ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว หนังสือที่รักเล่มที่ 69

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

หนังสือที่รักวันนี้เป็นหนังสือแปลแนวคู่มือ หมวดจิตวิทยา พัฒนาตนเอง ที่ช่วงหลังจะมีวางขายหลากหลายมาก ส่วนตัวชอบเรื่องนี้เพราะเป็นคนชอบแต่งบ้าน จัดบ้าน และเมื่ออ่านเล่มนี้จบก็คิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีและน่าสนใจนำมาปรับใช้กับชีวิตเราได้

เรื่องนี้ผู้เขียน คนโด มาริเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดบ้านชาวญี่ปุ่น เล่าประสบการณ์การจัดบ้านของตนเอง ที่เริ่มจากการสะสมประสบการณ์จากการอ่านนิตยสารแม่บ้านของคุณแม่ ตั้งแต่เด็กๆ เก็บเล็กผสมน้อย ลองถูกลองผิด จนปัจจุบันเธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญและคอยให้คำปรึกษาแก่ผู้คนเกี่ยวกับเทคนิคการจัดบ้านของเธอ

สรุปประเด็นหลักๆเท่าที่อ่านและเข้าใจว่า

  1. ต้องทิ้งของที่ไม่ใช้ทั้งหมดในคราวเดียว อย่ามัวแต่เสียดายของ คิดเผื่อว่าจะได้ใช้อีก

ให้ประเมินของที่จะทิ้งว่า ของชิ้นนั้นหมดประโยชน์แล้ว ล้าสมัยแล้ว และทุกอย่างที่เก็บไว้เกินหนึ่งปีโดยไม่ได้หยิบออกมาใช้

และที่สำคัญที่สุดคือประเมินว่าของชิ้นนั้นเป็นของที่คุณจะมีความสุข ความชื่นใจในการได้หยิบขึ้นมาดูมาใช้หรือไม่ ถ้าไม่มีทิ้งเลยค่ะ

2. เมื่อทิ้งของที่ไม่ใช้ทั้งหมดแล้ว มาถึงขั้นตอนการจัดเก็บ
หลักการจัดเก็บคือ จัดของเป็นหมวดหมู่ ไม่ใช่จัดตามสถานที่

พูดง่ายๆคือ ในบ้านหนึ่งหลัง เก็บของเป็นหมวดหมู่เช่น หมวดอุปกรณ์ตัดเย็บก็เก็บรวมในที่เดียว กำหนดตำแหน่งตายตัวให้ข้าวของภายในบ้าน โดยเก็บเป็นหมวดหมู่ เก็บรวมไว้ในที่เดียวจุดเดียวในบ้าน ไม่ใช่มีของแบบเดียวกันในทุกห้อง กระจัดกระจายไปทั่ว

ฉันคิดว่าคล้ายๆกับการทำสต๊อกของใช้ในบ้านค่ะ หาตู้หรือลิ้นชักเก็บของเป็นหมวดๆ เวลาจะใช้จะพุ่งเข้าหยิบใช้จากจุดเดียว ไม่ใช่มีวางเกลื่อนไปทุกที่

ลำดับการคัดของทิ้งและจัดเก็บที่ดีที่สุด คือ เริ่มจากเสื้อผ้า หนังสือ เอกสาร ของจิปาถะ และปิดท้ายด้วยของที่มีคุณค่าทางจิตใจ

ฉันชอบที่ผู้เขียนพูดถึงการคัดหนังสือทิ้งว่า

‘ ถ้าคุณพลาดโอกาสในการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ไม่ว่ามันจะเป็นหนังสือที่มีคนแนะนำให้คุณอ่าน หรือเป็นหนังสือที่คุณตั้งใจจะอ่านมาแต่ไหนแต่ไรก็ตาม นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้ปล่อยมันไปค่ะ ถึงคุณจะอยากอ่านตอนที่ซื้อมันมา แต่ถ้าถ้าจนถึงทุกวันนี้คุณยังไม่ได้อ่าน นั่นแปลว่าหน้าที่ของหนังสือเล่มนั้นคือ การสอนให้รู้ว่าคุณไม่ต้องการมัน คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือที่อ่านไปแล้วครึ่งเล่มให้จบ เพราะหน้าที่ของมันคือการถูกอ่านเพียงครึ่งเล่ม’

เข้าใจเลยค่ะ เพราะหนังสือบางเล่มที่เราคิดว่าน่าอ่าน เมื่ออ่านจริงแล้วไม่สนุก ยังไงก็ไม่สนุก ก็ควรจะตัดใจทิ้งซะ พูดง่ายแต่ทำยากนิดนึงตามประสาคนรักหนังสือนะคะ

อีกเทคนิคที่ช่วยลดการสะสมหนังสือจนล้นบ้าน ผู้เขียนแนะนำให้คัดลอกข้อความที่ชอบและประทับใจจากหนังสือ เก็บไว้ในสมุดบันทึกค่ะ และเมื่อเวลาผ่านไป สมุดบันทึกนี้จะกลายเป็นแหล่งรวมข้อความอันทรงคุณค่าที่เราชื่นชอบ วิธีนี้ฉันก็ใช้นะคะ ปัจจุบันปรับมาเก็บในเพจในเว็บบล็อกค่ะ

สรุปคือการจัดบ้านให้เป็นระเบียบจะช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตในสภาพที่เป็นธรรมชาติสำหรับตัวเอง เราเลือกข้าวของที่ทำให้ตัวเองมีความสุขและชื่นชมสิ่งที่มีค่าต่อชีวิตเราอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรจะทำให้เรามีความสุขมากไปกว่าการได้ทำในสิ่งที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติอย่างนี้อีกแล้ว ถ้าสิ่งนี้เรียกว่าความโชคดี ฉันก็เชื่อการจัดบ้านเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดึงดูดโชคดี (จากหน้า 242-243)

ตอนที่ชอบจากหนังสือ

‘ เราไม่แน่ใจว่าอะไรที่จะทำให้ตัวเองพอใจหรือเรากำลังมองหาอะไรอยู่ ความไม่แน่ใจดังกล่าวจะทำให้เรามีข้าวของที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วจมอยู่กับข้าวของเหล่านั้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหาสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงก็คือการกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการทิ้งไปให้หมด

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การออกเดินทางไปยังสถานที่อันไกลโพ้นหรือการชอปปิ้งอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แต่อยู่ที่การกำจัดสิ่งที่เราไม่ต้องการ ด้วยการเผชิญหน้ากับข้าวของแต่ละชิ้นของตัวเองอย่างเหมาะสม

การเผชิญหน้าและการคัดเลือกข้าวของนั้นค่อนข้างเจ็บปวดพอสมควร เพราะมันบีบให้เราต้องเผชิญหน้ากับความไม่สมบูรณ์แบบและความบกพร่องของตัวเอง รวมไปถึงการตัดสินใจโง่ๆที่เราเคยทำ มีหลายครั้งที่การจัดบ้านทำให้ฉันรู้สึกละอายกับการตัดสินใจในอดีตของตัวเอง ‘

ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว
The life-changing magic of tidying up
ผู้เขียน : คนโด มาริเอะ
ผู้แปล : โยซุเกะ , ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท์
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น

ฟ้าต่ำ – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รัก เล่มที่ 68

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

วันหยุดยาวนี้หยิบนวนิยายที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อ เป็นนวนิยายของนักเขียนคนโปรดเช่นเดิมค่ะ เรื่อง ฟ้าต่ำ ของ ว.วินิจฉัยกุล

นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นนวนิยายที่เล่าเรื่องชีวิตตัวละครหลัก ‘อิสตรี’ หญิงสาวสวยที่เกิดมาเป็นดั่งดวงใจของพ่อแม่ ตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กเธอเฉิดฉายอยู่ในสังคมของชนชั้นสูง ครอบครัวที่เลี้ยงดูเธอแบบตามใจ ปรนเปรอด้วยสมบัติพัสถาน ความสมบูรณ์พร้อมจนเธอเป็นหญิงสาวที่เฉิดฉายในวงสังคม มีชายหนุ่มคนเด่นคนดังในสังคมมาเข้าแถวต่อคิวเพื่อให้เธอเลือกเป็นคู่ครอง

แต่ความสมบูรณ์พร้อมในชีวิตไม่อาจเติมเต็มใจที่ลึกๆ เปลี่ยวเหงา เมื่ออายุเข้าสู่วัยยี่สิบห้าปี เพื่อนสนิทที่สวยน้อยกว่าเธอ แต่งงานมีครอบครัว และความเป็นคนที่ทำอะไรตามใจตนเองทำให้ชายหนุ่มที่มาพัวพันค่อยๆ ทยอยหายไปทีละคน

นวนิยายเป็นแนวสะท้อนสังคม เล่าเรื่องพ่อแม่ที่รักลูกมากเกินไป ใช้เงินที่มีอยู่ปรนเปรอลูกให้มีชีวิตที่เกินฐานะ หวังให้ลูกมีคู่ครองที่เป็นชนชั้นสูงมีตำแหน่งฐานะเช่นกัน โดยไม่นึกถึงว่าคู่แต่งงานของคนเหล่านี้มักจะมองที่ผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ควรจะได้มากกว่าความสวยงามฉาบฉวย

นอกจากนั้นในเรื่องนี้มีอีกหลายตัวละครที่แสดงถึงผู้คนที่ไขว่คว้าหาความสุขและเส้นทางที่ทำให้ตนเองสมหวังโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และผลกระทบต่อผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นนุดา หญิงสาวรุ่นพี่ที่พ่อแม่อิสตรีรับมาอุปการะเลี้ยงดูให้เติบโตมาคู่กับอิสตรี และใช้ชีวิตแบบพี่สาวผสมคนดูแลรับใช้น้องสาวที่ไม่เคยหยิบจับ ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากชีวิตที่มีแต่การแต่งตัวสวยงามและเข้าสังคมทุกค่ำคืน

หรือชายหนุ่มอย่างอารยะ ที่ใช้เสน่ห์ ความอบอุ่น อ่อนโยนเป็นฉากบังหน้าหลอกหญิงสาวที่ผ่านเข้ามาเป็นบันไดให้ตนเองสูงขึ้นเพื่อที่จะไปให้ถึงความปรารถนาในใจที่ต้องการทัดเทียมอิสตรีและพยายามทุกวิถีทางให้อิสตรีมองเห็นตัวตนของเขา

ส่วนตัวละครเอกฝ่ายชายหรือพระเอกของเรื่อง เป็นตัวละครที่น่าจะมีชีวิตตรงข้ามกับอิสตรีทุกอย่าง ‘ปราณ’ ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันกับงานที่รักคือการดูแลธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้ของครอบครัวที่จังหวัดราชบุรี นานๆครั้งจึงจะเข้ามากรุงเทพ

ครั้งแรกที่อิสตรีพบกับปราณ เธอยังเข้าใจผิดว่าเขาเป็นชายหนุ่มใช้แรงงานในร้านขายต้นไม้ด้วยซ้ำไป

ตอนที่ชอบในนวนิยายตอนหนึ่งที่อิสตรีบรรยายความคิดของตนเองที่มีต่อชายหนุ่มที่ค่อยๆเข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดจิตใจตนเองทีละน้อยจนทำให้เธอ หญิงสาวที่ใช้ชีวิตแต่การออกงานสังคม กลับลุกขึ้นมาขับรถทางไกลมาหาชายหนุ่มถึงบ้านในฟาร์มของเขา

ตอนที่ชอบ

หล่อนชำเลืองมองปราณ…ถ้าเทียบกับผู้ชายที่เดินเรียงแถวเข้ามาในชีวิตหล่อน เขาเทียบพวกนั้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ความรู้ หรือแม้แต่หน้าตาก็ไม่ใช่ว่าวิเศษเลิศเลอไปกว่าใคร แต่ทำไม…หล่อนถึงอยากเห็นเขา อยากอยู่ใกล้เขาอย่างที่ตัวเองก็แปลกใจ

เขากำลังรินกาแฟเย็นจากกระติกส่งให้หล่อน อิสตรีมองดูมือสีน้ำตาลอ่อนที่ส่งแก้วกาแฟทรงสูงมาให้ มือเขาไม่ใหญ่เทอะทะแต่เรียวได้รูป แม้ไม่ถึงกับแบบบางจนดูหยิบโหย่งสำรวย เล็บขาวสะอาดตัดเรียบชิดเนื้อ ปราณเป็นคนสะอาดและมีระเบียบ แม้แต่การแต่งตัวและเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นปลายผมที่ซอยเรียบแนบต้นคอ ปลายผมนั้นอ่อนจนอิสตรีนึกอยากจะยื่นมือไปสัมผัสเล่นเป็นกำลัง

เขาจะช็อคไปตรงนี้เลยไหมนะ ถ้าหล่อนจะโอบเขาไว้ในวงแขนนุ่มๆ ของหล่อน ลูบไล้เส้นผมอ่อนๆ ของเขาเล่น อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ชายที่เรียบเฉยและไว้ตัวอย่างนี้ ถ้าเกิดหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาเป็นบ้าเป็นหลังแล้ว อารมณ์รักจะทำให้เขาเปลี่ยนไปได้สักแค่ไหน อาจจะเร่าร้อนเสียยิ่งกว่าผู้ชายนักรักเสียอีกก็ได้

โปรยปกหลัง

อิสตรีเพิ่งตระหนักแน่ชัดว่า ชีวิตแบบเทพนิยายนั้น แท้จริงมีแต่เฉพาะเทพนิยายสำหรับเด็กเท่านั้นเอง โลกมนุษย์ไม่เคยลำเอียงให้มนุษย์ผู้ใดได้มากเกินไปจนดูสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่างอย่างที่มนุษย์มักจะหลงผิดคิดว่าชีวิตเช่นนี้มีอยู่จริงในหมู่มนุษย์ด้วยกัน

ตัวหล่อนเองนั้นเพิ่งจะตื่นขึ้นมาพบความจริงว่า…หล่อนเองไม่ได้อยู่ล่องลอยบนฟ้าเลยสักนิด หากแต่อยู่ต่ำเหลือเกิน…ต่ำจนอาจจะเรี่ยดินเมื่อใดก็ได้ โดยไม่รู้สึกตัว

นวนิยายเรื่อง ฟ้าต่ำ ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2527 ปกภาพประกอบคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 เดือนกรกฎาคม 2552 พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์

ถามถึงเธอผู้งดงาม – ยังดี วจีจันทร์ หนังสือที่รักเล่มที่ 67

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

quotes #ถ้อยคำโดนใจ #บทกวี

“ การถามถึงกันนั้นเป็นความงดงามชนิดหนึ่ง

ความลึกซึ้งที่จะต้องเงี่ยหูฟัง

เป็นบทเพลงที่มีน้ำเสียงเป็นประกาย

เป็นความหมายที่หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน

แต่ฟังแล้วหัวใจก็เป็นสุขเบาสบายเหมือนปีกแมลงปอเสมอ

อย่าเหน็บหนาว อย่าร้องไห้

ฉันเพิ่งได้ยินมาเดี๋ยวนี้เองว่า!

