เดินทางในตัวตน

#เขียนบันทึกประจำวัน #บันทึกความทรงจำ

ฉันถ่ายภาพมุมหนึ่งในห้องนอนใหญ่บนชั้นสองของบ้านที่มีขนาดกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของตัวบ้าน

ในภาพเป็นมุมวางทีวีและเครื่องเสียงอยู่ใกล้ๆกับชั้นหนังสือเล็กๆที่ย้ายมาจากห้องหนังสือเดิม ตู้หนังสือบานใหญ่เต็มผนังด้านหนึ่งในห้องหนังสือเดิมนั้นขนย้ายมาไม่ไหว ฉันจึงจัดแบ่งพื้นที่ให้ลูกชายไว้วางข้าวของส่วนตัวของเขาไปบ้าง

ฉันเป็นคนชอบดูภาพยนตร์และซีรีส์ ทำให้ต้องจัดการย้ายเครื่องเล่นและลำโพงมาด้วย ตั้งแต่จัดบ้านใหม่ฉันรู้สึกชอบที่ห้องกว้างขวางสะดวกสบายจนฉันแทบจะขลุกอยู่แต่ในห้องแทบทั้งวัน เสียอย่างเดียวตอนกลางวันที่แดดจะส่องเข้าทางหน้าบ้านตลอดบ่าย ทำให้ห้องนี้ค่อนข้างร้อนในเวลากลางวัน จนต้องเปลืองไฟเปิดแอร์เร็วกว่าปกติในบางวัน ฉันจึงมีความคิดที่จะจัดบ้านบริเวณชั้นล่างเป็นมุมทำงานอีกสักมุมในเร็วๆนี้

เช้านี้เป็นวันหยุดที่ฉันไม่ต้องตื่นเช้าตามเสียงนาฬิกาปลุกที่สามีตั้งเวลาไว้ เพราะต้องไปส่งลูกชายไปโรงเรียน ฉันจึงตื่นสายกว่าวันปกติ ตั้งแต่ไม่ต้องทำงาน หลังจากตื่น สิ่งแรกที่ทำคือสวดมนต์ ฉันตั้งใจจะทำเป็นกิจวัตรประจำวัน หลังจากนั้นค่อยยืดเส้นยืดสายเบาๆ แล้วก็ทำภารกิจที่อยากทำแล้วแต่อารมณ์ในแต่ละวัน

ตั้งแต่ช่วงปลายปีต่อต้นปีใหม่ มักเป็นช่วงเวลาที่ฉันจะจัดบ้าน โละข้าวของที่คิดว่าไม่ใช้แล้วออกไปบริจาคทุกปี ฉันทยอยคัดแยกข้าวของกองไว้ที่ชั้นล่างจนกองพะเนินเทินทึกยังจัดไม่เรียบร้อย

การรื้อค้นโละสมบัติทิ้งเสียบ้างเป็นการดี เพราะเหมือนกับในสารคดีของนักจัดบ้านชาวญี่ปุ่นที่ได้ดูในเน็ตฟลิก เพราะในขณะที่เก็บข้าวของเหมือนฉันได้เดินทางกลับไปสู่อดีตของเรื่องราวที่มาในของใช้แต่ละชิ้น และนั่งระลึกถึงมัน ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเก็บต่อหรือทิ้งไปเสีย

ฉันนึกถึงผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ผ้าไหมราคาแพงหลายผืนที่ได้รับเป็นของขวัญเมื่อครั้งทำงานประจำใหม่ๆ จนเวลาผ่านมาจนวันนี้เกือบสามสิบปี ผ้าเหล่านั้นก็ยังอยู่ในสภาพดีเหมือนเดิม เพราะฉันทะนุถนอมเก็บไว้ในตู้อย่างดี และแทบไม่เคยหยิบมาใช้ แต่วันนี้เมื่อรื้อออกมาดูอีกครั้ง อารมณ์เพลิดเพลินและมีความสุขยามสัมผัสลวดลายอันสวยงามของสีสันบนลายผ้าก็ยังทำให้ฉันรักมันและตัดสินใจเก็บมันไว้ในตู้ต่อไป

