่อมั่นเต็มที่ และฉันเชื่อว่าความมั่นคงในชีวิตเป็นสิ่งที่มาร่วมกันสร้างได้หลังแต่งงาน

เมื่อมาอ่านเรื่องนี้ เลยรู้สึกเหมือนได้อ่านเรื่องของตัวเอง ถึงแม้จะไม่เหมือนซะทีเดียว แต่ฉันก็เข้าใจดารชาและวายุ ฉันจึงอ่านไปจินตนาการไปว่าตนเองเป็นดารชา และหลงรัก วายุ เข้าจริงๆ

‘ลมพัดผ่านดาว’ เขียนโดย ว. วินิจฉัยกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พศ. 2547 เป็นนวนิยายที่แสดงชีวิตของคนหนุ่มสาว ในช่วงปี 2550 ที่มีค่านิยมการดำเนินชีวิต ผิดแผกแตกต่างไปจากคนรุ่นพ่อแม่ ไม่ว่าเป็นเรื่องงาน ความรักและการเลือกคู่

นวนิยายเรื่องนี้มีความพิเศษกว่านวนิยายเรื่องอื่นๆของ ว.วินิจฉัยกุล ตรงที่มีตอนจบให้เลือกสองแบบ แบบแรกเป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่วางโครงเรื่องไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนแบบที่สอง จุดประกายขึ้นมาในสมองเมื่อเขียนมาใกล้จะถึงตอนจบ เมื่อผู้เขียนได้สนทนาพาทีกับเพื่อนเก่าที่เป็นนักอ่านท่านหนึ่ง ทำให้สามาถแยกตอนจบออกไปอีกแบบได้โดยไม่ต้องมารื้อเนื้อเรื่องและรายละเอียดเดิม โดยตอนจบแบบที่สอง ได้นำมาเรียบเรียงไว้เป็นภาคพิเศษท้ายเล่ม ซึ่งผู้เขียนถือว่าเป็น ‘นวัตกรรม’ ในประสบการณ์การเขียน และอาจทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ถึงแม้นวนิยายเรื่องนี้มีตอนจบให้เลือกสองแบบ แต่เพราะในตัวเรื่อง “ลมพัดผ่านดาว” เล่มแรกนี้ ผู้เขียนเน้นและให้น้ำหนักไปกับเรื่องราวความรักของดารชาและวายุมากกว่าทรงวัชร์ จึงทำให้ฉันและผู้อ่านส่วนใหญ่น่าจะหลงรัก ‘วายุ’ กันมากกว่า

ชายหนุ่มรุ่นน้อง อย่างวายุ ที่มีอารมณ์ศิลปิน อ่อนไหว เอาใจผู้หญิงเก่ง และบริหารเสน่ห์ในความสัมพันธ์ตลอดเวลา น่าจะมีแรงดึงดูดทางเพศมากกว่าชายหนุ่มอีกคนอย่างทรงวัชร์ ที่อยู่ในแบบแผน เข้าตามตรอกออกตามประตู เป็นชายหนุ่มธรรมดาๆ ที่พบได้ทั่วไป

ฉันอยากยกตัวอย่างจากฉากหนึ่งที่ประทับใจในนวนิยายเรื่องนี้มาให้ทดลองอ่าน

….

” เส้นทางของสายลม ชื่นชมในเสรี

พัดไปในวันนี้ และวันหน้า

ผ่านทะเลอันกว้างไกล ผ่านพงไพรสุดสายตา

ผ่านไปใต้ท้องฟ้า อย่างชื่นบาน”

ดารชาเบือนหน้าไปอีกทาง ไม่อยากให้วายุเห็น หล่อนปิดเปลือกตาแน่นสนิท ลำคอตีบตัน แปลบร้าวลึกถึงใจ

“หากจะกักสายลม เพื่อชมให้ชื่นใจ

สายลมอยู่เคียงใกล้ เวลานาน

ก็จับด้วยความรัก กับดักคือความหวาน

ใต้สายลมเนิ่นนาน ชั่วกาลนิรันดร์”

นอกหน้าต่าง ฝนซาลง แต่ยังตกพรำอยู่เบาบาง วายุเอี้ยวตัวไปแหวกม่านออก พอมองเห็นภายนอก

“ฝนเกือบหายแล้ว ผมกลับก่อนนะ”

โดยไม่รู้ตัว ดารชาเอื้อมมือไปรั้งแขนเขาไว้

“อย่าเพิ่งกลับเลยค่ะ” เสียงหล่อนเครือจนตัวเองรู้สึก “นอกจากว่า..วายุต้องรีบไปทำงาน”

เขามองหล่อน…นิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะยักไหล่ หัวเราะกร่อยๆ

“เรื่องงาน…ไม่มีหรอก ผมยกเลิกงานไปสองจ๊อบ”

“อ้าว! ทำไมล่ะคะ?”