แสงแดดกำลังถามถึงเธอ”

•••••

ฉันไม่รู้ว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้เขาอ่านบทกวีกันหรือไม่ แต่สำหรับฉันในช่วงเยาว์วัยของชีวิต การอ่านบทกวีคือการค้นหาความหมายและความสุขเล็กๆจากถ้อยคำสั้นๆที่เรียงร้อยและเปี่ยมไปด้วยพลังใจ และความหมายอันงดงาม

‘ยังดี วจีจันทร์’ เป็นกวีที่ฉันชื่นชอบและติดตามผลงานอยู่เสมอ

ถ้อยคำโดนใจที่จะยกขึ้นมาวันนี้ มาจากหนังสือรวบรวมบทกวีของเขา ในหนังสือชื่อไพเราะว่า “ถามถึงเธอผู้งดงาม” ฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2534 โดยสำนักพิมพ์ใยไหม

มีอีกบทในหนังสือเล่มนี้ที่ชอบ

•••

‘ฉลาดเฉลียว’

ความรักมักผ่านเข้ามาอย่างอ่อนโยน

แล้วรีบร้อนจากไป

ทิ้งให้คนดีงามสับสน

เมื่อฉลาดพอที่จะมีความฝัน

ก็ต้องเฉลียวพอในระหว่างความสัมพันธ์

คนดีมักจะรีบมีรักแท้

โดยไม่เฉลียวใจเอาไว้บ้างว่า

คนไหนควรรัก

คนไหนแค่ทักทาย..

•••••

ยังดี วจีจันทร์ เป็นนามปากกาของศุภการ มินประพาฬ เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2499 เรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นครู และเป็นบรรณาธิการหนังสือผู้จัดการ ไฮคลาส เอ็ม Make Money

มีผลงานหนังสือ เช่น
เมฆสูงและร่มไม้ (สำนักพิมพ์สู่ฝัน 2530)
มิใช่หวงแต่ห่วงใย (สำนักศิษย์สะดือ 2531)
หยิบสีขาวเอามาเขียน (สำนักศิษย์สะดือ 2532)
ลูกสาว (สำนักศิษย์สะดือ 2532)
ถามถึงเธอผู้งดงาม (สำนักพิมพ์ใยไหม)
รวมเรื่องสั้นที่ชื่อ อยากให้คุณเป็นผู้แพ้ (สำนักพิมพ์ต้นอ้อ) เธออยากเซ็นเฟรนด์ชิปของฉันไหม
ยังดี เสียชีวิตภายในห้องพักของตนเองด้วยโรคประจำตัวเมื่อ พ.ศ.2542

เครดิตจาก

https://pichate2000.wordpress.com

สาวสองวิญญาณ – แก้วเก้า หนังสือที่รัก เล่มที่ 66

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

โดยส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องราวผีและวิญญาณ ยอมรับว่าถ้าอยากอ่านต้องอ่านตอนกลางวัน เพราะยามดึกสงัดอ่านเรื่องผีแล้วพาลจะนอนไม่หลับค่ะ แต่วันนี้หยิบนวนิยายเรื่องวิญญาณผลงานของ แก้วเก้า ชื่อเรื่อง สาวสองวิญญาณ ขึ้นมาทบทวนใหม่อีกครั้ง เพราะทราบว่าจะมีละครเรื่องนี้ออกมา

เรื่องวิญญาณในเรื่องนี้ไม่น่ากลัวเลยค่ะ เป็นวิญญาณที่ออกจะน่าสงสาร น่าเห็นใจ และไม่รู้ตัวเองเลยว่าเสียชีวิตเพราะอะไร จึงต้องกลับมาค้นหาความจริง

วิญญาณตนนี้คือวิญญาณของ ‘อวันตี’ หญิงสาวที่กลายเป็นศพที่เหลือแต่เพียงกองกระดูก ถูกฝังอยู่ท้ายสุดเขตวัด ในสภาพไม่มีโลงศพ สภาพที่เหลือคือเศษผ้าชั้นดีที่ห่อร่างและเป็นสัญญาณว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เคยปกปิดร่างกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดี

ฝนแก้ว เด็กสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เด็กสาวอ่อนแอที่อยู่ตรงกลางระหว่างความแตกแยกของครอบครัว พ่อแม่เลิกรา พ่อเป็นข้าราชการที่ติดพันและหลงใหลในภรรยาใหม่ช่างเสริมสวยร้ายกาจที่คอยเอารัดเอาเปรียบและโขกสับทำร้ายลูกเลี้ยงอย่างฝนแก้วตลอดเวลา ฝนแก้วไม่สู้และยอมจำนนเพื่อรอวันเรียนจบและรอวันที่แม่ของเธอที่จำต้องจากไปทำงานเป็นแม่บ้านที่ต่างประเทศเพื่อหาเลี้ยงตัวหลังเลิกรากับพ่อ

วันหนึ่งอาม่า หญิงชราลูกค้าวีไอพีร้านเสริมสวยของชวนใจแม่เลี้ยงของฝนแก้ว มาชวนให้ไปงานทำบุญในพิธีล้างป่าช้าที่วัดใกล้บ้าน วิญญาณของอวันตีที่ถูกขุดขึ้นมาจึงได้ตามกลับมากับฝนแก้ว และใช้ร่างฝนแก้วในการกลับมาที่บ้านตนเองเพื่อสืบหาความจริงและสาเหตุการตายของตนเอง

อวันตีสิงในร่างฝนแก้วและกลับมาที่บ้าน พบ ชวิน ลูกชายที่เธอจากเขาไปตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กน้อยวัยสิบสองปี บัดนี้เมื่อกลับมาอีกครั้ง ชวิน กลายเป็นชายหนุ่มแข็งแรงหน้าตาดีที่มีบุคลิกเป็นผู้ใหญ่เกินตัว แล้วอวันตี ฝนแก้ว และชวิน ก็ร่วมมือกันค้นหาความจริงเบื้องหลังที่ถูกเก็บงำไว้ได้ในที่สุด

นวนิยายเรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ในคำนำนักเขียนว่า ได้นำพล้อตที่เคยเขียนไว้ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนมัธยม แต่งเรื่องแล้วเวียนกันอ่านในหมู่เพื่อนๆในห้องเรียน แต่แต่งไม่จบเพราะถูกครูริบไปเสียก่อน เมื่อเพื่อนเก่าทักถึงเรื่องนี้ขึ้น ผู้เขียนจึงหยิบมาปัดฝุ่นและเขียนใหม่เพิ่มเติมจนได้เป็นผลงานนวนิยายเรื่องนี้ และลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์ ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2559 และจัดพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ในเดือนมีนาคม 2559

สำหรับภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกและครั้งล่าสุด เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 3 โดยผู้เขียนจัดพิมพ์เองเมื่อเดือนมกราคม 2564 โดยประชาสัมพันธ์และขายผ่านเพจเฟสบุ๊ค Kaewkao and V.Vinicchayakul Updated Stories ส่วนภาพปกคือผลงานของ ฟารุต สมัครไทย ทั้งสองเล่ม

โปรยปกหลัง ฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุด

ฝนแก้วไม่เคยนึกเลยว่า พิธีล้างป่าช้าที่เธอไปร่วมทำบุญจะกลายเป็นเส้นทางนำอวันตีหญิงแปลกหน้าเข้ามาในชีวิต

อวันตีผู้มีแต่วิญญาณ แวดล้อมด้วยปริศนาลึกลับถึงสาเหตุการตายที่เจ้าตัวเองก็ไม่อาจค้นหาคำตอบได้

เมื่ออวันตีเข้าอาศัยร่างของฝนแก้วเพื่อไขปริศนา ชีวิตของฝนแก้วก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ตอนกลางวันเธอคือฝนแก้ว ตอนกลางคืนเธอคืออวันตี ก่อความสับสนไม่เฉพาะแต่ตัวเอง แต่กับคนรอบด้านด้วย

โดยเฉพาะชวิน ลูกชายของอวันตี ผู้ปักใจว่าฝนแก้วคือสิบแปดมงกุฏเข้ามาหลอกลวงทุกคนในบ้าน ตรงกันข้ามกับชยุตม์ พ่อของเขา ผู้มองเห็นฝนแก้วเป็นเหยื่อรายใหม่น่าหมายปอง

สาวผู้มีสองวิญญาณสิงสู่ในร่างเดียว จะหาทางคลี่คลายปริศนาการตายได้อย่างไร

สี่ดรุณี หนังสือที่รัก เล่มที่ 65

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

บทบรรยายถึงลักษณะของสี่พี่น้องในวรรณกรรมอมตะเรื่องสี่ดรุณี

ขณะที่หิมะในเดือนธันวาคมกำลังตกอยู่ภายนอกบ้าน และไฟในเตาผิงกำลังลุกโพลงอยู่ในเตา ห้องนั้นเป็นห้องเก่าๆที่น่าสบาย แม้ว่าพรมปูพื้นจะมีสีซีด และเครื่องประดับห้องจะเป็นของเก่าเรียบๆ มีรูปภาพงามสองรูปแขวนอยู่ฝาผนัง มีหนังสือวางเป็นระเบียบอยู่บนชั้น ในกระถางต้นไม้ซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าต่าง มีกุหลาบและเบญจมาศ ซึ่งมีดอกงดงามตั้งอยู่ ห้องนั้นดูอบอุ่นและน่าสบาย ช่างเป็นบ้านที่น่าอยู่เสียนี่กระไร

มากาเร็ตพี่สาวคนโตอายุ 16 ปี เป็นคนสวย รูปร่างอ้วนท้วม ผิวขาวสะอาด ดวงตาใหญ่กลม ผมสีน้ำตาลเส้นละเอียดและดก ปากบางแดง มือขาวสะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าตัวภูมิใจมาก

โจเซฟินน้องคนรองอายุ 15 ปี รูปร่างสูงผอม ผิวคล้ำ ดูรูปร่างคล้ายๆ ลูกม้า แขนขาดูยาวเกะกะ ปากเม้มแน่นเสมอ ดวงตาสีเทาของโจคมและมีแววเฉลียวฉลาด แต่บางครั้งก็มีแววเคร่งขรึมและดุดัน ผมดกยาวของโจเป็นสิ่งสวยงามสิ่งเดียวทั้งเนื้อทั้งตัว โจมีหลังโกง เท้าและมือใหญ่ เด็กหญิงผู้นี้ไม่สนใจในเรื่องเสื้อผ้าและเครื่องแต่งตัว และไม่พอใจที่ตัวกำลังจะเติบโตเป็นสาว

เอลิซาเบท หรือเบท ตามที่ทุกๆคนเรียก เป็นเด็กหญิงอายุ 13 ปี มีดวงตาสุกใส แก้มแดงเรียบและผมเรียบ กิริยาท่าทางเรียบร้อย ขี้อายและสงบเสงี่ยม หน้าตาเรียบๆ ดูท่าทางเป็นผู้รักความสงบ บิดาเรียกเบทว่า “ผู้รักสงบ” ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะสมยิ่ง เพราะเบทอยู่ในโลกของตนอย่างผาสุก และออกมาพบปะสนทนากับบุคคลสองสามคนซึ่งตนรักและไว้วางใจเท่านั้น

เอมี่ แม้ว่าจะเป็นน้องคนสุดท้อง แต่ก็เป็นบุคคลที่สำคัญมากคนหนึ่ง เธอมีผิวขาวสะอาด ตาสีฟ้า ผมสีทองหยิกยาวประบ่า รูปร่างสะโอดสะอง ท่าทางเป็นสง่าภาคภูมิ และชอบทำตัวเป็นสาว ระวังกิริยามารยาทมากที่สุด
……………………………………
บทบรรยายถึงลักษณะของสี่พี่น้อง
ในวรรณกรรมอมตะเรื่อง “สี่ดรุณี”
หรือ Little Women โดย L.M. Alcott
แปลโดย อ.สนิทวงศ์
คัดลอกจากฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 1 โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ทีน
เดือนกันยายน 2549
……………………………………

สี่ดรุณี ผลงานวรรณกรรมคลาสสิคจากปลายปากกาของ Louisa May Alcott นักประพันธ์ชาวอเมริกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า Little Women นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์สู่สารธารณะครั้งแรกในปีค.ศ. 1868 และในปี 1869 แยกเป็นสองตอนตามลำดับ

นวนิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของหญิงสาวพี่น้อง 4 คน คือ เม็ก โจ เบธ และเอมี่ มาร์ช โดยใช้ประสบการณ์วัยเยาว์ของอัลคอตต์กับน้องสาวทั้งสามเป็นแรงบันดาลใจ ชีวิตของสี่สาวที่ต้องอยู่อย่างยากลำบากในช่วงเวลาที่พ่อของพวกเธอต้องไปทำหน้าที่เพื่อชาติร่วมรบที่แนวหน้าในสงครามกลางเมือง

สี่สาวพี่น้องตระกูลมาร์ชต้องคอยดูแลแม่และบ้านแทนพ่อ ในระหว่างนั้นได้มีโอกาสเข้าสังคม ได้พบกับ ลอรี่ เพื่อนบ้านหนุ่มน้อยที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของโจ ที่เข้ามาเพิ่มสีสันในชีวิตให้กับสาวน้อยทั้งสี่ มีเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ ที่ต้องผ่านปัญหาอุปสรรคและเฝ้ารอวันที่พ่อจะกลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง

สำหรับฉบับแปลเป็นภาษาไทย เท่าที่ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต พบว่ามีฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2493

พิมพ์ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2512 โดยสำนักพิมพ์แพร่พิทยา เข้าใจว่าหลังจากนั้นยังมีการตีพิมพ์ออกมาอีกหลายครั้ง สำหรับภาพประกอบเรื่องคือเล่มที่มีในตู้หนังสือที่บ้าน คือฉบับที่พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ทีน ในเดือนกันยายน 2549 และเล่มขวามือเป็นฉบับพิมพ์โดยนานมีบุ๊คส์ที่เช่นกัน แต่เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สี่ เมื่อเดือนมีนาคม 2561

ประวัติผู้แปล

อ.สนิทวงศ์ เป็นนามปากกานักเขียนสตรี มีผลงานเด่นทางด้านเรื่องแปลผลงานที่ผู้อ่านรู้จักมากที่สุดคือ เรื่อง สี่ดรุณี และ กระท่อมน้อยของลุงทอม
อ.สนิทวงศ์ มีชื่อ-สกุลจริงว่า นางอุไร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
เกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2457 ที่ตำบลท่าช้าง วังหลวง กรุงเทพมหานคร
เป็นบุตรคนแรกในจำนวนพี่น้อง 4 คน ของพันเอกหม่อมหลวงอังกาบ และหม่อมหลวงสุวพันธ์ สนิทวงศ์

อ. สนิทวงศ์ เรียนหนังสือระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
โดยเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาระหว่าง พ.ศ. 2463 – 2467 และมัธยมศึกษาเรียนระหว่าง พ.ศ. 2468 – 2473 แล้วเข้าศึกษาต่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แต่เรียนปีที่ 2 ก็ลาออกเนื่องจากป่วย

อ.สนิทวงศ์ ไม่ได้ยึดงานเขียนเป็นอาชีพ แต่มีอาชีพแปลหนังสือ ที่สำนักงานเซเว่นเดย์ แอ๊ดเว็นติสมิชชั่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2490-2514

อ.สนิทวงศ์ เริ่มทำงานแปลตั้งแต่ พ.ศ. 2478 หลังจากทำงานประจำเกี่ยวกับการแปลหนังสือเช่นเดียวกันที่สำนักงานเซเว่นเดย์ แอ็ดเว็นติสมิชชั่น

จุดเริ่มต้นที่แปลหนังสือโดยเฉพาะหนังสือเด็กนั้น เพราะที่บ้านของเธอมีหนังสือมาก
จึงชอบอ่านหนังสือโดยเฉพาะหนังสือเด็ก อ่านแล้วเพลิน สนุก รู้สึกว่าได้ทำประโยชน์แก่เด็ก ส่วนนวนิยายก็แปลบ้าง