การจัดบ้านเป็นงานอดิเรกที่ชอบ เพราะเมื่อขยับข้าวของ เฟอร์นิเจอร์ อารมณ์ในบ้านก็เปลี่ยนไป เวลาที่ฉันนึกเบื่อๆ ฉันก็มักมองดูรอบบ้านว่าจะจัดของและแต่งบ้านใหม่แบบไหนดี จนสามีบ่นประจำเพราะเวลาจัดบ้านทีไร คนที่เหนื่อยกว่าคือเขาที่ต้องลุกมาช่วยฉันย้ายเฟอร์นิเจอร์อันใหญ่โตเทอะทะและน้ำหนักมากจนฉันทำคนเดียวไม่ไหว

เช้านี้ฉันทานอาหารมื้อแรกควบระหว่างมื้อเช้าและเที่ยงรวมเป็นมื้อเดียว ระหว่างทานข้าวก็ดูทีวีที่สามีเปิดทิ้งไว้ มีแต่ข่าวการปล้นร้านทองอุกอาจและโหดเหี้ยมที่เป็นเหตุการณ์ใหญ่เมื่อวันก่อน

สามีและฉันคิดเหมือนกันว่าคนร้ายน่าจะไม่ใช่คนธรรมดา เพราะใช้อาวุธแบบมืออาชีพ และสามารถฆ่าคนบริสุทธิ์ตรงหน้าได้อย่างเลือดเย็นจนน่ากลัว

ข่าวสารทางทีวีมักจะไม่มีประเด็นอะไรแตกต่างจากบนหน้าเพจเฟสบุ๊ค เพราะทุกช่องลอกข่าวและคลิปจากโลกออนไลน์มานำเสมอซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกันไปหมด ฉันจึงไม่ค่อยดูทีวีเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ทีวีใช้เปิดดูเน็ตฟลิกหรือช่องยูทเสียมากกว่า

ฉันรู้สึกว่าชีวิตที่อยู่กับบ้าน เป็นชีวิตที่เหมือนการเดินทางวนเวียนไปมาภายในตัวเอง การใช้เวลาอยู่กับตัวเองเกือบทั้งวัน ทำในสิ่งที่ชอบในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ฉันค่อยๆ เรียนรู้มากขึ้นว่าในแต่ละสิ่งที่ชอบทำนั้น จะสามารถช่วยพัฒนาจิตใจและความรู้สึกออกมาได้มากและไปถึงที่สุด ณ ตรงไหน

ฉันเคยชอบดูซีรีส์เกาหลีมากจนเปิดเพจเฟสบุ๊คซีรีส์ที่รักเมื่อสองปีก่อน แต่มาวันนี้ บางเวลา ฉันกลับรู้สึกเบื่อมันเสียแล้ว

ฉันชอบดูภาพยนตร์รักและเขียนบล็อกเล่าเรื่องราวหนังรักและซีรีส์ที่ชอบจนมีคนติดตามมากมาย ตอนนี้ฉันก็รู้สึกเบื่อหน่ายและขี้เกียจอัพเดทบล็อกนั้นมาหลายเดือนแล้ว

ตอนนี้สิ่งที่ฉันทุ่มเทเหลือเพียงอย่างเดียวคือการหัดเขียนหนังสือ ฉันเรียนเขียนกับครูมาปีกว่าในเกือบจะทุกคอร์สแล้ว และสังเกตได้ว่าเมื่อไหร่ที่หยุดเขียน มันจะฝืดและต่อแทบจะไม่ติดหากทิ้งไปนานๆ ฉันจึงพยายามอย่างมากในข่วงที่อารมณ์ปรวนแปรระหว่างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของชีวิตที่จะพยายามเดินกลับเข้ามาบนเส้นทางที่คิดและออกแบบไว้ในใจ

