สองฝั่งคลอง – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 56

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เมื่อครั้งอ่านนวนิยายเรื่อง ‘สองฝั่งคลอง’ ครั้งแรก ฉันนึกถึงความรู้สึกตอนนั้น นึกภาพตัวเองว่าได้จินตนาการตามคำบรรยายของผู้เขียนถึงสภาพบ้านเมืองย่านคลองสานในสมัยก่อน เทียบกับในปัจจุบัน เหตุเพราะบ้านฉันอยู่พรานนก ต้องผ่านคลองสานทุกครั้งเวลามาที่บ้านสามีที่ราษฎร์บูรณะ ถนนเส้นเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจึงเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยเสมอ

เหมือนที่ผู้เขียนได้บันทึกไว้ในคำนำหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2535 ว่า

“ผู้เขียนไม่ทันเห็นความสวยงามร่มเย็นของคลองสาน เพราะเมื่อจำความได้ไปแถวนั้น คลองสานก็เหลือแต่สภาพคูน้ำริมถนนเสียแล้ว แต่ผู้ที่ยังจำได้และเล่าให้ฟังบ่อยๆ จนผู้เขียนพลอยเห็นไปด้วยในมโนภาพก็คือแม่ ซึ่งเป็นชาวคลองสานมาตั้งแต่ พ.ศ.2451 อันเป็นปีที่แม่เกิด

แม่อยู่ที่คลองสานแห่งนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งเรียนจบและไปทำงานเป็นครูที่เชียงใหม่ แต่ก็กลับไปเยี่ยมเยียนคลองสานเป็นครั้งคราวจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แม่จึงจำสภาพเดิมของคลองสานและความเปลี่ยนแปลงจากคลองเป็นถนนได้อย่างแม่นยำ

เช่นเดียวกับผู้สูงวัยอีกหลายคน ความสุขของแม่อยู่ในอดีตสมัยกระโน้นมากกว่าปัจจุบัน แม่ชอบเล่าเรื่องเก่าๆ ไม่ว่าเหตุการณ์หรือชีวิตผู้คนที่ล่วงผ่านกันไปหมดแล้ว ในเมื่อแม่เป็นคนจดจำรายละเอียดต่างๆได้ดี และความทรงจำยังไม่ได้เสื่อมลงไปตลอดช่วง 80 ปีของอายุแม่ อดีตของแม่จึงน่าสนุกและดูมีชีวิตเป็นจริงเป็นจังยิ่งกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันเสียอีกด้วยซ้ำ

คลองสานในอดีตจึงฟื้นขึ้นอีกครั้ง ให้ผู้เขียนถ่ายทอดลงเป็นตัวหนังสือในนวนิยายเรื่อง ‘สองฝั่งคลอง’ จนจบบริบูรณ์”

ผู้เขียนอธิบายเพิ่มเติมว่า ตัวละครและเหตุการณ์ล้วนสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้นเช่นเดียวกับนวนิยายทั่วไป แต่ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองนั้นมาจากเหตุการณ์จริง ได้อาศัยบันทึกส่วนตัวของแม่ที่อุตส่าห์เขียนเอาไว้เพื่อประโยชน์ของลูกสาวในการแต่งเรื่องนี้

นอกจากนั้นในคำนำฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 5 โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ที่ผู้เขียนบันทึกไว้เมื่อวันที่ 29 เดือนธันวาคม ปี 2543 กล่าวถึงแม่ไว้ว่า

“ตอนแม่ให้กำเนิดลูกสาวคนเดียว แม่อายุ 41 ปี อายุพอจะเป็นยายได้ (เพราะสมัยนั้นผู้หญิงอายุ 20 โดยมากแต่งงานมีลูกกันแล้ว) ชีวิตของแม่จึงเป็นการย้อนอดีตไปราวสองชั่วคน เมื่อบวกกับเรื่องเล่าจากคุณปู่คุณย่าของแม่ ก็เท่ากับเรื่องที่แม่ถ่ายทอดให้ลูกสาวฟังเป็นเรื่องที่เก็บรวบรวมจากสี่ชั่วคนด้วยกัน