อ.สนิทวงศ์ คิดว่าตนเองเป็นนักแปลที่ไม่มีหลักเกณฑ์ บางทีก็แปลไปตามประโยคแล้วทำให้สละสลวยเป็นภาษาไทย ใช้ถ้อยคำที่อ่านแล้วเข้าใจ เธอคิดว่าไม่ควรใช้ศัพท์ยากแม้จะเป็นงานแปลที่ไม่ใช่สำหรับเด็ก ถ้าในต้นฉบับเดิมใช้สำนวนภาษาหรือคำศัพท์ยากๆ หรือใช้สำนวนซับซ้อน เมื่อแปลเป็นภาษาไทยเธอก็ทำให้ง่ายลง แต่ความหมายคงเดิมเพื่อคนอ่านจะได้เข้าใจ

ส่วนใหญ่หนังสือที่ อ.สนิทวงศ์ แปล มักจะเน้นหนักไปทางด้านวรรณคดีคลาสสิก
ตัวอย่างผลงานที่ตีพิมพ์เผยแพร่ ได้แก่ เงาบาป , กระท่อมน้อยของลุงทอม , แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม ,สี่ดรุณี ,ไฮดี้ ,เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ ,ชีวิตนี้เป็นที่รัก ,ม้าแสนรู้ ,โจแสนสวย เป็นต้น

อ.สนิทวงศ์ ชอบอ่านเรื่องแปล ชอบผลงานของดอกไม้สด
เพราะเป็นเรื่องที่มีคติสอนใจ และได้รับความรู้ในการดำเนินชีวิตที่ดี

เครดิตข้อมูลจากหนังสือ ประวัตินักเขียนไทย ของ กรมศิลปากร (เรียบเรียงโดย ทองเพียร สารมาศ)

วิมานมะพร้าว : แก้วเก้า หนังสือที่รักเล่มที่ 64

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

‘วิมานมะพร้าว’ เป็นจินตนิยายแนวโรแมนติกคอมเมดี้ ที่ผู้เขียนเล่าเรื่องผ่านตัวละครเอก ‘จุลลา’ วิศวกรสาวสวยแสนมาดแมนห้าวหาญที่ผ่านการสมัครงานเข้าไปเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงเครื่องจักรของโรงงานปาล์มโปรดักส์ ที่มี ‘สืบสาย’ หนุ่มหล่อนักเรียนนอกในครอบครัวเชื้อสายจีน ผู้จัดการโรงงานทายาทเจ้าของกิจการเป็นเจ้านาย

จุลลา ที่มีชื่อเล่นหลายชื่อตามบุคลิกและผู้เรียก ถ้าเป็นเพื่อนและรุ่นพี่จะเรียกเธอว่า ‘ไอ้จุ่น’ ตามบุคลิกและการแต่งกายแบบทอมบอย ถ้ามารดาที่ปรารถนาให้เธอแปลงโฉมเป็นสาวสวยก็จะเรียกเธออย่างอ่อนโยนว่า “จูน”

เมื่อเข้ามาทำงานเธอพบเหตุการณ์ประหลาดคือ วิญญาณของอาก๋ง ปู่ของสืบสาย หรือเถ้าแก่ผู้ก่อตั้งโรงงานแห่งนี้ที่นอนสงบนิ่งในฮวงซุ้ยไม่ไกลจากบริเวณโรงงาน มาปรากฏตัวให้จุลลาเห็นเพียงคนเดียว

โดยนิสัยจุลลาที่ไม่กลัวอะไร และอาก๋งก็มาปรากฏตัวเพื่อปรับทุกข์ในสิ่งที่ลูกหลานไม่ว่าจะเป็นอาเสี่ยหรือคุณนาย พ่อแม่ของสืบสายจะยอมรับฟัง เพราะความกลัวทุกคนวิ่งหนีผีอาก๋งและไม่เคยมีใครหยุดฟังนอกจากจุลลาคนเดียว

อาก๋งเข้ามาเป็นพ่อสื่อพ่อชักให้จุลลากับสืบสาย พร้อมทั้งคอยช่วยเหลือจุลลาในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในโรงงาน

เรื่องนี้อ่านไปก็ขำไปอมยิ้มไป ผู้เขียนเขียนบรรยายสภาพโรงงานและตัวละครสมทบที่โดดเด่นไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยจุลลาอย่าง ‘ไอ้แสบ’ หรือแม่บ้านเก่าแก่ประจำโรงงานอย่าง ‘เจ๊พุ่ม’ หรือแม้กระทั่งตัวร้ายอย่าง ‘นายทรงเดช’ ผู้จัดการฝ่ายผลิตจอมเพี้ยนบ้าอำนาจ เป็นนวนิยายที่อ่านคลายเครียดและสนุกเพลิดเพลินเล่มไม่หนามาก

เมื่อปี พ.ศ. 2537 ได้สร้างเป็นละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 ไปค้นมายังมีลิ้งค์ให้ดูได้
https://youtube.com/playlist?list=PLU5pP0EOMBZr-mYFVemsg4wez6F8PaZLL

ปี พ.ศ. 2556 ช่อง 7 นำมาสร้างอีกครั้ง ฉันไม่เคยดูสักครั้งเลยเรื่องนี้ จึงไปหาลิ้งค์มาแปะไว้เผื่ออยากทดลองดูสักครั้ง
https://youtube.com/playlist?list=PLJ4RtZe2gFnu0AH3WrhLxwzA2ZG3jKzJ-

เรื่องนี้เป็นแนวเบาๆ คลายเครียด สนุกสนาน แทรกบทรักกุ๊กกิ๊ก ไม่มีดราม่า ทำให้ยิ้มได้อีกเรื่องค่ะ

ตอนที่ประทับใจจากนวนิยายที่รัก

เขายิ้มให้ฉันเป็นครั้งแรกทำให้บรรยากาศเคร่งเครียดจนปวดขมับค่อยคลายลง เสียงเขาเปลี่ยนเป็นแจ่มใสขึ้นเมื่อพูดต่อไปว่า
“ยังไงผมก็ดีใจที่มีคุณร่วมงานด้วยจูน อย่าทิ้งผมไปไหนเสียนะ”

แหม! ไอ้เรามันก็คนใจอ่อนเสียด้วย ใครประจบเข้าก็ชักเคลิ้ม
“เห็นจะไม่มังคะ ออกจากที่นี่ไปก็ขี้เกียจเตะฝุ่น”
“คนเก่งอย่างคุณ ใครๆก็อยากได้” เขายอฉันต่อไป

“ทีแรกคุณไม่เชื่อเลยนะคะ ว่าฉันทำงานได้” ฉันรีบท้วงเขาเสียก่อนจะกินลูกยอเข้าไปจนพุงกาง “คุณไม่เชื่อมือฉัน ก็เหมือนโรงงานอื่นๆ นั่นแหละค่ะ”

“แต่คุณก็พิสูจน์ตัวเองแล้วนี่นา” สืบสายแก้ตัวให้ฉัน และแก้ตัวให้เขาไปพร้อมๆกัน
“ผมไม่อยากให้คุณทำงานฝ่ายซ่อมบำรุง เพราะคิดว่ามันหนักไปสำหรับผู้หญิงสวยๆ …น่าจะเป็นงานของผู้ชายอกสามศอกมากกว่า”

“เฮ้ย! มีแต่คุณนี่แหละที่เห็นว่าฉันเป็นผู้หญิง” ฉันออกเดินช้าๆ จากสะพาน เขาก็เดินเคียงข้างมาด้วย “จนฉันเกือบจะเชื่อตามคุณแล้วซี”

“ผมรู้ว่าคุณเป็นผู้หญิง” สืบสายตอบอย่างหนักแน่น “รู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นคุณ…แต่พอเจอกันในโรงงาน คุณแกล้งทำเป็นผู้ชาย คงจะเป็นเพราะงานกับอยากให้ลูกน้องยอมรับใช่ไหม”

ฉันหยุดยืนข้างสระเล็กๆ หยิบก้อนกรวดก้อนหนึ่งขึ้นมา แล้วปาลงไปในสระอย่างใจลอย น้ำกระเพื่อมเป็นสีเงินจางๆ อยู่ในแสงจันทร์ ไกลออกไปไม่มากนัก คือแสงเรืองนวลจากดวงโคม ล้อมด้วยกอไม้ดอกซึ่งหุบกลีบหมดแล้ว

“ก็คงงั้นมั้ง” ฉันตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “หรือฉันเองชอบด้วยก็ไม่รู้ ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ฉันไม่ค่อยเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น…แต่ตอนนี้…ฉันไม่ใช่เด็กแล้ว บางทีฉันก็อยาก…”

ฉันปล่อยคำพูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น อยากอะไร…พูดยากเหมือนกัน รู้แต่ว่าบางทีฉันก็อยากจะเป็นอย่างสาวอื่น โธ่! ก็มันรู้ตัวนี่คะว่ายังไงฉันก็เป็นชายหนุ่มไม่ได้โดยเด็ดขาด ต่อให้ขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนได้ระดับโลก ฉันก็ไม่มีวันเป็นผู้ชายไปได้

“อยากเป็นผู้ชายหรือ?” สืบสายถามเมื่อเห็นฉันเงียบไปเฉยๆ
“เรื่องอะไร” ฉันว่าอย่างเคืองๆ “ยุคนี้มีแต่ผู้ชายอยากแต่จะเป็นหญิง เรื่องอะไรฉันจะไปสวนทางปืน”

สืบสายหัวเราะเบาๆ เขาดูสดชื่นกว่าเดิมแม้ยังไม่เต็มที่เสียทีเดียว
“แต่คุณไม่เคยแต่งตัวเป็นผู้หญิงสักที เวลามีนัดกับผม”

นี่ไง ถูกเขาต่อว่าเข้าให้แล้ว ฉันรีบยกนิ้วขึ้นเหมือนลูกเสือกล่าวปฏิญาณตน
“ฉันขอรับรองด้วยเกียรติของเนตรนารีว่า ฉันตั้งใจจะแต่งตัวเป็นผู้หญิงมาสามครั้งแล้ว เมื่อมีนัดกับคุณทั้งสามครั้ง แต่…บอกไม่ได้เหมือนกัน มันล้มเหลวทุกทีค่ะ”

“ทำไมถึงบอกไม่ได้ล่ะ” เขาถามยิ้มๆ
“ก็มันพูดไม่ออก บอกไม่ได้” ฉันย้ำ ขืนอธิบายเกี่ยวกับเถ้าแก่ เขาก็คงคิดว่าฉันเป็นบ้า…ถ้าอธิบายว่าพี่โย้แกเกิดหลงรักฉันเหมือนต้องมนต์สะกดเมื่อเห็นฉันนุ่งกระโปรง เขาก็คงคิดว่าพี่โย้เป็นบ้า หรือไม่ฉันก็บ้าพอกับพี่โย้…มันหนักอกจริงๆ

สืบสายมองหน้าฉันเหมือนสงสัยอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็ตั้งคำถามขึ้นมาใหม่
“แล้วเมื่อไหร่คุณจะแต่งตัวเป็นผู้หญิง…อย่างที่คุณควรจะเป็นเสียที ผมจะรอวันนั้น”

••••••••••••

วิมานมะพร้าว : แก้วเก้า ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสกุลไทย และรวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร ในปี พ.ศ. 2531


สำหรับภาพปกประกอบเรื่องคือฉบับที่พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 4 โดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี ในปี พ.ศ. 2544

แต่ปางก่อน : แก้วเก้า หนังสือที่รักเล่มที่ 63

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

“พี่ถวิลที่รัก
ฉันบอกแม่ชีที่วัดว่าถ้าฉันตายลงเมื่อไร ให้นำจดหมายฉบับนี้ ที่ฉันจะใส่ซองจ่าหน้าไว้เรียบร้อย ส่งไปให้พี่ถวิลทางไปรษณีย์ ดังนั้น เมื่อพี่อ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันก็คงจะตายไปแล้ว แต่อย่าเศร้าโศกหรือคิดถึงฉันเลย ความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัวสำหรับฉัน

ทุกวันนี้ฉันอยู่อย่างสงบ พยายามทำใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน และสวดมนต์ภาวนาปฏิบัติธรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ท่านชายใหญ่ ฉันเชื่อว่าท่านจะได้ส่วนกุศลตามที่ฉันตั้งใจอุทิศให้ทุกประการ

ท่านชายใหญ่เป็นใครนะหรือ? ก็หม่อมเจ้ารังสิธร โอรสเสด็จในกรมฯ ที่พี่เองเป็นคนเอ่ยถึงให้ฉันฟัง ตั้งแต่วันแรกที่ฉันพบพี่ไงล่ะ ฉันพบพระวิญญาณของท่านวนเวียนอยู่ที่ตำหนักริมน้ำ ท่านยังคอยเจ้านางม่านแก้ว เจ้าสาวของท่านอยู่ และเจ้านางก็กลับมาในชาติใหม่อีกครั้งหนึ่งคือฉันเอง

ด้วยเหตุนี้เอง ฉันจึงไม่อาจรับน้ำใจจากคุณชายจิรายุสได้ เธอไม่ใช่คู่ของฉัน ฉันจะทนอยู่กับเธอที่ตำหนักริมน้ำได้อย่างไร ในเมื่อท่านชายใหญ่ก็ยังวนเวียนอยู่แถวนั้น

••••••••••

………ชีวิตคนเราสั้นนัก แต่ในช่วงสั้นๆ นี้ ฉันภูมิใจที่รู้ว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร และถ้ามีทางเดินสองทางเลือกให้ฉัน ฉันจะเลือกทางไหน ฉันได้เลือกแล้วด้วยความมั่นใจ

ชีวิตไม่ได้จบลงสั้นๆ เพียงแค่ความสั้นของอายุขัยของแต่ละคนหรอก ฉันเชื่อเช่นนี้ ฉันยังหวังว่าจะได้พบท่านชายใหญ่อีกไม่วันใดก็วันหนึ่งและถ้าเป็นไปได้… ก็หวังว่าจะได้พบพี่ และตอบแทนความมีน้ำใจของพี่ได้อีกเช่นกัน

จากฉัน … ราชาวดี

••••••••••

จดหมายจากราชาวดีที่มีถึงถวิล เพื่อนครูรุ่นพี่ที่โรงเรียนกุลนารีวิทยา ในช่วงท้ายของชีวิตของหญิงสาวผู้เป็นบุตรีของเด็กน้อยหัวจุกในอดีต ที่เคยติดสอยห้อยตามเจ้านางม่านแก้ว ในช่วงชีวิตที่อยู่ในวังของเสด็จในกรมฯ

เจ้านางม่านแก้วได้พบรักกับท่านชายรังสิธร ท่ามกลางความขัดแย้งไม่เห็นด้วยและเคียดแค้นชิงชังของหม่อมเพยีย และท่านหญิงแต้ คู่หมั้นหมายของท่านชาย แต่สุดท้ายท่านชายใหญ่ยืนยันมั่นคงในความรักของตนเองที่มีต่อเจ้านางม่านแก้วจนได้เข้าพิธีสมรส

แต่โชคชะตาความรักที่ลิขิตให้มิอาจได้อยู่ร่วมเรียงเคียงหมอน เมื่อเจ้านางม่านแก้วถูกวางยาพิษฆาตกรรมในคืนวันแต่งงาน ทิ้งท่านชายใหญ่ให้โทมนัสและตรอมพระทัยสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา

วิญญาณท่านชายใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่ที่ตำหนักริมน้ำเรือนหอของท่าน รอจนเจ้านางม่านแก้วมาเกิดใหม่เป็น ราชาวดี คุณครูสาวแห่งโรงเรียนกุลนารีวิทยา โรงเรียนที่เป็นหนึ่งในทรัพย์สินมรดกตกทอดจากตระกูลของท่านชายใหญ่มาถึงคุณชายจิรายุส หม่อมราชวงศ์หนุ่มที่มาติดพันรักราชาวดีเช่นกันในชาตินี้

