ปลายเทียน – แก้วเก้า หนังสือที่รักเล่มที่ 25

เล่มที่25 #หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

“ให้ฝืนใจไม่รักหักอาลัย
หักเท่าไรเหลือจะหักรักแก้วตา’

น้ำตาร่วงลงมาอีกจนภาพดวงหน้าชายหนุ่มพร่าเลือนไปหลังม่านน้ำตา

เกาลัดสะอื้นแรงออกมาอย่างลืมตัว

“อย่าตายนะ..เพชรกล้า..อย่าตาย อยู่เพื่อฉัน..อยู่เพื่อคนที่คุณรัก”

ไม่มีเสียงตอบจากเพชรกล้า ไม่มีแม้แต่ลมหายใจ แต่ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่หล่อน เหมือนจะพิมพ์ดวงหน้านั้นติดตัวไปด้วยขณะเขาย่างเท้าเข้าสู่ประตูปรโลก ซึ่งไม่มีทางหันกลับมาอีก

หล่อนยังคงซบหน้าสะอื้นกับดวงหน้าคมสันซึ่งพิงอยู่แนบอกหล่อน ไม่ขยับเขยื้อนจากท่านั้น แม้ว่าร่างของคนหลายคนค่อยๆเคลื่อนผ่านประตูทางเข้านอกชานมาก็ตาม ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของหญิงสาว

เพชรกล้านอนนิ่งสงบเหมือนนอนหลับ ดวงตาปิดสนิท ไม่มีริ้วรอยความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ในสีหน้า

ถ้าหากว่าเขาฝันถึงใครสักคน ฝันอันยืนยาวปราศจากการตื่นก็คงเป็นฝันอันสงบสุข ไม่เจ็บปวดพะว้าพะวังอีกต่อไป”

ฉันเริ่มงานเขียนวันนี้ด้วยฉากจบในนวนิยายรักที่เต็มไปด้วยจินตนาการรักที่ประทับใจ

เป็นฉากจบในนวนิยายที่แสนเศร้า ที่นำมาจากนวนิยายแนวจินตนาการเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจของ “แก้วเก้า” อีกนามปากกาหนึ่งของ รองศาสตราจารย์ คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ หรือ ‘ว.วินิจฉัยกุล’

นามปากกา ‘แก้วเก้า’ นั้นอาจารย์วินิตาใช้เขียนในนวนิยายแนวเหนือจริงที่ใช้จินตนาการสร้างเรื่องราว

ฉันเลือกหนึ่งในหลายๆเรื่องที่ชอบและคิดว่ามีความโดดเด่นและน่าประทับใจในพล้อตที่ผู้เขียนเลือกเขียน เป็นนวนิยายแนวข้ามเวลาที่ดึงเอาตัวละครจากวรรณคดีไทยคือเรื่อง ‘ขุนช้างขุนแผน’ มาเป็นหลัก นวนิยายเรื่องนี้ชื่อว่า ‘ปลายเทียน’

นวนิยายเรื่อง ปลายเทียน เคยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทย ระหว่างปี พ.ศ.2542-2544 และพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี 2544 ฉบับที่ฉันซื้อมาอ่านนี้พิมพ์ครั้งที่ 5 เมื่อมกราคม 2549 ปัจจุบันน่าจะพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง

ฉันชอบพล้อตเรื่องแปลกและน่าประทับใจในเรื่องนี้ที่นำตัวละครจากวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผน โดยผู้เขียนจินตนาการเพิ่มเติมว่า มีสองตัวละครที่ไม่มีบทในเรื่องขุนช้างขุนแผนฉบับที่เราอ่านกันทั่วไป เพราะหลบหนีจากการตามล่าของขุนแผน เมื่อครั้งพระเจ้าเชียงใหม่ยอมแพ้แก่พระพันวษา ซึ่งตามธรรมเนียมต้องนำตัวลูกสาวมาถวายตัวเป็นบรรณาการ

ในเรื่องขุนช้างขุนแผนจะมีกล่าวถึงนางสร้อยฟ้าที่ต้องไปเป็นบรรณาการที่กรุงศรีอยุธยา แต่ผู้เขียนได้จินตนาการเพิ่มอีกตัวละครคือ สร้อยสุมาลี ลูกสาวอีกคนที่หลบหนีไปพร้อมกับนางพี่เลี้ยง โดยมีตัวละครอีกตัวที่เพิ่มมาคือ เพชรกล้า องครักษ์หนุ่มที่พาหนีและเป็นผู้คุ้มกันภัยให้สร้อยสุมาลี