ความสุขของแม่ในวัยเด็กเมื่อ 90 ปีก่อน ในบ้านอันร่มเย็นริมคลองสานฝั่ง ธนบุรี กับคุณปู่และคุณย่า (พลตรีพระยาวิชิตณรงค์ (คืบ สุวรรณทัต)เจ้ากรมยกกระบัตร กระทรวงกลาโหม และคุณหญิงเหลียง) คุณปู่คุณย่าจากไปเมื่อแม่เติบโตเป็นสาว เข้าเป็นนิสิตหญิงในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคที่สามย่านยังเป็นนอกเมือง มีแต่ไร่ผักอยู่แถวโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และมีผู้หญิงเพียง 12 คนในรุ่นที่แม่จบออกมาเป็นบัณฑิตด้วยกัน แต่ความสุขในหนหลังก็ยังเป็นเรื่องตราตรึงในความทรงจำของแม่อย่างถี่ถ้วนแม่นยำจนถึงวาระสุดท้าย

……นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม่รักมากที่สุด แม้ไม่ใช่อัตชีวประวัติของแม่โดยตรง แต่ตัวละครหลายตัวทำให้แม่ย้อนรำลึกถึงบุคคลที่แม่รักและใกล้ชิดในยุคก่อนลูกเกิด ถ้าแม่ได้ล่วงรู้ว่าเรื่องนี้เป็นที่ต้อนรับด้วยดีจากคนรุ่นหลัง จนพิมพ์เป็นครั้ง 5 แล้ว วิญญาณของแม่ก็คงโสมนัสอยู่ในดินแดนสุคติที่แม่สถิตอยู่ ณ วันนี้ “

นวนิยายเรื่อง ‘สองฝั่งคลอง’ ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยายจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ.2534 เป็นนวนิยายที่สะท้อนภาพสังคมไทยสมัยปลายรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 8 เป็นช่วงที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนมากที่สุด มีเหตุการณ์สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเกิดขึ้นช่วงนี้มากมายที่ผู้เขียนนำมาเป็นฉากหลังประกอบเรื่องราวชีวิต

‘สองฝั่งคลอง’ เป็นเรื่องราวชีวิตตัวละครเอก “ทับทิม” ตั้งแต่วัยเด็ก จนกระทั่งแต่งงานกับ “คุณลาน” เป็นชีวิตที่ต้องผ่านเหตุการณ์ความผันผวนในครอบครัว จากวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์พูนสุข ในครอบครัวเจ้าคุณทหาร คุณปู่ของทับทิม จากเด็กที่กำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก พ่อของทับทิมซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวก็แต่งงานใหม่ ทับทิมจึงเป็นหลานปู่คนเดียว ที่เป็นสุดที่รักของปู่กับย่า

ชีวิตทับทิมที่พึ่งใบบุญคุณปู่คุณย่าต้องประสพกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิตเมื่อเสาหลักในชีวิตล้มลง ชีวิตก็ถึงจุดเปลี่ยน แต่ทับทิมเป็นเด็กที่ใฝ่เรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการศึกษาจนเรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเอาตัวรอด สามารถยืนหยัดชีวิตต่อมาด้วยความรู้ที่มี ใช้ประโยชน์จากความรู้ในยามที่ต้องพึ่งพาตนเอง ใช้ความรู้เป็นเครื่องมือพาชีวิตตนเองให้เดินต่อไปข้างหน้า เป็นเรื่องราวชีวิตที่มีคติเตือนใจและน่าเรียนรู้เป็นประสบการณ์สอนใจที่ดีมาก