นวนิยายเรื่อง “แต่ปางก่อน” เล่าเรื่องราวความรักที่ผ่านกาลเวลาถึงสามช่วงชีวิตมนุษย์ กว่าที่ท่านชายรังสิธร และเจ้านางม่านแก้ว จะได้สมหวังครองคู่อยู่ด้วยกัน ณ ตำหนักริมน้ำสีขาว เรือนหอของทั้งสอง

ในยุคปัจจุบันท่านชายใหญ่มาเกิดเป็น หม่อมหลวงจิราคม บุตรชายของคุณชายจิรายุส ที่หลงรักราชาวดีแต่ไม่อาจสมหวัง เพราะความมั่นคงในรักเดียวของราชาวดีที่มีต่อท่านชายใหญ่ เมื่อราชาวดีมาเกิดใหม่เป็นลูกสาวคนเล็กของ ถวิล เพื่อนรุ่นพี่ที่รักและผูกพัน ในนาม ‘อันตรา’ เป็นราชาวดีที่ได้ครองคู่สมหวังกับคุณจี หม่อมหลวงจิราคม

ผู้เขียนได้กล่าวถึงนวนิยายเรื่องนี้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องแรกที่ได้ส่งให้นามปากกา ‘แก้วเก้า’ เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ชอบอ่านนวนิยาย และเมื่อมีการนำผลงานเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์หลายครั้ง ก็ยิ่งทำให้นวนิยายเรื่องนี้โด่งดังเป็นที่จดจำมากขึ้น

ส่วนตัวฉันประทับใจทั้งนวนิยายและละครโทรทัศน์ตั้งแต่ยุคสร้างครั้งแรก ที่มีฉัตรชัย เปล่งพานิช และ จริยา สรณะคมณ์ เป็นนักแสดงนำชายหญิง ได้ไปค้นหาลิ้งค์ละครชุดนี้ยังพอหาชมได้ในยูทูป จึงได้แปะลิ้งค์ไว้ให้ค่ะ

ในปี 2548 บทประพันธ์เรื่องนี้ได้กลับมาเป็นละครโทรทัศน์อีกครั้ง รอบนี้ดารานำคือ ศรราม เทพพิทักษ์ และ แอน ทองประสม ได้ไปค้นหาลิ้งค์ชมละครชุดปี 2548 มาแปะไว้เช่นกันค่ะ

สำหรับล่าสุดที่ผู้จัดละครนำนวนิยายเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์คือ เมื่อปี 2560 รอบนี้ดารานำแสดงคือ สน ยุกต์ ส่งไพศาล และ วิว วรรณรท สนธิไชย

โปรยปกหลัง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 9

“พอเลี้ยวโค้งถนน ภาพบ้านสีขาวงามกระทัดรัดปรากฏขึ้นหลังรั้วเหล็กโปร่ง ราวกับมือวิเศษคลี่ฉากแมกไม้สีเขียวออก ให้เห็นปราสาทเทพนิยายที่ซ่อนอยู่ภายใน…

รถจอดลงหน้าประตูเหล็กดัดแบบโบราณ คราวนี้อันตราเปิดประตูลงมาอย่างไม่รู้สึกตัว… หล่อนรู้สึกแต่เพียงว่า…ได้กลับมาสู่บ้านเดิมเก่าแก่ของตน บ้านซึ่งหล่อนจำได้เพียงในความฝันเลือนรางมาเป็นเวลาเกือบตลอดชีวิต

บ้านเก่าแก่…แต่ว่าน่ารักหลังนี้ เหมือนกับว่าจะเปล่งเสียงทักทายหล่อนอย่างยินดีปรีดาเช่นกัน อันตรายืนเกาะรั้ว ความึนงงวูบขึ้นมาเหมือนกับหล่อนจะเป็นลมไปในชั่วอึดใจ แต่หล่อนก็ยังจำได้…บ้านสีขาว ดูโดดเด่นอยู่กลางสีมรกตของแมกไม้ในยามเย็น ทอทาบด้วยเส้นทองของดวงตะวัน ที่ลอดกิ่งไม้ลงมาเป็นรอยริ้วไหวๆ บนพื้นหญ้าเขียวสด…”

•••••••••••••••

ตอนที่ประทับใจจากนวนิยายที่รัก

อันตรากัาวเข้าไปในห้องอันกว้างใหญ่นั้นอย่างระมัดระวัง……ตรงสุดห้อง ไฟสว่างเป็นวงกลมส่องอยู่บนยกพื้น กระทบแกรนด์เปียโนสีดำเป็นมันปลาบ… เสียงเพลงไทยเดิมกังวานพราวพริ้วอยู่ในความเงียบของห้อง… ทั้งเยือกเย็น อ่อนหวาน…มีมนต์ขลังจนกระทั่งเท้าที่ก้าวเดินหยุดชะงักไปชั่วขณะ…

หญิงสาวหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น เพลงนั้นทำให้หล่อนเกิดความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาขึ้นมาอีก … เหมือนกับภาพหนึ่งจะผุดขึ้นมาในความทรงจำ…ภาพหญิงงามแช่มช้อย ผู้ที่เป็นเป้าสายตาผู้ที่พบเห็นอย่างไม่เว้นหน้า…นางผู้ยืนอยู่ในความรางเลือนของอดีตกาล…

หล่อนแทบจะไม่รู้สึกตัวว่าเพลงชะงักลง เมื่อผู้เล่นเงยหน้าขึ้นเห็นหล่อน… หล่อนไม่ทันเห็นสายตาซึ่งมองหล่อนผู้ยืนสงบนิ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง ภายในเสื้อกระโปรงสีเทาเงิน และทรงผมที่ปล่อยยาวสลวยเคลียบ่า อันตราดูคล้ายกับก้าวออกมาจากภาพวาดยุคโบราณของจิตรกรเอก

เมื่อรู้สึกตัว เพราะเขาผู้นั้นลุกจากม้านั่ง ทำท่าจะเดินลงมาหา อันตราจึงรีบก้าวเข้าไปหามล.จิราคมเสียก่อน ค้านว่า
“ทำไมหยุดเล่นเสียล่ะคะ กำลังเพราะเชียว” ……………

“เล่นให้จบสิคะ” ถ้าไม่หาเรื่องพูดอะไรออกมาบ้าง หล่อนคงจะรู้สึกว่ามือไม้เกะกะมากกว่านี้ ” ดิฉันรู้จักเพลงนี้…ขอนึกชื่อก่อนนะคะ…เดี๋ยว…”

จิราคมเลิกคิ้วน้อยๆ อมยิ้มอย่างขบขัน
“คุณไม่รู้หรอกครับ เพลงนี้ไม่ใช่เพลงที่แพร่หลายอะไรเลย มีแต่คนแก่ๆ ไม่กี่คนที่รู้จัก ผมเองก็เพิ่งไปเจอโน๊ตเพลงที่เขียนไว้แบบสากล เมื่อไม่นานมานี้เอง”

“รู้จักซิคะ” อันตรายืนยัน “เพลงลาวม่านแก้วใช่ไหมล่ะคะ นึกชื่อออกแล้ว”

อีกฝ่ายมองหล่อนด้วยความพิศวงอย่างล้นเหลือ อุทานว่า
“คุณรู้จักเพลงนี้ได้อย่างไร ผมนึกว่าไม่มีใคร…ที่เป็นคนภายนอก…รู้จักเพลงนี้เสียอีก”

•••••••••••••••

นวนิยายเรื่อง “แต่ปางก่อน” ของ แก้วเก้า ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน และรวมเล่มครั้งที่ 1-3 โดยสำนักพิมพ์บำรุงสาส์น (รวมสาส์น) ระหว่างปี พ.ศ. 2527-2535
พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 4-5 โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ในปี 2538-2539
พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 6-10 โดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี ในปี 2543-2548
พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 11-15 โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ ในปี 2551-2560
พิมพ์ครั้งที่ 16 โดยสำนักพิมพ์อรุณ ในเดือนกันยายน 2563

ภาพประกอบเรื่องจากซ้ายไปขวา คือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่ 16 โดยสำนักพิมพ์อรุณ
ถัดมาคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 9 โดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี เดือนพฤษภาคม 2548
และขวาสุดคือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์บำรุงสาส์น (รวมสาส์น) ปี 2532

ละครแห่งชีวิต : หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง หนังสือที่รักเล่มที่ 62

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ละครแห่งชีวิต #หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

หนังสือนวนิยายเรื่อง ละครแห่งชีวิต ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2472 เป็นหนึ่งในหนังสือจาก หนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ตามโครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ที่คัดเลือกและแนะนำหนังสือดีในรอบศตวรรษ

เป็นนวนิยายที่ได้รับการเชิดชูว่าเป็นต้นแบบของนวนิยายต่างแดน (Exotic Novel)

ระหว่างอ่านก็เพลินกับเรื่องราวชีวิตนักเรียนอังกฤษในยุคเจ็ดแปดสิบปีก่อนค่ะ

นวนิยายเรื่องนี้ฉันอ่านจบนานแล้ว รู้สึกว่าสนุกเพลิดเพลิน เนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตของผู้เขียนเอง ที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจากความอยุติธรรม การไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากผู้เป็นบิดาและครอบครัว เหมือนลูกที่ถูกทิ้ง ถูกละเลย และไม่ได้รับโอกาสเท่าพี่น้องคนอื่นในครอบครัว จนต้องดิ้นรนเพื่อตนเอง ขอร้บเงินมรดกจากปู่ที่ได้แบ่งไว้ให้เป็นทุนรอนไปเรียนต่างประเทศ

แต่เดิมจากที่ตั้งใจไปเรียนกฎหมาย แต่ชีวิตหักเหไปพบครอบครัวชาวอังกฤษที่เมตตาดูแลระหว่างศึกษาที่อังกฤษ ปรากฎว่า แด๊ดดี้และแม่ชาวอังกฤษกลับรักและดูแลอย่างดีกว่าพ่อแม่แท้ๆในเมืองไทย และได้ชักนำให้รู้จักกับญาติมิตรในวงการนักหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ จนชีวิตหักเห ประกอบกับความสามารถในการใช้ภาษาเขียนบทความเรื่องราวต่างๆที่พบในระหว่างที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศ และได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างลอนดอนไทมส์

ผู้เขียนได้พบนักหนังสือพิมพ์สาวสวยผู้เป็นรักเดียว แต่ตัดใจไม่สามารถแต่งงานด้วยได้ เพราะความต่างทางเชื้อชาติ และการเล็งเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้น หากแต่งงานกันและมาใช้ชีวิตในเมืองไทยในยุคนั้น

เรื่องราวละครชีวิต เปรียบเปรยกับชีวิตของผู้เขียนที่พบเจอระหว่างใช้ชีวิตในต่างประเทศ และเปรียบเปรยกับชีวิตนักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานอยู่ท่ามกลางเรื่องราวชีวิตของผู้คนรอบตัว ใช้ชีวิตเดินทางเร่รอนไปในหลายๆประเทศ เป็นชีวิตแบบพิเศษที่น่าสนใจ

เรื่องราวละครชีวิตในนวนิยายเรื่องนี้จบลง เมื่อผู้เขียนไม่สามารถใช้ชีวิตต่อในอาชีพนักหนังสือพิมพ์ต่อได้ เพราะปัญหาสุขภาพ จนต้องตัดสินใจทิ้งชีวิตที่ต่างประเทศ และเดินทางกลับสู่เมืองไทย เพื่อเริ่มบทละครชีวิตช่วงต่อไปของตนเอง

ก่อนเริ่มบทแรกในฉบับตีพิมพ์เมื่อปี 2534 ได้กล่าวนำบทไว้ว่า

“อุทิศทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ผู้ทรงอุปถัมภ์ให้หนังสือเล่มนี้เป็นผลสำเร็จได้
และอุทิศให้ “Maria Vanzini” เพื่อนที่รักร่วมชีวิตของผู้แต่ง”

โปรยปกในฉบับพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์บางหลวง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2534

คำนิยมโดยศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) จาก “ชีวิตหม่อมเจ้าอากาศฯ ในโลกหนังสือ”

“…เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือละครแห่งชีวิตโดยฝีปากของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ในปี พ.ศ. 2472 สวรรค์เป็นพยาน ว่าข้าพเจ้าได้อ่านรวดเดียวจบ ข้าพเจ้าไม่เคยอ่านหนังสือขนาดยาว 500 หน้ารวดเดียวจบ ละครแห่งชีวิตเป็นหนังสือเล่มแรกที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความสำเร็จในการอ่านหนังสือ ข้าพเจ้าจับใจในความสามารถของเพื่อนผู้นี้อย่างยิ่ง… ข้าพเจ้าโปรดฝีปากของนักประพันธ์หนุ่มผู้นี้ด้วยเหตุ 3 ประการคือ

” 1. เรื่องทั้งหมดของหม่อมเจ้าอากาศฯ ที่ทรงนิพนธ์ในยุค 3 ปีนี้ เป็นเรื่องที่แต่งด้วยหัวคิดของท่านเองทั้งสิ้น ไม่ได้แปลหรือแปลงจากเรื่องฝรั่ง เป็น Original Work อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องแท้จริง เป็นเรื่องที่จะทำให้ท่านผู้แต่งรับรองว่า ท่านเป็นนักประพันธ์ไทยได้เต็มปากเต็มคำ

“2. เรื่องของหม่อมเจ้าอากาศฯ ทุกเรื่องเป็นเรื่องเศร้าที่มีรสใหม่ในตลาดหนังสือเมืองไทย

“3. ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า การอ่านชีวิตเศร้าของบุคคลต่างๆ ช่วยให้เราเป็นคนไม่ประมาทเป็นข้อแรก และช่วยให้เราเกิดความเห็นอกเห็นใจในคนอื่นเป็นข้อสุดท้าย…”

ในหนังสือฉบับพิมพ์เมื่อปี 2534 ได้ลงบทความที่กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนสดุดีหม่อมเจ้าอากาศดำเกิงฯ ไว้ในบทความที่ชื่อว่า ” ชีวิตหม่อมเจ้าอากาศฯ ในโลกหนังสือ” ไว้ มีรายละเอียดที่น่าสนใจที่ขอยกมาอีกตอนหนึ่งว่า

“…ครั้งหนึ่งเรารับประทานอาหารด้วยกันสองต่อสอง ได้มีโอกาสคุยกันถึงเรื่องหนังสืออย่างสนุก ข้าพเจ้าจึงหยั่งความรู้สึกอันนี้ของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิงฯ ได้ ท่านเชื่อมั่นว่าคำยกย่องเหล่านั้นไม่เกินกว่าที่ท่านควรจะได้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าในเมืองไทย หม่อมเจ้าอากาศฯ ยังมีสิ่งที่จะต้องเรียนต่อไปอีก ข้าพเจ้าได้พูดกับท่านก่อนจะจากกันว่า

“หนังสือละครแห่งชีวิตของท่านดีจริงๆ คำยกย่องเหล่านั้นอาจจะเที่ยงตรง แต่ท่านต้องไม่ลืมว่าท่านเป็นเจ้า ถ้าท่านทำดีเพียงหนึ่ง เขามักจะให้ท่านถึงสาม แต่ถ้าท่านเปลี่ยนมาเป็นอย่างพวกเราๆ แม้ท่านทำดีสาม เขามักจะให้ท่านเพียงหนึ่งเท่านั้น ท่านควรระวังในเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้” ข้าพเจ้าเชื่อเสมอว่า หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงฯ เป็นคนซื่อและดี

เมื่ออ่านข่าวมรณกรรมของหม่อมเจ้าอากาศฯ ข้าพเจ้ารู้สึกเสียวปลาบที่หัวใจ ความตายของเพื่อนรักบางคนได้สั่นความรู้สึกของข้าพเจ้ามาแล้ว ความตายของเจ้านายอันที่เคารพก็ได้ผ่านมาในความรู้สึกประดุจกัน ความตายของนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงหลายคนก็ได้ทำความสลดสังเวชใจให้เนืองๆ

แต่ความตายของคนคนหนึ่งซึ่งรวมบุคคลทั้งสามคนไว้ในตัวเขา ข้าพเจ้าพึ่งได้พบในมรณกรรมของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ความรู้สึกของข้าพเจ้าสะเทือนไปด้วยความเศร้าสลดใจอันลึกซึ้ง และคงมีอีกหลายร้อยคนที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับข้าพเจ้า ถ้าเพียงแต่หม่อมเจ้าอากาศฯ ไม่ได้ไปเสียจากสยาม ถ้าเพียงแต่ท่านได้มาประชวรอยู่ในท่ามกลางความเอาใจใส่ของพระประยูรญาติและมิตรสหาย ท่านจะเสียพระชนมชีพอันมีค่าเสียแต่ในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2475 จริงหรือ? ท่านชายที่มีอายุเพียง 28 ปี ท่านชายที่อาภัพและน่าสงสาร!”