ในนวนิยาย สร้อยสุมาลีและเพชรกล้า พร้อมนางพี่เลี้ยง เดินทางข้ามเวลามาสู่ยุคปัจจุบันผ่านสมุดข่อยโบราณ โดยมี วงศ์เมือง นักเขียนนิยายผู้หลงใหลของเก่าและเรื่องโบราณ เป็นผู้ประมูลได้จากการประมูลของเก่า

วงศ์เมืองช่วยเหลือสร้อยสุมาลีและเพชรกล้า โดยให้หลบหนีมาพักพิงที่บ้านโบราณของเขา

เรื่องวุ่นวายทั้งหลายเกิดขึ้นเมื่อวงศ์เมือง บอกเล่าเรื่องราวประหลาดนี้ให้ วัจน์ น้องชายเพื่อขอความช่วยเหลือ กลับถูกน้องชายเข้าใจผิดว่าพี่ชายเป็นโรคประสาทเพราะเรื่องโบราณ จึงถูกน้องชายบังคับให้เข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์ แต่วงศ์เมืองไม่ยินยอม จึงขอร้องให้หลานชาย เรวิทย์ และ เกาลัด เพื่อนสาวคนสนิทของเรวิทย์ช่วยเหลือ

แรกๆทั้งคู่ก็ไม่เชื่อเรื่องราวประหลาดนี้ เกาลัดสาวห้าวผู้อยากรู้อยากเห็นจึงไปพิสูจน์ด้วยตนเอง และได้พบกับเพชรกล้าและสร้อยสุมาลี

เรื่องราวความวุ่นวายตลอดเรื่อง คือการช่วยเหลือให้ทั้งสองหนีให้พ้นจากการตามหาของขุนแผน มีเรื่องราวสนุกๆ ตื่นเต้น จากการผจญภัยและความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวจากยุคกรุงศรีอยุธยา กับหนุ่มสาวสมัยใหม่

เรื่องราวความรักที่ไม่อาจเป็นไปได้ในชีวิตจริง แต่ผู้เขียนก็จินตนาการเรื่องราวความรักสลับคู่ของตัวละครเอกสี่คน คือเขียนให้ สร้อยสุมาลี รักกับ เรวิทย์ และ เพชรกล้า รักกับสาวสมัยใหม่อย่าง ‘เกาลัด’

ฉันประทับใจในเรื่องราวตลอดเรื่องที่ผู้เขียนให้ตัวละครในอดีตพูดคุยกันเป็นภาษาโบราณแบบเสภา ทำให้ฉันได้อ่านบทเสภาเพราะๆมากมายในนวนิยายเรื่องนี้

บทเสภาที่ฉันประทับใจและจะยกมาพูดถึงมีอยู่สองบท

บทแรก คือบทบรรยายถึงตัวละคร ‘เพชรกล้า’ ตัวเอกฝ่ายชายที่เป็นนักรบ แต่ไม่ประสาในเรื่องรัก

“…เพชรกล้ายิ้มออกมานิดหนึ่ง มีความเก้อเขินแทรกอยู่ในรอยยิ้มอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็น ทำให้สีหน้ากร้าวกระด้างดูอ่อนโยนลงราวกับหนุ่มน้อย เขาตอบอย่างจริงจังเปิดเผย ไม่มีการซ่อนเร้นปิดบัง

“บวชเรียนแต่น้อยจนเติบกล้า
ร่ำเรียนวิชาทั้งคุณไสย
หากกลั้วโลกีย์พลันจักจัญไร
เรียนจบจึ่งจะได้แต่งภรรยา
อยุธยารบรุกบุกเชียงใหม่
ท่านบิดาบรรลัยกลางทัพหน้า
อกบ้านเมืองแตกแยกพารา
จะมีคู่กายาก็ป่วยการ
หน้าที่ต้องพาพระบุตรี
หลบหนีจากบุรินทร์ถิ่นสถาน
ช่อนตัวกลางดงกันดาร
จึงไม่เคยพบพานนางนงลักษณ์”
…..