“ไม่ชอบ เบื่องานซ้ำซาก”

คำตอบนี้ไม่ใช่ของแปลกสำหรับหญิงสาว วายุมีคำตอบแบบนี้ให้หล่อนมาหลายครั้ง

“หาใหม่ได้แล้วหรือยังคะ?”

“กว่าจะได้งานใหม่ ก็เดือนหน้ามั้ง” เขาตอบสั้นๆ ไม่สนใจเรื่องที่พูดอยู่

เมื่อเป็นแบบนี้ ดารชาก็รู้ตัวว่าไม่ควรถามอีกต่อไป หล่อนระบายลมหายใจยาวอย่างไม่รู้ตัว

วายุก็อุตส่าห์สังเกตเห็น เขาขยี้ผมหล่อนเบาๆ เสียงหัวเราะแจ่มใสกลับคืนมาอีกครั้ง

“ผมไม่อดตายหรอกน่า ไม่ต้องแอบแช่งในใจก็ได้”

หญิงสาวฝืนยิ้ม วายุยังหัวเราะออก แต่หล่อนหัวเราะไม่ออก ทั้งที่รู้ว่ายังไงเขาก็ต้องเอาตัวรอดจนได้ ไม่เคยสักครั้งที่อับจนหนทาง

“รู้เท่าด้วยนะ ว่าแช่ง” หล่อนทำเสียงเป็นเชิงเย้า ทั้งที่ใจก็ฝืดฝืนจนรู้ตัวว่าเสียงหล่อนคงแห้งแล้งเต็มที

“ถ้าคุณหนูดาวอยู่อย่างผมก็คงไม่รอด แต่คนอย่างผมไม่อดตายหรอก อย่างมากก็อดมื้อสองมื้อ ยังไงก็ดิ้นไปจนได้ ชีวิตเรามันไม่เหมือนกันนี่”

จริงของเขาอีกนั่นแหละ วายุชินกับชีวิตตามแบบของเขา ส่วนหล่อนก็ชินกับชีวิตตามแบบของหล่อน ดารชาถอนใจเบาๆอย่างไม่ทันจะรู้ตัว

ปลายนิ้ววายุเอื้อมมาสัมผัสหน้าผากกลมมนของหญิงสาว คลึงให้แผ่วเบาระหว่างคิ้ว

“ขมวดคิ้วทำไม กล้ามเนื้อทำงานหนักนะ เดี๋ยวแก่เร็ว”

กระแสบางเบาแต่ลึกซึ้งส่งผ่านสัมผัสปลายนิ้ว ก่อให้ซาบซ่านให้หล่อนได้อย่างไรเมื่อก่อนนี้ เดี๋ยวนี้ก็ยังเหมือนเดิม วายุมีวิธีแสดงออกหลายทางให้รู้ว่าหล่อนมีความหมายกับเขามากแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องออกเป็นคำพูด

หล่อนเผลอไผลพูดคำเชยๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะพูด

“วายุ รักดาวมากไหม”

หล่อนได้ยินเสียงหัวเราะขันๆ ในลำคอ

“มาก เคยรักผู้หญิงมาหลายคนแล้ว มากทุกคน”

ดารชาตื่นจากความฝันท้นที กระเถิบห่างจากอีกฝ่าย

“ทำไมพูดยังงี้ล่ะ” หล่อนไม่อยากน้อยใจ แต่ก็อดไม่ได้ “ดาวก็เป็นผู้หญิงหนึ่งในหลายๆคนที่วายุรักเท่านั้นหรือ”

ชายหนุ่มหัวเราะเสียงก้อง เลื่อนตัวออกห่างจากหล่อนเช่นกัน กางแขนทั้งสองพาดพนัก แหงนคอขึ้น มองโคมแก้วบนผนังอย่างไม่รู้ไม่ชี้

“ผู้หญิงก็เป็นงี้แหละ พูดความจริงก็ทนฟังไม่ได้ ชอบให้โกหกซ้ำซากว่า..ไม่เคยรักใคร มีคุณคนเดียว หรือไม่ก็เคย..เคยรัก แต่ไม่เคยรักใครเท่าคุณ ฟังคำพูดโหลๆทีไรไม่เคยเบื่อ งั้นเดี๋ยวผมพูดให้ฟังก็ได้ บอกมาละกันว่าเอาแบบไหน”