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ เป็นที่รู้จักในนามปากกา ‘วรเศวต’ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ประสูติแต่หม่อมอ่อน รพีพัฒน์ ณ อยุธยา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447

ทรงศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ และศึกษาต่อชั้นมัธยมที่ 4 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่สอบตกชั้นมัธยม 7 จึงทรงออกจากโรงเรียน เสด็จไปศึกษาต่อวิชากฎหมายที่สำนักมิดเดิ้ลเทมเปิ้ล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ด้วยความที่ไม่โปรดเรื่องกฎหมาย จึงทรงคลุกคลีอยู่กับหมู่นักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษ จนล้มเหลวในเรื่องการศึกษา แต่โชคดีที่ได้รับพระราชทานทุนจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไปศึกษาวิชาการต่างประเทศที่เมืองจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา แต่ประชวรหนักทำให้ต้องเสด็จกลับประเทศไทย

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ทรงเข้ารับราชการในกรมไปรษณีย์โทรเลข และกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ทรงสนพระทัยในการประพันธ์มาตั้งแต่ครั้งศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยทรงร่วมกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ทำหนังสือในห้องเรียน เมื่อมาทำงานที่กรมสาธารณสุข ได้นิพนธ์นวนิยายเรื่องแรกคือ “ละครแห่งชีวิต” โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ประทานเงินทุนจัดพิมพ์ เมื่อปี พ.ศ. 2472 แม้ว่าจะมีราคาสูงถึงเล่มละ 3.50 บาท แต่ปรากฏว่าขายหมดทั้ง 2,000 เล่ม จนต้องมีการพิมพ์ครั้งที่สอง

ในปี พ.ศ. 2473 หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง นิพนธ์เรื่อง ผิวเหลืองหรือผิวขาว (ต่อมาใช้ชื่อ “ผิวเหลืองผิวขาว”) และตามมาด้วยรวมเรื่องสั้น วิมานทลาย กับ ครอบจักรวาล

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงทรงประสบความผิดหวังในเรื่องความรักและชีวิต เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจตกต่ำ จึงเสด็จหนีไปฮ่องกงในปลายเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2474 ดำรงชนม์ชีพด้วยการเขียนบทความลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฮ่องกง

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ สิ้นชีพิตักษัย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 สิริชันษา 27 ปี ตามเอกสารฮ่องกงระบุว่าด้วยไข้มาลาเรีย แต่มีผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า เป็นการเปิดแก๊สปลงชนม์

เครดิตข้อมูลจากวิกิพีเดีย : อ้างอิงจาก
1.หนังสือหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ นักเขียนไทย- ชีวิตและงาน
2.หนังสือ หยดหมึก ปากกา กาลเวลา 4 นักเขียนไทย

ตอนที่ชอบจากหนังสือเล่มนี้

‘ จะมีอะไรอีกเล่าที่ร้ายยิ่งไปกว่าความไม่เสมอหน้าและความอยุติธรรม เด็กที่เจริญวัยแล้วพาลเกเร โดยมากต้องเป็นเด็กที่อาภัพมาแต่เยาว์และเป็นคนช่างคิด เฝ้าคิดเฝ้าแค้นถึงความไม่เสมอหน้าต่างๆ ที่ตนได้รับอยู่เนืองนิตย์ จึงเอาความชอกช้ำใจเป็นมัคคุเทศก์แห่งอุปนิสัย ดังนั้นตนจึงเป็นคนใจแคบเห็นสิ่งต่างๆในโลกเป็นของขมขื่น ปราศจากความไว้ใจในตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้จะโทษใครเล่า ความไม่เสมอหน้าหรือความอยุติธรรมเป็นของที่มีอยู่ในโลกตั้งแต่พุทธกัลป์ เป็นภาคสำคัญส่วนหนึ่งของกฎแห่งชีวิต ซึ่งเราจะหลีกเลี่ยงเสียมิพ้น

•••••

แต่ยังมีเด็กจำพวกหนึ่ง เป็นเด็กที่อาภัพมาแต่เยาว์ แต่เมื่อมีโอกาสได้เห็นและรู้จักโลกมามากแล้ว ก็กลับเป็นผู้ที่คอยแต่จะยิ้มเยาะความไม่เสมอหน้า ความอยุติธรรมและความทุกข์ระทมใจ ของตนและผู้อื่น มีวงหน้าอันยิ้มเย้ยสิ่งต่างๆ อยู่เนืองนิตย์ว่า ชีวิตเป็นของธรรมดา เป็นของขันและปราศจากหัวใจ เด็กใดเป็นเช่นนี้ก็เพราะได้รับความชอกช้ำระกำใจมาแล้วจนชิน สิ่งต่างๆที่ตนได้ไปเห็น ได้ไปอยู่ร่วมรู้จักมาแล้วทั่วพิภพนั้นเอง เป็นยาอันสามารถบำบัดน้ำใจโหดร้ายของตนเสียได้ และย้อมหัวใจให้ชื่นบาน แม้จะเป็นคนไม่มีใจ เด็กนั้นก็อาจเล็งเห็นทุกข์สุขของผู้อื่นและพยายามช่วยเหลือตามควร

•••••

ข้าพเจ้าเคยเป็นเด็กมาแล้วทั้งสองชนิด เคยเป็นเด็กที่อาภัพจนถึงกับน้ำตาเช็ดหัวเข่า และเป็นเด็กที่สามารถหัวเราะเยาะโลกได้ทุกเวลา เมื่อท่านอ่านเรื่องราวของข้าพเจ้าจบแล้ว ข้าพเจ้าเองก็ยังเดาไม่ถูกแน่ ว่าท่านจะรู้สึกชังเจ้าของเรื่องสักเพียงไหน’

จากหน้าที่ 17-18 ฉบับพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Hand Book
ตุลาคม 2553

•••••••••••••

ละครแห่งชีวิต : หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์

ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2472 โดยโรงพิมพ์อักษรนิติ ได้วางจำหน่ายทั่วประเทศ คราวครั้งนั้นเกิดความฮือฮาและความชื่นชมต่อนวนิยายเรื่องนี้เป็นอย่างมาก กลายเป็นหนังสือที่มียอดขายในเวลาที่ไม่นานนักถึง 8,000 – 10,000 เล่ม

ในคำนำฉบับพิมพ์ครั้งแรกในยุคใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2534 ชาลี เอี่ยมกระสินธ์ุได้กล่าวไว้ว่า

“ละครแห่งชีวิต” เล่มที่อยู่ในมือของท่านนี้ เป็นฉบับที่พิมพ์จำลองมาจากการพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2472 หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ ทรงนิพนธ์เรื่องนี้ออกจำหน่ายในราคาค่อนข้างแพงมาก โดยตั้งราคาไว้ถึงเล่มละสองบาท ขณะที่ตลาดหนังสือเมื่อ 60 กว่าปีก่อนนั้น ยังไม่มีนวนิยายของใครจะขายกันถึงสองบาท (เทียบกับเงินตราสมัยนี้ก็มากกว่าสองร้อยบาท) แต่ในการพิมพ์ครั้งที่สองต่อมาได้เพิ่มราคาเป็นเล่มละสามบาทห้าสิบสตางค์ เป็นหนังสือราคาแพงที่ขายดีที่สุด เพราะเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ชวนให้ติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ”

ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ ได้กล่าวคำนิยมไว้ในปกหลังด้านในในฉบับพิมพ์เมื่อปี 2534 นี้ด้วยว่า

“ละครแห่งชีวิต” ทำให้วงการนักอ่านตื่นเต้นกันอย่างถึงขนาด เพราะเป็นแนวเขียนแบบใหม่ที่ไม่มีใครเคยเขียนมาก่อน ได้รับการยกย่องจากนักอ่านและนักเขียนอย่างกว้างขวางว่า “ละครแห่งชีวิต ควรเป็นหนังสือครู” ในแวดวงชีวิตขณะที่หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงฯ ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตขณะที่พระชนมายุยังนัอยมากนี้ เป็นความหวังว่าในประพันธพิภพจะต้องมีผลงานอย่างงดงามออกมาอีก แต่ท่านก็ทรงสร้างได้อีกเพียงสองเล่ม คือ “ผิวเหลืองกับผิวขาว” กับ “วิมานทลาย” พร้อมกับเรื่องสั้นอีกไม่มากนัก”

ภาพปกประกอบเรื่องซ้ายมือคือฉบับโดยสำนักพิมพ์บางหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2534 และขวามือคือฉบับพิมพ์รวมเล่มโดยสำนักพิมพ์ Hand book ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553

ความรักของเจนแอร์ หนังสือที่รักเล่มที่ 61

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความรักของเจนแอร์ #ชาร์ลอตต์บรอนเต

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เช้านี้จัดชั้นหนังสือใหม่ ทำให้ได้ถ่ายรูปปกหนังสือวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก เรื่อง ความรักของเจนแอร์ เขียนโดย ชาร์ลอตต์ บรอนเต นักประพันธ์เรืองนามชาวอังกฤษ

ฉันจำได้ว่าอ่านวรรณกรรมรักเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จากตู้หนังสือที่บ้านลุง สวรรค์ในโลกหนังสือครั้งแรกในชีวิต อาจนับได้ว่านี่เป็นนวนิยายรักคลาสสิคเรื่องแรกที่อ่านในชีวิต และจำความรู้สึกประทับใจและซาบซึ้งถึงเรื่องราวได้ดีแม้ผ่านมาร่วมสามสิบกว่าปีแล้ว

เมื่อเติบโตขึ้นและมีความฝันที่จะมีตู้หนังสือส่วนตัว ซึ่งในวันนี้ก็เป็นจริงแล้ว
ฉันพบว่าซื้อหนังสือซ้ำบ่อยมาก หนังสือดีเมื่อได้พบแล้วจะต้องซื้อไว้ก่อน มีเวลาอ่านได้มากน้อยแค่ไหนไม่เป็นไร

วรรณกรรมเรื่อง ความรักของเจน แอร์ นี้ มีผู้แปลออกมาหลายท่าน แต่ฉันก็ตามซื้อมาเก็บมาได้เพียงสองเล่มในรูป แน่ล่ะเรื่องประทับใจฉันต้องตามซื้อหามาเป็นเจ้าของอย่างแน่นอนตามความตั้งใจ แล้วก็ได้มาสองเล่มตามภาพ โดยผู้แปลสองท่าน

ปกซ้าย ของแพรวสำนักพิมพ์ แปลโดย “สดใส” ทราบว่าไม่ใช่ฉบับแปลครั้งแรก ในบทบรรณาธิการระบุไว้ว่า ก่อนหน้านี้มีผู้จัดพิมพ์เผยแพร่มาก่อนหน้านี้แล้วคือ “ความรักของเยนแอร์” โดยนักแปลหญิงบรมครูนาม “จูเลียต” นามปากกาของ ชนิด สายประดิษฐ์ คู่ชีวิตของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) ซึ่งก็คือเล่มขวามือที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่ในวาระ ครบรอบ 100 ปีชาตกาล ชนิด สายประดิษฐ์ เมื่อปี 2556

ส่วนอีกฉบับคือ “เจนแอร์” แปลโดย ประเวศ ศรีพิพัฒน์ ซึ่งฉันยังไม่เคยเห็นตามร้านหนังสือ น่าจะพิมพ์ออกมานานมากแล้ว

ในบทบรรณาธิการฉบับของแพรวสำนักพิมพ์ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า เจนแอร์ ฉบับประเวศ ศรีพิพัฒน์เป็นผู้แปลนั้น สำนักวีรธรรมจัดพิมพ์จำหน่ายในปี พ.ศ. 2517 ในฐานะชุดคู่มือวรรณคดีอังกฤษสำหรับประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายและฝึกหัดครู เป็นการถอดความจากสำนวนเล่าใหม่ของ มาร์เกอรี่ กรีน (Margery Green) ฉะนั้นเนื้อหาภายในเล่มจึงเป็นบทคัดย่อ มิใช่ต้นฉบับสมบูรณ์จากปลายปากกาของชาร์ลอตต์ บรอนเต แต่อย่างใด

วรรณกรรมชิ้นเอกเรื่อง เจน แอร์ นี้ มีผู้กล่าวว่าเค้าโครงเรื่องนี้ คือแบบฉบับของนวนิยายส่วนมากในยุคหลัง เนื้อเรื่องและเหตุการณ์ดำเนินไปในรูปแบบดั้งเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรายละเอียดไปบ้าง เท่าที่ทราบเรื่องที่ได้รับการดัดแปลงเป็นนิยายไทย คือนวนิยายเรื่อง รักเดียวของเจนจิรา โดย นิดา

จากวรรณกรรมเรื่องนี้ฉันประทับใจเรื่องราวความรักของเจน แอร์ เด็กสาวกำพร้า และมิสเตอร์โรเชสเตอร์ จนภายหลังเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์ก็ติดตามไปชมเท่าที่จะหาชมได้ทุกเรื่อง เป็นเรื่องราวรักแบบในยุคเก่า เรียบเรื่อย ลึกซึ้ง กินใจ ผ่านกาลเวลานับจากวรรณกรรมชิ้นนี้เผยแพร่ก็ราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองปีมาแล้วนับตั้งแต่วันแรกที่ตีพิมพ์และเผยแพร่ที่ประเทศอังกฤษเมื่อเดือนตุลาคม ปี ค.ศ 1847

ฉันมีลิ้งค์ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ฉบับที่สร้างในปี 2011 ใครไม่เคยชมสามารถรับชมได้ตามลิ้งค์ข้างล่างค่ะ
https://myonlineworld.co/2018/05/29/jane-eyre-2011/

คำแถลงของผู้แปล : จูเลียต (ชนิด สายประดิษฐ์) เขียนไว้เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2495

ข้าพเจ้าตกลงใจจัดพิมพ์ ‘ความรักของเยน แอร์ ‘ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้จับขึ้นอ่านอย่างพินิจพิจารณา ด้วยเห็นว่า Charlotte Bronte ผู้ประพันธ์มิได้ทิ้งลวดลายในการประพันธ์ของเธอให้เป็นที่เลื่องชื่อลือนามในทางวรรณคดีแต่ประการเดียว หากได้สอดแทรกอย่างแนบเนียน ด้วยสิ่งซึ่งมีคุณค่าแก่มนุษย์ทุกยุคสมัย คือความยึดมั่นอยู่แต่ในทางปฏิบัติที่ดีงามและเทิดทูนคุณธรรมขึ้นสูงเด่น เหนือความหลงติดอยู่แต่ในความหรูหราสะดวกสบายของชีวิต อันเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ยอมรับกันว่า สังคมเมืองไทยสมัยนี้ขาดแคลนอย่างยิ่ง