ฉันตั้งใจจะกลับมาทำเพจเฟสบุ๊คและเขียนบล็อกอย่างเดิมอย่างไม่เคร่งครัดจนเครียด เพื่อฝึกปรืออารมณ์และการเขียนให้อยู่ในเส้นทางที่ต้องการ

ส่วนงานเขียนฉันก็เรียนเขียนไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับความตั้งใจที่จะเขียนทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาวให้สำเร็จ และถ้ามีเวทีการประกวดงานเขียน ฉันก็ตั้งใจจะฝึกฝนทดลองส่งเข้าร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันภูมิใจที่สุดที่นำการบ้านเรื่องสั้นจากชั้นเรียนเขียนส่งไปที่เว็บอ่านเอา และได้รับการพิจารณาให้ลงในเว็บถึงสามเรื่อง ฉันถือว่าเป็นการเริ่มต้นงานที่รักได้น่าพอใจทีเดียว และหวังว่าตนเองจะสามารถพัฒนาขึ้นจนเขียนเรื่องยาวจบสมบูรณ์เป็นที่ยอมรับได้ในสักวันหนึ่ง

ทั้งหมดคืองานที่รักที่ฉันตั้งใจจะทำและออกแบบชีวิตตนเองอย่างที่ตั้งใจไว้เมื่อลาออกจากงานประจำ

เมื่อฉันนึกย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ผ่านมา ทุกบททุกตอนในกาลเวลาที่ผ่าน คือประสบการณ์และเรื่องราวในชีวิต ที่เรานำมาใช้เป็นต้นทุนวัตถุดิบในงานเขียนได้

อีกทั้งเมื่อพบว่า สามช่วงชีวิตสำคัญของคนเราทุกคน ล้วนเริ่มจากวัยเด็กวัยเรียน ต่อด้วยวัยทำงานสร้างตัว สร้างครอบครัว และจบลงด้วยปลายชีวิตแบบที่เลือกเองนั้นน่าจะดีที่สุด

ในวันนี้ฉันคิดว่าตนเองผ่านช่วงเวลาสำคัญของชีวิตช่วงต้นและช่วงกลางไปแล้ว

ณ ตอนนี้คงเป็นช่วงเริ่มต้นของช่วงปลายที่ฉันต้องออกแบบชีวิตเองว่าต้องการใช้ชีวิตแบบที่รักอย่างไรต่อไป การออกแบบชีวิตให้ได้อย่างใจ แล้วได้ใช้มันอย่างมีความสุขนั้น นับเป็นความฝันของมนุษย์ทุกคนแน่นอน ฉันอยากทำให้ได้อย่างนั้น

เพราะแม้ว่าตามข้อเท็จจริงมนุษย์เรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ และในบางคน บางทีก็อาจเลือกเป็นในสิ่งที่อยากเป็นไม่ได้ แต่ฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมแพ้ที่จะพยายามให้ได้ใช้ชีวิตอย่างใจต้องการในช่วงปลายชีวิตที่เหลือ โดยไม่ต้องหวั่นเกรงหวาดกลัวกับอนาคต เพราะเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึง ไม่น่ากลัวไปกว่าใจที่ฟุ้งซ่านหวาดหวั่นไปเองล่วงหน้าอย่างแน่นอน

สิ่งที่เราควรทำในการออกแบบชีวิตบั้นปลาย สำหรับฉันนั้น คือการเตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อมด้วยการเช็คลิสท์ปัญหาที่คาดว่าจะเกิด แล้วค่อยๆตัดออกไปทีละข้อจนหมด หาวิธีรับมือเตรียมไว้ จนเรามั่นใจเพียงพอว่าจะรับมือได้ในทุกเรื่องที่จะเข้ามา แล้วจึงลงมือทำในทุกสิ่งที่อยากทำ แต่พลาดโอกาสไปไม่ได้ทำเมื่อช่วงต้นของชีวิต และจงอย่ากลัวความล้มเหลว หากเราได้พยายามและทำเต็มที่แล้ว เราควรกลัวความล้มเหลวที่เกิดจากการไม่ได้ทำอะไรเลยมากกว่า