และอีกบทหนึ่ง คือตอนท้ายๆที่เพชรกล้ารู้ตัวว่าชอบสาวน้อยสมัยใหม่อย่างเกาลัด และบอกรักเธอแบบเสภา เป็นสไตล์การเขียนสุดแสนประทับใจ

“..ดวงตาคมลึก ดำสนิท มองดวงหน้าใส ผิวสีน้ำตาลอ่อนเนียนราวกับสีทราย เหมือนจะพิมพ์ไว้ในความทรงจำ ก่อนตอบช้าๆ

“ถ้าหากเจ็บเพียงแผลยังแก้หาย
เจ็บแค่กายชีวาไม่อาสัญ
แต่เจ็บยิ่งกว่าตายวายชีวัน
เจ็บต้องจากจอมขวัญพรากกันไกล”

เกาลัดงง ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงใคร และเรื่องอะไร แต่สายตาหม่นเศร้าของชายหนุ่ม ให้คำตอบหล่อนในอึดใจต่อมา

“เสียใจที่จะต้องกลับไปมิติของคุณนะหรือ?” หล่อนถอดความออกมาได้อย่างง่ายที่สุดเท่าที่นึกออก “งั้นฉันจะพูดอะไรสักอย่างได้ไหม เพชรกล้า”
“ถามตรงๆ ขอให้ตอบตรงๆ คุณคิดยังไงกับฉัน สงสัยมานานแล้ว แล้วอย่าพูดว่ารัก มันเป็นไปไม่ได้”

เพชรกล้าค่อยๆ ระบายลมหายใจยาว อ่อน..และเศร้า เหมือนเขาเองก็หมดทิฐิที่จะฝืนความรู้สึกในส่วนลึกอีกต่อไป

“ไม่ให้ตอบว่ารักจักไม่ตอบ
แต่บอกเพียงแค่ชอบตอบไม่ได้
ให้ฝืนใจไม่รักหักอาลัย
หักเท่าไหร่เหลือจะหักรักแก้วตา”
……….
เพชรกล้าพูดเสียงต่ำต่อไป ตายังจับอยู่ที่ดวงหน้าหญิงสาวไม่คลาดสายตา เหมือนจะพิมพ์จดจำไว้ในส่วนลึกสุด

“ไม่รู้รักเริ่มต้น ณ หนไหน
กว่ารู้ใจก็รักเป็นหนักหนา
หากฟังแล้วขุ่นข้องหมองอุรา
อย่าถือสายกโทษโปรดอภัย
อยากจะเก็บซ่อนไว้เสียในอก
สุดจะยกออกไปให้ห่างได้
แต่ยิ่งล่วงเวลานานร้าวรานใจ
บอกเจ้าไปเหมือนหินยกจากอกเรียม”

ฉันประทับใจมากมายกับบทเสภาบอกรักสาวของเพชรกล้า……ชายหนุ่มจากโลกยุคโบราณสมัยอยุธยา

ความประทับใจในจินตนาการแห่งรักของนวนิยายเรื่องนี้ ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวจินตนาการแห่งรักมากมายที่ได้อ่านจากนวนิยายและได้รับชมจากภาพยนตร์หรือซีรีส์มากมาย

เรื่องราวจินตนาการรักเหล่านั้น อาจเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง แต่ความรักในเรื่องราวเหล่านั้นกลับเติมเต็มจิตใจของผู้คนเป็นจำนวนมาก นักอ่านที่ในชีวิตจริงอาจขาดรัก โหยหาความรัก หรือแม้แต่ผู้อ่านอย่างฉันที่รักเรื่องราวรักทุกรูปแบบ ก็เชื่อในเรื่องราวจินตนาการของผู้เขียนทุกครั้ง

ฉันเชื่อว่าในโลกแห่งจินตนาการ คือโลกที่ผู้คนหาความสุขกับเรื่องราวที่เป็นไปได้ยากในชีวิตจริงที่เรามีความรักแบบมีเงื่อนไขเสมอ ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางสังคม ความคิดเห็นของคนรอบข้าง

ความรักเป็นสิ่งสวยงามและจรรโลงโลกจริงอันเต็มไปด้วยปัญหาให้ดูมีความหวังและผูกพันกันด้วยความรักที่สวยงามเสมอหรืออะไรก็ตามแต่

จินตนาการแห่งรักจึงเป็นมุมเล็กๆในนวนิยายที่ผู้คนในโลกความจริง ปรารถนาที่จะสมหวังสักครั้งในชีวิต ที่บางทีหรือบางคนไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสและลิ้มรสความหวานหอมแห่งอารมณ์รักเลยสักครั้งในชีวิต

ในวันที่อากาศร้อนแต่จิตใจฉันกลับเยือกเย็นและชุ่มชื่นด้วยอารมณ์รักเต็มอิ่มในจิตใจจากจินตนาการรักที่ได้พบเจอผ่านตัวอักษรสวยงามที่เรียงร้อยกัน