•••••••••
สิ่งสำคัญประการสุดท้ายและสำคัญที่สุดก็คือ Jane Eyre เป็นนวนิยายอังกฤษเล่มแรก และอาจกล่าวได้ว่าเป็นเล่มที่มีอิทธิพลและได้รับความนิยมที่สุด ในการแสดงทัศนะใหม่ ที่ทันสมัยของฐานะสตรีในประชาคมอย่างถูกต้องแท้จริงชั่วกัปกัลป์ เยน แอร์ ผู้เป็นนางเอกของเรื่อง สามารถแสดงให้นายโรเชสเตอร์ผู้เป็นพระเอกได้สำนึกตระหนักว่า ตัวหล่อนผู้ต่ำต้อยยากจน แต่มีหัวใจเป็นอิสระ เป็นผู้ทัดเทียมกับเขา ผู้ทรงอำนาจและมั่งคั่ง หล่อนมีเลือดเนื้อและชีวิตจิตใจในความเป็นมนุษย์มากเท่ากับที่เขามี ทั้งหล่อนยังมีดวงหทัยสูงกว่าเขาอีกเล่า หล่อนนำชีวิตดำเนินไปภายใต้บัญชาของมโนธรรมของหล่อนเอง โดยปราศจากความประหวั่นพรั่นพรึง หล่อนสามารถดำรงชีพอยู่ได้ ‘โดยไม่จำต้องขายจิตใจของตนเพื่อซื้อความเกษมสำราญ’ และหล่อนเป็นผู้มี ‘ขุมทรัพย์ประเสริฐอยู่ภายในดวงหทัย’

ความรักของเจน แอร์ หรือ เยน แอร์ เป็นเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงกำพร้าที่ถูกป้าใจร้ายส่งไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และเติบโตขึ้นมาอย่างลำบากแร้นแค้น เมื่อเธอเรียนจบ เธอได้โอกาสโบยบินสู่ชีวิตอิสระภายนอกสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ด้วยการประกอบอาชีพเป็นครู

เธอได้รับโอกาสให้เป็นครูพี่เลี้ยงของเด็กหญิงทายาทของเจ้าของคฤหาสน์ธอร์นฟิลด์ ที่นั่นเธอได้พบกับชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม เจ้าของคฤหาสน์ที่มีความลับและเรื่องราวเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น ชายหนุ่มคนนี้คือมิสเตอร์โรเชสเตอร์ ผู้ที่ได้รับความรักจากเธอและสุดท้ายตัดสินใจแต่งงานกับเขา

แต่ชีวิตหลังจากนั้นกลับไม่เป็นไปตามความฝันอันแสนหวาน เมื่อพบว่าชายที่รักนั้นซ่อนภรรยาเก่าที่วิกลจริตไว้ในคฤหาสน์ลึกลับ

โปรยปกใน (ฉบับแปลโดย จูเลียต)

ข้าพเจ้าไม่ประหลาดใจตนเองที่วิ่งลงไปในห้องโถง
ไปดูเวลาเช้าอันงดงามแห่งเดือนมิถุนายน
ที่เพิ่งผ่านพ้นพายุเมื่อคืนนี้
ไปรับอากาศสดและสูดกลิ่นดอกไม้ทางประตูกระจกที่เปิด
ธรรมชาติดูสดชื่นเมื่อข้าพเจ้าเป็นสุข
หญิงขอทานกับบุตรชายน้อยๆ ของหล่อนเดินเข้ามาสู่บ้าน
แต่งกายกะรุ่งกะริ่ง และดูซีดเซียวทั้งสองคน
ข้าพเจ้าวิ่งลงไปให้ทานเงินที่มีเหลืออยู่ติดกระเป๋า
ประมาณสามหรือสี่ชิลลิง
จะดีหรือชั่วหล่อนต้องมีส่วนร่วมในความสุขของข้าพเจ้า
นกกากู่ร้องขัน แต่ไม่มีสิ่งใดน่าจะสุข
เท่าความสุขในดวงใจของข้าพเจ้าเอง

•••••••••••••••

ความรักของเยน แอร์ แปลจากบทประพันธ์เรื่อง Jane Eyre ของนักประพันธ์สตรีชาวอังกฤษ Charlotte Bronte โดย จูเลียต (ชนิด สายประดิษฐ์)
ได้ลงพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ‘ประชาชาติ’ ใน พ.ศ. 2478 ต่อมาได้จัดพิมพ์เป็นเล่มใน พ.ศ. 2482 และพิมพ์ครั้งที่สามในปี พ.ศ. 2495
ในยุคต่อมา สำนักพิมพ์รวมสาส์น นำมาตีพิมพ์อีกครั้งในปี พ.ศ. 2513 นับใหม่เป็นครั้งที่หนึ่ง
ส่วนปกฉบับภาพประกอบคือฉบับพิมพ์ครั้งที่สองในยุคหลังโดยสำนักพิมพ์แสงดาว ในปี พ.ศ. 2556 ในวาระครบรอบร้อยปีชาตกาลของ ชนิด สายประดิษฐ์

ส่วนฉบับที่พิมพ์รวมเล่มโดยแพรวสำนักพิมพ์ ผู้แปลคือ ‘สดใส’ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์สดใส ขันติวรพงศ์) พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2550

เล่าเรื่องหนังสือเก่า

ความทรงจำจากหนังสือที่รัก

บันทึกการอ่านเมื่อเดือนธันวาคม 2562
ปรับเพิ่มเติม 2564

เหลี่ยมดาริกา – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 60

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

นวนิยายเรื่อง “เหลี่ยมดาริกา” มีเส้นเรื่องหลักคือการเล่าเรื่องราวของสิบแปดมงกุฎที่เข้ามาหลอกลวงผู้คน ทำให้ชีวิตที่ได้รับผลกระทบต้องพบกับความสูญเสีย ผิดหวัง เสียใจเกินกว่าจะคาดคิด

เริ่มเรื่องในยุคปัจจุบันของคุณยายอาทรี ที่เล่าอดีตที่มาของครอบครัวที่ผ่านประสบการณ์พบคนประเภทสิบแปดมงกุฏมาในสมัยคุณยายยังเด็ก ตั้งแต่เข้ามาพึ่งใบบุญในครอบครัวของคุณลุงหลวงชาญ ผู้เป็นพี่ชายของแม่ลำเพา และอาศัยใบบุญคุณป้าสะอิ้งผู้หญิงเก่งที่มีความสามารถจัดการบ้านเรือนได้ทุกสิ่ง แต่มีจุดอ่อนในชีวิตอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องน้องสาวของเธอ ที่หนีตามผู้ชายไปตั้งแต่สมัยสาวๆ แล้วหายสาบสูญไปร่วมยี่สิบปี

คุณป้าสะอิ้งเป็นหญิงสาวที่เติบโตมาพร้อมกับภาระหน้าที่รับผิดชอบในฐานะลูกสาวคนโต ในขณะที่คนอื่นยังซุกซน เธอต้องคอยช่วยแม่ในการงานต่างๆตามประสาชาวสวนที่ทำการค้าขายอย่างคล่องแคล่ว

เธอมีน้องสาวคนเล็กที่พ่อแม่ค่อนข้างตามใจ เมื่อพ่อแม่จากไปเมื่อสะอิ้งอายุยี่สิบสอง และต้องรับช่วงดูแลเรือกสวนไร่นาพร้อมน้องสาวที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย

สะอิ้งคิดจะหาคู่ครองให้น้องสาว แม้ตัวเองจะยังไม่มีคู่เพราะยังไม่พบใครที่ถูกใจ และเธอถือว่าตนเองเป็นประหนึ่ง ‘ผู้ดีชาวสวน’ เพราะความเป็นเศรษฐินีเจ้าของที่ดินสวนผลไม้มากมาย เงินทองท่วมท้นไม่น้อยหน้าใคร

ต่อมาน้าสาวของสะอิ้งก็ชักนำข้าราชการหนุ่มทำงานกระทรวงการคลัง ชื่อ นายชาญ มาให้ดูตัวเพื่อเป็นน้องเขยของสะอิ้ง แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตรเมื่อนายชาญกลับถูกใจคุณนายสะอิ้งแทน และในที่สุดได้แต่งงานกัน ส่วนกำไลน้องสาวกลับไปติดพันเด็กหนุ่มที่สะอิ้งไม่เห็นด้วย ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็ลักลอบแอบหนีตามกันไป

สะอิ้งใช้ชีวิตสมบูรณ์พูนสุขเป็นคุณนายของคุณหลวงชาญ และเมื่อเวลาผ่านไปราวยี่สิบปี อยู่มาวันหนึ่งเธอก็ถูกกลุ่มคนเจ้าเล่ห์สมคบคิดกันวางแผนสวมรอยจากจุดอ่อนเรื่องน้องสาวที่สาบสูญนี้ เข้ามาเพื่อหาประโยชน์จากกองทรัพย์สิน ด้วยการแอบอ้างเป็นลูกสาวของกำไลน้องสาวที่หายสาบสูญไป และใช้ประโยชน์จากความรักความห่วงใยที่มีต่อน้องสาวชดเชยให้หลานสาวกำมะลอจนแทบปางตาย

เนื้อเรื่องนวนิยายเรื่องนี้มีตัวละครมาก แต่เดินเรื่องสนุก มีคติสอนใจ มีเส้นเรื่องความรักเป็นเส้นเรื่องรองในตอนท้ายของเรื่อง คือความรักของอาทรีและตรีบูร เป็นนวนิยายแนวให้คติสอนใจแก่ชีวิตไม่เน้นเรื่องความรักค่ะ

โปรยปกหลัง

อาทรีนึกไม่ออกว่า “ญาติ” สาวสะสวยคนนี้เป็นใคร หล่อนดูผิดแผกแตกต่างไปจากญาติทั้งหมดในคลองด่านอย่างเห็นได้ชัด…เป็นสาวจิ้มลิ้มดวงตาดำขลับ หล่อนม้วนผมเป็นหลอดสลวยอยู่เหนือหน้าผากและหลังใบหู ทิ้งปลายผมม้วนลงมาระบ่า หล่อนมองอาทรีอย่างเพ่งพิศก่อนยิ้มหวานให้ แล้วเบนสายตาไปกวาดมองรอบๆ ด้วยความสนใจ…

ถ้าหากว่าฟ้าผ่าลงมากลางแดดเปรี้ยงอาจจะทำให้คุณนายตกตะลึงน้อยกว่านี้ อาทรีผู้เดินขึ้นบันไดมาถึงนอกชานมองเห็นคุณป้ายกมือขึ้นทาบทรวงอก ราวกับกลัวว่าหัวใจข้างใต้จะหยุดเต้นลงไป และที่น่าอัศจรรย์ใจจนพูดไม่ออกคือ ทั้งสวยสดงดงาม และท่าทีโก้หรูดังลูกสาวเศรษฐี

“หนูชื่อะไร”

“ดาวเรียงค้ะ คุณป้า”

“ลูกของกำไล…ลูกของกำไล” คุณนายทวนคำ เสียงแหบแห้งเหมือนกระซิบ “จริงรึนี่”

•••••••••••••••

เหลี่ยมดาริกา : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ 2548 – 2549
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549
ภาพปกประกอบเรื่องคือฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 2 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2550

•••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

กลิ่นกุหลาบ – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 59

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

‘กลิ่นกุหลาบ’ เป็นนวนิยายขนาดสั้นเล่มบางๆ ที่เคยตีพิมพ์ลงนิตยสารหญิงไทย เมื่อปี พ.ศ. 2544-2545 ฉันไม่เคยได้อ่าน จนมาพิมพ์รวมเล่มโดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี จึงเพิ่งทราบว่ามีเรื่องนี้ด้วย

นวนิยายเรื่องนี้เป็นชีวิตของสองสาวฝาแฝด เพื่อนแพง คนพี่ชื่อเพื่อน หรือวิรงรอง หญิงสาวเรียบร้อย หัวอ่อน ถนัดการบ้านการเรือน คนน้องชื่อแพง หรือ นวาระ เป็นสาวคล่องแคล่ว แก่นกล้า มีความเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจ

พ่อแม่ของทั้งคู่เสียชีวิตในอุบัติเหตุทิ้งให้สองพี่น้องอยู่ในความดูแลของคุณอาธารา ซึ่งเป็นสาวโสดและเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

สองพี่น้องถูกแยกกันเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก เพราะท่านหญิงทิพามณี เจ้านายเก่าของแม่หญิงสาวทั้งสองที่ทำงานเป็นข้าหลวงในวังท่านหญิงสมัยก่อนแต่งงานกับพ่อ มาขอรับนวาระไปเลี้ยงดู ส่วนวิรงรองอยู่กับอา

นวาระได้รับอุปการะจากท่านหญิง ส่งเสียให้ไปเรียนที่ปีนัง เมื่อกลับมาก็ทำงานเป็นเลขานุการให้ท่านหญิงต่อไป

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนวาระกลับมาจากปีนัง กลับมาอยู่ที่บ้านพร้อมพี่สาว พบว่าพี่สาวมีชายหนุ่มมาติดพันชอบพอกันเป็นนายทหารเรือหนุ่มชื่อ จิระ ส่วนนวาระเมื่อกลับไปทำงานในวัง ก็มีโอกาสพบกับคุณชายลอลักษณ์หลานชายของท่านหญิง ที่เคยเป็นคู่ปรับกันมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงพยายามหลบเลี่ยงไม่เข้าไปใกล้ชิดกับคุณชาย ในขณะที่คุณชายแสดงออกชัดเจนว่าสนใจเธอ

เรื่องราวต่อจากนั้นคือความวุ่นวายในความสัมพันธ์ของชายหนุ่มหญิงสาวสองคู่ เมื่ออยู่มาวันหนึ่งวิรงรองได้พบกับคุณชาย ที่ตอนแรกเข้าใจผิดไปว่าวิรงรองคือนวาระ แม้ต่อมาจะรู้ความจริง แต่ความคิดความสนใจของวิรงรองที่มีต่อคุณชายก็เพิ่มมากขึ้นๆ จนสุดท้ายเธอลืมชายหนุ่มอีกคนไปเสียสิ้น

นวนิยายเรื่องนี้ไม่ยาวมาก เรื่องราวความรักสลับคู่ที่สุดท้ายชะตาก็พลิกผัน ใครไม่เคยอ่าน ลองติดตามหามาอ่านได้ค่ะ เป็นนวนิยายที่ฉันว่าถ้าขยายให้ยาวขึ้น ละเอียดมากขึ้น น่าจะดีและสนุกมากขึ้นได้อีกค่ะ

ตอนที่ประทับใจ #ฉากรักจากหนังสือที่รัก

วงแขนนั้นอบอุ่นเหมือนวงแขนหนึ่งที่นวาระรู้จักดี ตอนเด็กๆ เมื่อนวาระร้องไห้ พ่อจะต้องดึงเข้าไปกอดไว้ ปลอบประโลมด้วยเสียงอ่อนหวานจนน้ำตาแห้งหายไปเอง แต่มันผ่านไปแล้วอย่างไม่ได้กลับมาอีก มีวงแขนอื่นมาแทนพร้อมด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เหมือนกันเฉพาะความอบอุ่นและคุ้มครองอย่างแท้จริง เหมือนจะบอกเธอว่าในอ้อมแขนนี้นวาระจะปลอดภัยทุกประการ