ดารชากัดริมฝีปาก หักห้ามความน้อยใจเอาไว้ลึกๆ บอกตัวเองว่า..อันที่จริงเขาก็พูดถูก

“ดาวขอโทษ ไม่ควรถามบ้าๆออกไปยังงั้น แต่ผู้หญิงก็เป็นยังงี้แหละ อยากได้ยินว่าเราเป็นคนเดียวที่เขารัก แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็เถอะ”

“มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนี่” เขากลับสำทับมา ราวกับไม่นึกถึงใจหล่อนแม้แต่น้อย “ทีคุณเอง ยังมีใครอีกคนที่คุณรักยิ่งกว่าผม ผมไม่สนข้อนี้ คุณให้ผมได้แค่ไหน ผมก็เอาแค่นั้น คนอย่างผมให้อะไรคุณไม่ได้มาก ผมจะไปหวังอะไรจากคุณมาก”

ดารชารู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายสะบัดหลังมือตบหน้าหล่อนเต็มแรง จนชาไปหมด นึกคำพูดไม่ออก บอกไม่ถูกอยู่อึดใจใหญ่

หล่อนอยากจะร้องไห้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง น้ำตาก็ได้แต่ไหลรินอยู่ในใจ หล่อนเดินเลยจุดนั้นมาแล้ว เข็ดขยาดกับความเจ็บปวดรวดร้าว จนไม่ขอยอมกลับไปเป็นดารชาที่อ่อนแอเอาแต่อารมณ์อีกครั้ง

…………………

ฉันชอบท่อนนี้มาก เพราะแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ดีมาก เป็นอารมณ์อ่อนไหวของดารชาที่รักในตัววายุ แต่ก็รู้สึกไม่มั่นคงและมองไม่เห็นอนาคตร่วมกัน

หากเราเป็นดารชาเราจะเลือกทางออกแบบไหน

นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดตาม คิดต่อ และตัดสินใจเลือกเอาเอง

นวนิยายของ ว.วินิจฉัยกุล มักจะเป็นเรื่องราวสะท้อนสังคม และสอดแทรกคติการดำเนินชีวิตดีๆ ให้ผู้อ่านในทุกเรื่องที่เขียน

ใน ‘ลมพัดผ่านดาว’ นี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงทัศนคติในการเลือกคู่ครองของหญิงสาวยุคใหม่ ที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่เพราะพื้นฐานของครอบครัวแต่ละคนต่างกัน ทัศนคติเรื่องนี้จึงมีหลากหลายความเห็น

ทางเลือกสองทาง ที่ผู้เขียนเขียนไว้ ให้ผู้อ่านเลือกในเล่มต่อของนวนิยายเรื่องนี้ ถ้าแบบฝันเพ้อโรแมนติก สาวๆส่วนใหญ่ก็เลือกวายุ ทั้งๆที่ในชีวิตจริงของคนเรามีปัจจัยมากมาย และตัวเลือกแบบวายุไม่น่าจะทำให้ชีวิตคู่สมบูรณ์แบบและมีความสุขได้ แต่เพราะเงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่อาจตัดสินได้ว่าเลือกแบบไหนถูกแบบไหนผิด

เพราะในชีวิตจริงๆ การแต่งงานจะมองว่าเป็นเรื่องของคนสองคนก็ได้ ถ้าเราไม่แคร์สังคมรอบข้าง ขอเพียงครอบครัวเข้าใจก็เพียงพอแล้ว ยิ่งยุคนี้ จะอยู่ก่อนแต่ง หรือไม่แต่งงานเลย อยู่เป็นเพื่อนกันไปจนแก่เฒ่าก็มีให้เห็นมากมาย

สำหรับคนที่ชอบอ่านนวนิยาย และยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ ก็อยากชวนให้ลองหามาอ่านและคิดตามว่าชีวิตแบบไหนที่เป็นไปได้และเหมาะสมที่สุดในชีวิตจริงของเรา

สำหรับฉันที่มั่นใจในความเป็นคนบูชาความรักของตนเอง ย่อมเลือกตอนจบแบบให้วายุเป็นพระเอกอย่างแน่นอน

เล่มแรก ‘ลมพัดผ่านดาว’

เล่มสอง ‘ทางสายลม-หน้าต่างสายลม’

ผู้เขียน : ว.วินิจฉัยกุล

สำนักพิมพ์ทรีบีส์

ฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม กุมภาพันธ์ ปี 2553

แก้วเจ้าจอม

2 กุมภาพันธ์ 2562

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s