ในโลกแห่งความจริง ฉันมีความหวังเต็มเปี่ยมในใจว่าพรุ่งนี้และวันต่อๆไป ความรักที่ฉันมีต่อครอบครัว ผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะสังคม จะเป็นแรงผลักแรงเล็กๆจากปลายปากกาในวันนี้ สู่วันที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้

ฉันแหงนมองท้องฟ้าก่อนก้าวเท้าเข้าบ้าน สองมือดึงประตูรั้วปิดลง

ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าจัดสดใสไร้เมฆ หากคุณมองเข้าไปในแววตาของฉัน

คุณจะรู้ว่า ฉันมีความหวังให้กับชีวิตในวันพรุ่งนี้เสมอ

บันทึกการอ่านและแรงบันดาลใจจากนวนิยายเมื่อปี2562

บันทึกเพิ่มเติมฉากที่ชอบอีกฉากในปี2563

ฉากที่เพชรกล้าใช้อาคม เข้าหาเกาลัด แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะหญิงสาวที่นอนบนเตียงกลายเป็นสร้อยสุมาลี แล้วเพชรกล้ากับสร้อยสุมาลีก็สมรักกันภายใต้อาคมของเถรขวาด

มานั่งนึกว่า ถ้าบนเตียงเป็น ‘เกาลัด’ อย่างที่เพชรกล้าตั้งใจเข้าหา เรื่องราวจะเป็นอย่างไร

เป็นนวนิยายที่สนุกมาก และอยากให้สร้างเป็นละครอีกสักครั้ง

คราวที่แล้วสร้างละครเมื่อปี 2545 ไม่ทันได้ดู
ว่าจะลองไปดูฉบับเก่าว่าเป็นยังไงบ้าง
เจอตัวอย่างบ้างในยูทูป แต่ตอนนี้ลบไปแล้ว

••••••••••

ตอนที่ประทับใจจากหนังสือที่รัก

เพชรกล้านั่งลงบนเตียง ปลดเครื่องราง และผ้ายันต์ออกจากกายวางไว้หัวนอน เช่นเดียวกับผ้าประเจียดโพกศีรษะ เอนกายลงบนเตียงอ่อนนุ่ม เลิกผ้านวมขึ้นสัมผัสความอ่อนละมุนของร่างซึ่งนอนนิ่งอยู่ ใจระทึกจนแทบโลดออกมานอกทรวงอกด้วยความไม่เคยใกล้ชิดหญิงใดถึงเพียงนี้ ประจักษ์เป็นครั้งแรกถึงความอ่อนนุ่มอบอุ่นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ไม่แห้งแล้งไร้ความหมายอย่างสัมผัสของปุยนุ่นหรือสำลี

ค่อยประคองลองจูบค่อยลูบไล้
ใจวูบไหวระทึกนึกวาบหวาม
เอนอกอิงแอบแนบอกงาม
ไม่อาจห้ามใจป่วนรัญจวนใจ
โอ้อกเอ๋ยไม่เคยพบประสบเห็น
เหมือนกับเป็นเพียงฝันนั้นไฉน
หากสมรักแก้วตายอดยาใจ
สรวงสวรรค์ชั้นไหนไม่เปรียบปาน

. . . . .

โปรยปกหลัง

ถ้าหากเจ็บเพียงแผลยังแก้หาย
เจ็บแค่กายชีวาไม่อาสัญ
แต่เจ็บยิ่งกว่าตายวายชีวัน
เจ็บต้องจากจอมขวัญพรากกันไกล

. . .

ปลายเทียน – ผู้เขียน : แก้วเก้า
พิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทย ปี พ.ศ.2542 – 2544
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ เมื่อเดือนเมษายน 2544
ภาพประกอบโพสต์คือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 เดือนมกราคม พ.ศ. 2549
จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ทรีบีส์
ราคาปก 330 บาท
ภาพปก : สุขุมาล เล็กสวัสดิ์
จำนวน 487 หน้า ไม่รวมท้ายเล่มที่เป็นผลงานของผู้อ่าน
ในหัวข้อ ‘ปลายเทียนแบบที่ใจอยากให้เป็น’
และ ‘ความคิดเห็นผู้อ่านผ่านทางอินเทอร์เน็ต’

. . . . . .

❤️🍀🪴ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ 🍀🪴❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

Leave a Reply