ณ ตอนนี้ ฉันนึกภาพตนเองอ่านหนังสือ เขียนหนังสืออยู่ในห้องแสนสบายที่จัดตกแต่งเอง ใช้ชีวิตแบบที่ลูกสาวคนโตบอกฉันว่า แม่ไม่ต้องเครียดอะไรเรื่องงาน เขาพร้อมจะดูแลน้องชายแทนแม่ ให้แม่ได้ใช้ชีวิตอ่านเขียนอย่างที่แม่ชอบอยู่บ้านอย่างมีความสุข

ฉันมองดูลูกสาวตรงหน้าราวกับเห็นเรื่องราวของตัวเอง อยู่บนตัวตนและชีวิตลูก ลูกเปรียบดั่งกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนตัวตนที่ผ่านมาของแม่อย่างฉัน จนอดที่จะน้ำตาซึมด้วยความปลาบปลื้มมิได้

ในช่วงท้ายชีวิตนี้ ฉันนึกถึงบางวันที่ออกไปรับลูกที่โรงเรียนบ้าง บางวันก็ชวนลูกออกไปทานข้าวนอกบ้าน ไปเยี่ยมคุณย่าและคุณยายของลูก สังสรรค์ครอบครัวใหญ่ของฉันและสามีตามเทศกาลประจำปี เป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัวที่ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่าชีวิตนี้เราไม่ได้โดดเดี่ยวเดียวดาย เรามีครอบครัวที่รักเป็นกำลังใจสำคัญอย่างแน่นอน

วันเวลาในชีวิตของฉันนับจากนี้ คงจะเดินช้าลง แต่ฉันแน่ใจว่ามันจะแวดล้อมไปด้วยความอบอุ่นเล็กๆ เบาๆ ทีกระจายอยู่รอบๆโอบล้อมฉันไว้เงียบๆ ด้วยความรักของครอบครัว

และแม้ว่าฉันไม่รู้ว่าวันเวลาในชีวิตที่เหลือนับจากนี้จะมีช่วงเวลายาวนานเท่าใด การได้ใช้ชีวิตง่ายๆ เรียบๆ ทำในสิ่งที่รัก แวดล้อมไปด้วยคนที่รักก็เพียงพอสำหรับชีวิตนี้แล้ว

เพราะฉันมั่นใจว่าเส้นทางที่ผ่านมานั้น เป็นชีวิตและความรักที่ฉันมีโอกาสเลือกด้วยใจตนเอง เป็นชีวิตที่ฉันยอมรับมันได้อย่างเต็มใจ แม้ว่ามันอาจเป็นชีวิตธรรมดาๆ ไม่ได้สวยหรูอย่างที่วาดหวัง และบางครั้งอาจจะมีปัญหาตามความเป็นไปของชีวิตทั่วไป แต่ชีวิตที่ได้เลือกเองนั้นสุดท้ายมักสวยงามเสมอ

สมุดบันทึกเล่มเดิมที่เคยจดบันทึกชีวิต วันนี้เปิดมาถึงช่วงท้ายเล่ม กระดาษเปล่าหน้าว่างที่เหลือจะพอเพียงที่จะจดบันทึกได้หมดไหม เป็นเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึง แต่ฉันก็พร้อมที่จะนับวันรอที่จะได้จดบันทึกเรื่องราวดีๆมากมายในวันข้างหน้าลงบนหน้าอันว่างเปล่านั้นด้วยใจที่เบิกบาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

บันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว 13 มกราคม 2563

Leave a Reply