สิ่งที่ฉันชอบอีกอย่างในนวนิยายเรื่องนี้ นอกจากเหมือนการอ่านประวัติศาสตร์ผ่านชีวิต นั่นคือผู้เขียนจะยกตอนใดตอนหนึ่งของบทประพันธ์ชั้นครูในอดีตหลายๆท่าน ขึ้นมาประกอบในแต่ละบท เข้ากับเรื่องในแต่ละช่วงชีวิตของตัวละคร เช่น ตอนที่ทับทิมตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ในบ้านเก่าที่พ่อทิ้งไว้ให้เป็นมรดก ทำให้ครอบครัวคุณยี่สุ่นและลูกหลานที่ยึดครองทรัพย์สินมรดกตระกูลไว้ถึงกับไม่พอใจ ผู้เขียนได้ยกตอนหนึ่งของ ‘หิโตปเทศ บทประพันธ์ของ เสถียรโกเศศ’ นำเรื่องในตอนนี้ว่า

“บิดามารดาผู้มิได้สั่งสอนบุตรของตน บิดานั้นก็เป็นไพรี มารดาก็เป็นศัตรูของบุตร เพราะจำทำให้บุตรนั้นเข้าที่ประชุมชน ไม่ประเปรียวเฉลียวฉลาดเป็นสง่า ไม่น้อยไปกว่านกยางที่อยู่ในฝูงหงส์”

นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องที่ฉันประทับใจและหยิบมาอ่านซ้ำบ่อยๆ และเก็บสะสมหนังสือเรื่องนี้ไว้ถึงสามปก คือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 ครั้งที่ 8 และล่าสุดฉบับที่สำนักพิมพ์อรุณนำกลับมาพิมพ์ใหม่

••••••••••••••

โปรยปกหลัง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วัตสาตรี ปี พ.ศ.2535

“ฮก ลก ซิ่ว เป็นเครื่องหมายของจีน ถือกันว่าเป็นลายมงคล…ฮกหมายถึงวาสนา ยศ ศักดิ์ ความเป็นใหญ่เป็นโต ลกหมายถึงความร่ำรวย พรั่งพร้อมด้วยแก้วแหวนเงินทองและบริวาร ส่วนซิ่วหมายถึงความแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืนนานเหมือนต้นไม้ใหญ่ มนุษย์คนใดมีพร้อมมงคล 3 ประการนี้ ก็นับว่าประเสริฐสุดแล้ว เพราะมงคลทั้งสามนี้ย่อมเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์…ยากที่มนุษย์คนใดจะมีมงคลทั้งสามประการนี้ไปจนตลอดชีวิต พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจังนั้นเป็นความจริง

…ปู่จึงไม่อยากยึดมั่นกับโภคสมบัติให้มากนัก และไม่อยากให้แม่หนูหลงใหลกับมันด้วย สู้มีสติ มีปัญญาและวิชาไว้เลี้ยงตัวไม่ให้อับจนเสียยังดีกว่า”

“เงินทองก็เหมือนกัน ถึงเวลาคนอื่นเขาก็เอากลับคืนไป เปลี่ยนมือไป ตามธรรมดาโลก อย่างที่เรียกกันว่าสมบัติเป็นของกลางของโลก ใครมีบุญคนนั้นก็ได้ไป เพราะฉะนั้นปู่จะสอนไว้ว่าอย่าไปยึดมั่นอะไรให้มากนัก ชีวิตคนเหมือนดวงดาว อยู่บนฟ้าได้ก็ตกลงมาได้”

“มงคลสามประการของจีนนั้นหากมนุษย์ใดมีครบได้ก็นับว่าโชคดี แต่ว่าใครเล่าจะมีได้หรือรักษาไว้ได้จนตาย ปู่อยากให้แม่หนูยึดมงคล 38 ประการในพุทธศาสนาไว้มากกว่า ประพฤติตนทั้ง 38 ข้อนั่นแหละคือมงคลชีวิต ถึงเผชิญอุปสรรคอย่างไรก็ตาม ก็ประคองตัวเองเอาไว้ได้ไม่อับจน”

••••••••••••

สองฝั่งคลอง : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์วัตสาตรี
จัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ต้นอ้อ ปี พ.ศ.2533
ปกภาพประกอบคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4
โดยสำนักพิมพ์วัตสาตรี จัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ต้นอ้อ ปี พ.ศ.2535

••••••••••••
❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

Leave a Reply