โลกที่นวาระคิดว่าสูญเสียไปนั้นกลับมาหาอีก โลกที่เป็นสีกุหลาบ อบอวลด้วยดอกไม้และเจื้อยแจ้วด้วยดนตรี นวาระเหมือนจะลอยลิ่วไปในความเวิ้งว้างอันหาที่สุดมิได้ แต่ครู่เดียวคล้ายจะสำนึกได้ เขาก็จับตัวเธอดันออกทันที ถ้าในรถไม่มืดถึงขนาดนั้นนวาระคงเห็นสีหน้าของจิระที่แดงเข้มขึ้นอย่างอดสู แต่เท่าที่เธอรู้คือเสียงทุ้มสม่ำเสมอของเขา “เราต้องรีบกลับ ป่านนี้คุณอาคงเป็นห่วงคุณแล้ว”

รถจอดลงหน้าประตูที่มีโคมส่องแสงสลัวอยู่ นวาระขยับตัวจะเปิดประตูรอ แต่ชะงักเมื่อจิระเอ่ยขึ้น
“พรุ่งนี้เวลาห้าโมงเย็นผมจะมาคอยที่นี่”

นวาระหันมามองเขาอย่างฉงน “จิระมีธุระอะไรหรือคะ”
“วันนี้ เรื่องนั่งรถเที่ยวล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า ผมเลยคิดว่าพรุ่งนี้คงจะดีขึ้น”

แม้บริเวณนั้นไม่สู้สว่างนัก ชายหนุ่มก็ยังเห็นริ้วโลหิตเป็นสีชมพูอ่อนเข้าแทนความซีดเซียวเมื่อครู่ นวาระยิ้มอย่างสดใสที่สุด ” ตกลงค่ะ”
“หวังว่าคืนนี้คงไม่ฝันร้ายนะ แพง”
“เหนื่อยอย่างนี้พอนอนก็หลับเป็นตาย สวัสดีค่ะ จิระ”

ใบหน้าที่เห็นด้านข้างเป็นกรอบที่ได้ส่วนงดงามตัดกับความขาวนวลของผิวแก้ม ตาดำสุกใสยิ่งกว่าดาวในคืนข้างแรมสบตาเขาด้วยแววหัวเราะแจ่มใส เหมือนคืนแรกที่เขาพาเธอมาส่งถึงบ้าน คราวนั้นนวาระสวมชุดสีขาวสะอาด ดอกไม้ฟางกลีบบางอ่อนช้อยส่งความผุดผาดแข่งกับดวงหน้า แม้จะแต่งชุดขาวหรือดำ นวาระยังคงเป็นนวาระคนเดิม เหมือนกุหลาบที่ไม่ว่าจะเป็นสีใดยังทรงคุณค่าของกุหลาบ คือ หนามแหลมและกลิ่นที่หอมรวยริน บางที…ความคิดหนึ่งแวบขึ้นโดยกระทันหัน กุหลาบดอกนี้อาจกลิ่นกล้าพอจะกลบกลิ่นพลับพลึงได้บ้างกระมัง

โปรยปกหลัง

นวาระ…กุหลาบกลีบแกร่ง กลิ่นกล้า
ผู้ผจญชะตาชีวิตหนักหนาสาหัส
แต่เธอก็ยืนหยัดเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ
ไม่โอนอ่อนไปตามสิ่งล่อตาลวงใจ
เพราะถึงอย่างไร…
นวาระยังเป็นนวาระคนเดิม
เหมือนกุหลาบที่ไม่ว่าจะเป็นสีใด
ยังทรงคุณค่าของกุหลาบ
คือหนามแหลมและกลิ่นที่หอมรวยริน

•••••••••••••••
กลิ่นกุหลาบ : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารหญิงไทย ปี พ.ศ. 2544-2545
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี พ.ศ. 2545
ปกภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2
โดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547

••••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก – ฮารูกิ มูราคามิ หนังสือที่รัก เล่มที่ 58

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

SouthOfTheBorderWestOfTheSun

เขียนโดย #HarukiMurakami แปลโดย โตมร ศุขปรีชา

ฉันเพิ่งมาเริ่มอ่านงานเขียนของฮารูกิ มูราคามิ เล่มนี้เป็นเล่มที่สอง
หลังจากอ่านนวนิยายเรื่อง Norwegian Wood จบลง

ชอบเล่มนี้มากกว่า รู้สึกว่าอ่านง่ายกว่า
เล่มนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ความรู้สึก และความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก คือ ฮาจิเมะ ชายหนุ่มลูกคนเดียว กับเพื่อนสาวในวัยเด็ก ชิมาโมโตะ หญิงสาวที่เป็นลูกคนเดียวเช่นเดียวกับเขา และเป็นรักแรกในใจของฮาจิเมะ

ชิมาโมโตะเป็นเด็กสาวที่เป็นเพื่อนสนิทของฮาจิเมะ และเป็นคนที่มีบุคลิกเป็นเอกลักษณ์ ตามที่มูราคามิบรรยายเธอไว้ว่า

“ ชิมาโมโตะจงใจห่อหุ้มตัวเองอยู่ในเปลือกป้องกันตัว ที่ไม่เหมือนผมก็คือ เธอพยายามตั้งใจเรียนวิชาที่เธอเกลียดและได้คะแนนดีเสียด้วย ถ้าอาหารกลางวันของโรงเรียนมีสิ่งที่เธอเกลียด เธอก็ยังกิน พูดอีกอย่างหนึ่ง เธอสร้างกำแพงป้องกันตัวล้อมรอบเอาไว้สูงยิ่งกว่าที่ผมเคยสร้างมา อย่างไรก็ดี สิ่งที่วางอยู่เบื้องหลังกำแพงนั้นก็เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในกำแพงของผมนั่นเอง…

…เวลาอยู่กับชิมาโมโตะ ผมจะผ่อนคลาย ผมรักการเดินกลับบ้านพร้อมเธอ ขาซ้ายของเธอโขยกเขยกเล็กน้อยขณะเดิน…”

ฉากสำคัญของชีวิตชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้ ที่ผู้เขียนนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง คือฉากที่ทั้งคู่นั่งเล่นฟังแผ่นเสียงเพลงของ แนต คิง โคล ชื่อเพลง เซาธ์ออฟเดอะบอร์เดอร์ เพลงที่ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง

หนุ่มสาวทั้งคู่แยกจากกัน เมื่อเข้าสู่วัยศึกษาต่อมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มดำเนินชีวิตต่อมา มีครอบครัว เปิดบาร์แจ๊ส ในส่วนลึกเขายังคิดถึงรักแรกที่เก็บซ่อนในใจและโหยหาถึงชิมาโมโตะ

จนวันหนึ่งในคืนฝนตก รักแรกของเขาก็กลับมาปรากฎตัวตรงหน้า เข้ามาพบเขาในบาร์แจ๊ส และนับจากนั้น เธอและเขาก็เริ่มสัมพันธ์รักแบบซ่อนเร้น

ไม่ขอเล่าเนื้อเรื่องละเอียด แต่อยากให้ลองอ่านสำนวนภาษา และสไตล์การเขียนเรื่องของมูราคามิ

ขอพูดถึงความประทับใจและความรู้สึกส่วนตัวค่ะ

งานเขียนของมูราคามิ เป็นงานเขียนที่มีรูปแบบการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ แบบสมัยใหม่ นวนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นในปี 1992 แต่ยังรู้สึกร่วมสมัย

ลักษณะเด่นเท่าที่สังเกตจากที่อ่านมาสองเล่ม รู้สึกถึงรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ

มักจะเป็นการเล่าเรื่องราวที่เล่นกับความรู้สึกภายในของตัวละคร ที่มักจะมีอารมณ์หลากหลาย ความเหงา ความฝันและคุยกับจิตใต้สำนึก ความสับสนในอารมณ์

มักจะมีการบรรยายฉากทางเพศ อารมณ์ความรู้สึก ความปรารถนาทางเพศของตัวละคร

มักจะมีพล้อตการฆ่าตัวตายในนวนิยายหรือเรื่องสั้น

และที่สำคัญ มูราคามิ มักนำเพลงเข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลสำคัญต่อตัวละคร

เป็นหนังสือน่าอ่าน สำหรับคนชอบอ่านนวนิยายรูปแบบการเขียนที่แปลกใหม่ เป็นเอกลักษณ์ น่าสนใจมากค่ะ

เขียนไว้เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2561

•••••••••••••••

โปรยปกหลัง

“บางครั้งแค่การมาสู่ของคนหนึ่ง อาจเปลี่ยนแปลงอีกคนหนึ่งไปชั่วชีวิต”

“ชายสามัญผู้ดูคล้ายประสบความสำเร็จในทุกสิ่ง เป็นเจ้าของบาร์แจ๊ซชั้นดี มีครอบครัวเล็กๆน่ารัก พรักพร้อมเงินทองข้าวของนอกกาย หากในใจยังคงครวญหารักแรกในวัยเยาว์ จนกระทั่งวันหนึ่ง หญิงสาวจากอดีตผู้นั้นย้อนกลับมา”

“การเขียนเรื่องเล่าออกมาก็เหมือนการดำเนินความฝันในตอนที่ตื่นอยู่ ไม่ได้เป็นการได้แรงบันดาลใจจากความฝันของตัวเอง แต่เป็นการจัดการปรับแต่งจิตไร้สำนึกโดยมีสติรู้ตัว และสร้างความฝันของตัวเองขึ้นมา – ฮารูกิ มูราคามิ “

•••••••••••••••

South Of The Bord, West Of The Sun
การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก
ผู้เขียน – ฮารูกิ มูราคามิ
ผู้แปล – โตมร ศุขปรีชา
ตีพิมพ์ครั้งแรกในต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535)
ตีพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542)
พิมพ์ครั้งแรกในฉบับแปลไทยโดย โตมร ศุขปรีชา
โดยสำนักพิมพ์กาย มารุต เมื่อปี พ.ศ. 2546
ปกภาพประกอบคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 โดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่
เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561
ราคาปก 235 บาท
จำนวนหน้า 198 หน้า

•••••••••••••••
❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะที่รัก – ไพลิน รุ้งรัตน์ หนังสือที่รักเล่มที่ 57

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

หลังจากรื้อตู้หนังสือและคัดเลือกหนังสือกองดองมากมายที่ซื้อเอาไว้ก่อนแล้วค่อยหาเวลาว่างมาอ่านที่หลัง

วันนี้ก็ถึงคิวหนังสือนวนิยายเล่มบางไม่หนามากเล่มนี้ที่หยิบกลับมาอ่านใหม่อีกครั้ง เป็นหนังสือเก่าที่ฉันซื้อมานานมากแล้ว เพิ่งหยิบออกมาอ่านทบทวนอีกรอบ เพราะคำโปรยหน้าปกที่ว่า “นวนิยายรักของคนรักหนังสือ”

ชื่อเรื่องหนังสือนวนิยายเล่มนี้ก็เก๋ไก๋ว่า “อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ..ที่รัก” ผู้ประพันธ์คือ ไพลิน รุ้งรัตน์ (ชมัยภร แสงกระจ่าง)

ผู้เขียนเล่าในส่วนคำนำ จากใจผู้เขียนไว้ว่า

“เมื่อข้าพเจ้าเขียนคอลัมน์ “โลกนักอ่าน บ้านนักเขียน” ในนิตยสารฟิตเนส จนได้รวมเล่มชุด “คนในบ้านหนังสือ” ออกมาเล่มหนึ่งแล้ว ก็เกิดความเบื่อรูปแบบเดิม อยากลองอะไรใหม่ๆ อีก ปลายปี 2536 จึงได้ตัดสินใจแต่งนวนิยายให้คนอ่านหนังสือ โดยนำเรื่องสั้นเรื่องดังกล่าว ( “ผู้หญิงสองคน หนังสือและร่มไม้เขียวครึ้ม” ผลงานที่ตีพิมพ์อยู่ในผลงานชุดรวมเรื่องสั้น “ผู้หญิงนะ” ในชื่อชมัยพร แสงกระจ่าง ก่อนพิมพ์รวมเล่มชื่อ “เมื่อผมเจอคนไข้บ้าอ่านหนังสือ” ตีพิมพ์ในจุลสารรับน้องของนักศึกษาแพทย์มหิดล) มาปรับปรุงบทที่หนึ่ง และเล่าแนวความคิดให้คนข้างเคียงฟัง จึงได้ชื่อเรื่องมาว่า “อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ…ที่รัก” ที่คนตั้งเขายืนยันว่า “เตะตา” และ “เตะหู” เป็นอย่างยิ่ง

……ข้าพเจ้าได้วางตอนจบของเรื่องเอาไว้แล้วว่า ตัวละครจะต้องอ่าน “หนังสือเล่มใน” ของตัวเองให้ได้ และตอนที่ข้าพเจ้าพาหมอจุลมาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจในตัวละครของข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง”

บนหน้าปกเล่มที่ฉันซื้อมาตั้งแต่ปี 2543 มีบรรยายไว้ว่า หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลชมเชยประเภทบันเทิงคดีสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ.2539

“อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ..ที่รัก” เป็นเรื่องราวของคุณหมอจุล กับ ลมเย็น ที่มีหนังสือมาเป็นจุดเชื่อมความสัมพันธ์

การพบกันโดยบังเอิญเพราะคุณหมอจุลต้องไปตรวจสุขภาพให้กับคุณย่าบัวแทนเพื่อนหมอหนุ่มเจ้าของคนไข้ที่ติดธุระ เลยได้พบกับสาวน้อยหลานสาวคุณย่า

คุณย่าบัวเป็นคนรักหนังสือ สะสมหนังสือมากมายเต็มบ้านเรือนไทยที่จังหวัดจันทบุรี มีหลานสาวที่ส่งเรียนจนจบบรรณารักษ์มาช่วยคุณย่าดูแลหนังสือในบ้าน

คุณหมอจุลแต่เดิมไม่ใช่คนรักการอ่าน แต่เมื่อถูกอกถูกใจในตัว “ลมเย็น” เขาจึงต้องเลยตามเลยสนใจและเริ่มต้นการอ่านหนังสือจากคำแนะนำของ “ลมเย็น”

วันแรกที่พบกัน คุณหมอจุลเลยได้หอบหนังสือกลับไปอ่านที่บ้านจากคำแนะนำของคุณลมเย็นถึงห้าเล่ม ที่เลือกหนังสือดีที่มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับอาชีพ”หมอ” ตามที่ผู้เขียนบรรยายความคิดของคุณหมอจุลเกี่ยวกับหนังสือไว้ดังนี้

“ผมก็เลยต้องทำเป็นหอบไปเสีย 5 เล่ม และก็ได้พยายามเลือกเอาเล่มที่คิดว่าเข้ากับชีวิตของหมอได้ดีที่สุดแล้วนะ เช่น

“ห้วงมหรรณพ” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” นัยว่าเป็นเรื่องราวของสรรพชีวิต จะทบทวนวิชาชีววิทยา

“ชั่วชีวิต” ของ อ.อุดากร เล่มนี้คนเขียนเป็นหมอที่เรียนไม่จบ (อย่าแปลกใจไป มัคคุเทศก์สาวเธอบอกน่ะ)

“ปราสาทมืด” ของ จุลลดา ภักดีภูมินทร์ เรื่องนี้พระเอกเป็นหมอ (เผื่อจะเป็นสุภาพบุรุษเหมือนผม)

“เสเพลบอยชาวไร่” ของ รงค์ วงษ์สวรรค์ เรื่องนี้ไม่มีใครเป็นหมอเลย แต่คุณลมเย็นเธอบอกว่าสำบัดสำนวนไม่เหมือนใคร ผมก็นึกอยากอ่าน (เผื่อจะได้ถูกใจเธอ แฮ่ม)

และเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของคนไข้ของผมล่ะ คนไข้ที่บาดเจ็บในสงคราม

“จอห์นนี่ไปรบ” ของ ดอลตัน ทรัมโบ “มโนภาษ เนาวรังสี” แปล

ฟังคุณลมเย็นเธอว่า หมอตัดแขนตัดขาตัดหน้าคนไข้ออกหมด เหลือเป็นแท่ง แต่คนไข้ก็ยังสามารถสื่อสารได้ด้วยรหัสมอร์ส ทำให้ผมสุดแปลกใจในความเป็นไปได้ของตัวหนังสือ “

นี่คือตัวอย่างตอนต้นเรื่องที่ผู้เขียนนำหนังสือมาเป็นสื่อในความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก ทำให้ฉันเพลิดเพลินกับการอ่านเรื่องราวที่เขียนโดยใช้การเล่าเรื่องผ่านความคิดของพระเอก นายแพทย์จุลละ วิทู ที่มีต่อชีวิต ความสัมพันธ์กับครอบครัวและหญิงสาวที่เป็นที่รัก โดยมีหนังสืออีกหลายๆเล่มที่สอดแทรกเป็นสื่อรักของทั้งคู่

ฉันอ่านจบรวดเดียว และประทับใจในสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้ผู้อ่านเห็นว่า ไม่ว่าการอ่านหนังสือเล่ม หรือการทำความเข้าใจในชีวิต เราต้องอ่านและค้นหา “หนังสือเล่มใน” หรือทำความเข้าใจกับตัวตนที่แท้ในใจเรา

เป็นหนังสือดีที่ไม่หนามาก อ่านจบแล้วฉันได้รายชื่อหนังสือเพิ่มเติมที่อยากอ่านเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเล่ม จากหนังสือสื่อรักในนวนิยายเล่มนี้ “อ่านหนังสือเล่มนึ้เถอะ..ที่รัก”

บันทึกการอ่าน เมื่อ 31 กรกฎาคม 2562

โปรยปกหลัง

“เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่อ่านเรื่อง “ฉันเขียนเรื่องนี้เพื่อเธอ” จบลง ผมไปทำงานด้วยความรู้สึกแปลกๆ ผู้คนที่รายรอบก็ถูกผมตั้งคำถามอยู่ในใจแทบทั้งหมด เขากำลังแสวงหาอะไรกันอยู่ (วะ) หมอในชุดขาวที่เดินสวนกันไปมา พยาบาลที่ดูวุ่น แต่ใหญ่เสียยิ่งกว่าหมอ คนไข้ที่มาแบบแปลกๆ เขารู้กันไหมว่าชีวิตที่มีความหมายเป็นอย่างไร”

“ซาโรยันทำให้ผมต้องหันกลับมามองตัวเอง ผมกำลังไม่พอใจในสิ่งที่เป็น ในสิ่งที่ผมมี มันจะต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือว่าผมอาจสรุปบทเรียนแล้วแก้ไขได้ ผมต้องทำอะไรบ้างนะ ไม่พอใจ เปลี่ยนแปลง ทะเยอทะยาน แล้วก็ล้มเหลว วนเวียนอยู่เช่นนี้ ผมอยากเป็นหมอ แล้วผมก็ไม่อยากเป็นหมอ”

“คืนนั้นผมไม่ได้วางมือจาก “ฉันจึงมาหาความหมาย” และเกิดอาการสะดุ้งครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อได้อ่านบทละคร “ฉันเพียงแต่อยากออกไปข้างนอก” ซึ่งเป็นเรื่องราวของนักโทษที่พยายามจะแหกคุก มีคำพูดของนักโทษคนหนึ่งที่ผมเก็บเอาไปฝันทั้งค่น”

“ผมลดหนังสือลง ความรู้สึกประหลาดใจไหลท่วมท้น นี่นะหรือคนที่เรียนแพทย์เป็นผู้เขียน สำนวนอย่างนี้น่ะหรือเป็นคนที่เรียนแพทย์ ผมไม่อยากเชื่อเลย เรื่องและบรรยากาศใกล้ตัวที่แสนคุ้นชินทำให้ผมอ่านเรื่องนี้จบในเวลาอันรวดเร็ว เรื่องราวอันสุดสะเทือนใจทำให้ผมนิ่งอึ้งไป”

“พ่ออยู่ฟังผมอ่าน ‘คู่มือมนุษย์’ ต่อไปอีกสามวัน แล้วก็จากผมไปอย่างสงบ”

•••••••••••••

อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ…ที่รัก : ไพลิน รุ้งรัตน์
พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2539
ปกภาพประกอบคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2542
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คมบาง
ราคาปก 150 บาท
จำนวนหน้า 181 หน้า

•••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

สองฝั่งคลอง – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 56

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เมื่อครั้งอ่านนวนิยายเรื่อง ‘สองฝั่งคลอง’ ครั้งแรก ฉันนึกถึงความรู้สึกตอนนั้น นึกภาพตัวเองว่าได้จินตนาการตามคำบรรยายของผู้เขียนถึงสภาพบ้านเมืองย่านคลองสานในสมัยก่อน เทียบกับในปัจจุบัน เหตุเพราะบ้านฉันอยู่พรานนก ต้องผ่านคลองสานทุกครั้งเวลามาที่บ้านสามีที่ราษฎร์บูรณะ ถนนเส้นเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจึงเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยเสมอ

เหมือนที่ผู้เขียนได้บันทึกไว้ในคำนำหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2535 ว่า

“ผู้เขียนไม่ทันเห็นความสวยงามร่มเย็นของคลองสาน เพราะเมื่อจำความได้ไปแถวนั้น คลองสานก็เหลือแต่สภาพคูน้ำริมถนนเสียแล้ว แต่ผู้ที่ยังจำได้และเล่าให้ฟังบ่อยๆ จนผู้เขียนพลอยเห็นไปด้วยในมโนภาพก็คือแม่ ซึ่งเป็นชาวคลองสานมาตั้งแต่ พ.ศ.2451 อันเป็นปีที่แม่เกิด

แม่อยู่ที่คลองสานแห่งนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งเรียนจบและไปทำงานเป็นครูที่เชียงใหม่ แต่ก็กลับไปเยี่ยมเยียนคลองสานเป็นครั้งคราวจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แม่จึงจำสภาพเดิมของคลองสานและความเปลี่ยนแปลงจากคลองเป็นถนนได้อย่างแม่นยำ

เช่นเดียวกับผู้สูงวัยอีกหลายคน ความสุขของแม่อยู่ในอดีตสมัยกระโน้นมากกว่าปัจจุบัน แม่ชอบเล่าเรื่องเก่าๆ ไม่ว่าเหตุการณ์หรือชีวิตผู้คนที่ล่วงผ่านกันไปหมดแล้ว ในเมื่อแม่เป็นคนจดจำรายละเอียดต่างๆได้ดี และความทรงจำยังไม่ได้เสื่อมลงไปตลอดช่วง 80 ปีของอายุแม่ อดีตของแม่จึงน่าสนุกและดูมีชีวิตเป็นจริงเป็นจังยิ่งกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันเสียอีกด้วยซ้ำ

คลองสานในอดีตจึงฟื้นขึ้นอีกครั้ง ให้ผู้เขียนถ่ายทอดลงเป็นตัวหนังสือในนวนิยายเรื่อง ‘สองฝั่งคลอง’ จนจบบริบูรณ์”

ผู้เขียนอธิบายเพิ่มเติมว่า ตัวละครและเหตุการณ์ล้วนสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้นเช่นเดียวกับนวนิยายทั่วไป แต่ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองนั้นมาจากเหตุการณ์จริง ได้อาศัยบันทึกส่วนตัวของแม่ที่อุตส่าห์เขียนเอาไว้เพื่อประโยชน์ของลูกสาวในการแต่งเรื่องนี้

นอกจากนั้นในคำนำฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 5 โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ที่ผู้เขียนบันทึกไว้เมื่อวันที่ 29 เดือนธันวาคม ปี 2543 กล่าวถึงแม่ไว้ว่า

“ตอนแม่ให้กำเนิดลูกสาวคนเดียว แม่อายุ 41 ปี อายุพอจะเป็นยายได้ (เพราะสมัยนั้นผู้หญิงอายุ 20 โดยมากแต่งงานมีลูกกันแล้ว) ชีวิตของแม่จึงเป็นการย้อนอดีตไปราวสองชั่วคน เมื่อบวกกับเรื่องเล่าจากคุณปู่คุณย่าของแม่ ก็เท่ากับเรื่องที่แม่ถ่ายทอดให้ลูกสาวฟังเป็นเรื่องที่เก็บรวบรวมจากสี่ชั่วคนด้วยกัน

ความสุขของแม่ในวัยเด็กเมื่อ 90 ปีก่อน ในบ้านอันร่มเย็นริมคลองสานฝั่ง ธนบุรี กับคุณปู่และคุณย่า (พลตรีพระยาวิชิตณรงค์ (คืบ สุวรรณทัต)เจ้ากรมยกกระบัตร กระทรวงกลาโหม และคุณหญิงเหลียง) คุณปู่คุณย่าจากไปเมื่อแม่เติบโตเป็นสาว เข้าเป็นนิสิตหญิงในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคที่สามย่านยังเป็นนอกเมือง มีแต่ไร่ผักอยู่แถวโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และมีผู้หญิงเพียง 12 คนในรุ่นที่แม่จบออกมาเป็นบัณฑิตด้วยกัน แต่ความสุขในหนหลังก็ยังเป็นเรื่องตราตรึงในความทรงจำของแม่อย่างถี่ถ้วนแม่นยำจนถึงวาระสุดท้าย

……นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม่รักมากที่สุด แม้ไม่ใช่อัตชีวประวัติของแม่โดยตรง แต่ตัวละครหลายตัวทำให้แม่ย้อนรำลึกถึงบุคคลที่แม่รักและใกล้ชิดในยุคก่อนลูกเกิด ถ้าแม่ได้ล่วงรู้ว่าเรื่องนี้เป็นที่ต้อนรับด้วยดีจากคนรุ่นหลัง จนพิมพ์เป็นครั้ง 5 แล้ว วิญญาณของแม่ก็คงโสมนัสอยู่ในดินแดนสุคติที่แม่สถิตอยู่ ณ วันนี้ “

นวนิยายเรื่อง ‘สองฝั่งคลอง’ ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยายจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ.2534 เป็นนวนิยายที่สะท้อนภาพสังคมไทยสมัยปลายรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 8 เป็นช่วงที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนมากที่สุด มีเหตุการณ์สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเกิดขึ้นช่วงนี้มากมายที่ผู้เขียนนำมาเป็นฉากหลังประกอบเรื่องราวชีวิต

‘สองฝั่งคลอง’ เป็นเรื่องราวชีวิตตัวละครเอก “ทับทิม” ตั้งแต่วัยเด็ก จนกระทั่งแต่งงานกับ “คุณลาน” เป็นชีวิตที่ต้องผ่านเหตุการณ์ความผันผวนในครอบครัว จากวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์พูนสุข ในครอบครัวเจ้าคุณทหาร คุณปู่ของทับทิม จากเด็กที่กำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก พ่อของทับทิมซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวก็แต่งงานใหม่ ทับทิมจึงเป็นหลานปู่คนเดียว ที่เป็นสุดที่รักของปู่กับย่า

ชีวิตทับทิมที่พึ่งใบบุญคุณปู่คุณย่าต้องประสพกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิตเมื่อเสาหลักในชีวิตล้มลง ชีวิตก็ถึงจุดเปลี่ยน แต่ทับทิมเป็นเด็กที่ใฝ่เรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการศึกษาจนเรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเอาตัวรอด สามารถยืนหยัดชีวิตต่อมาด้วยความรู้ที่มี ใช้ประโยชน์จากความรู้ในยามที่ต้องพึ่งพาตนเอง ใช้ความรู้เป็นเครื่องมือพาชีวิตตนเองให้เดินต่อไปข้างหน้า เป็นเรื่องราวชีวิตที่มีคติเตือนใจและน่าเรียนรู้เป็นประสบการณ์สอนใจที่ดีมาก

สิ่งที่ฉันชอบอีกอย่างในนวนิยายเรื่องนี้ นอกจากเหมือนการอ่านประวัติศาสตร์ผ่านชีวิต นั่นคือผู้เขียนจะยกตอนใดตอนหนึ่งของบทประพันธ์ชั้นครูในอดีตหลายๆท่าน ขึ้นมาประกอบในแต่ละบท เข้ากับเรื่องในแต่ละช่วงชีวิตของตัวละคร เช่น ตอนที่ทับทิมตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ในบ้านเก่าที่พ่อทิ้งไว้ให้เป็นมรดก ทำให้ครอบครัวคุณยี่สุ่นและลูกหลานที่ยึดครองทรัพย์สินมรดกตระกูลไว้ถึงกับไม่พอใจ ผู้เขียนได้ยกตอนหนึ่งของ ‘หิโตปเทศ บทประพันธ์ของ เสถียรโกเศศ’ นำเรื่องในตอนนี้ว่า

“บิดามารดาผู้มิได้สั่งสอนบุตรของตน บิดานั้นก็เป็นไพรี มารดาก็เป็นศัตรูของบุตร เพราะจำทำให้บุตรนั้นเข้าที่ประชุมชน ไม่ประเปรียวเฉลียวฉลาดเป็นสง่า ไม่น้อยไปกว่านกยางที่อยู่ในฝูงหงส์”

นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องที่ฉันประทับใจและหยิบมาอ่านซ้ำบ่อยๆ และเก็บสะสมหนังสือเรื่องนี้ไว้ถึงสามปก คือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 ครั้งที่ 8 และล่าสุดฉบับที่สำนักพิมพ์อรุณนำกลับมาพิมพ์ใหม่

••••••••••••••

โปรยปกหลัง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วัตสาตรี ปี พ.ศ.2535

“ฮก ลก ซิ่ว เป็นเครื่องหมายของจีน ถือกันว่าเป็นลายมงคล…ฮกหมายถึงวาสนา ยศ ศักดิ์ ความเป็นใหญ่เป็นโต ลกหมายถึงความร่ำรวย พรั่งพร้อมด้วยแก้วแหวนเงินทองและบริวาร ส่วนซิ่วหมายถึงความแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืนนานเหมือนต้นไม้ใหญ่ มนุษย์คนใดมีพร้อมมงคล 3 ประการนี้ ก็นับว่าประเสริฐสุดแล้ว เพราะมงคลทั้งสามนี้ย่อมเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์…ยากที่มนุษย์คนใดจะมีมงคลทั้งสามประการนี้ไปจนตลอดชีวิต พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจังนั้นเป็นความจริง

…ปู่จึงไม่อยากยึดมั่นกับโภคสมบัติให้มากนัก และไม่อยากให้แม่หนูหลงใหลกับมันด้วย สู้มีสติ มีปัญญาและวิชาไว้เลี้ยงตัวไม่ให้อับจนเสียยังดีกว่า”

“เงินทองก็เหมือนกัน ถึงเวลาคนอื่นเขาก็เอากลับคืนไป เปลี่ยนมือไป ตามธรรมดาโลก อย่างที่เรียกกันว่าสมบัติเป็นของกลางของโลก ใครมีบุญคนนั้นก็ได้ไป เพราะฉะนั้นปู่จะสอนไว้ว่าอย่าไปยึดมั่นอะไรให้มากนัก ชีวิตคนเหมือนดวงดาว อยู่บนฟ้าได้ก็ตกลงมาได้”

“มงคลสามประการของจีนนั้นหากมนุษย์ใดมีครบได้ก็นับว่าโชคดี แต่ว่าใครเล่าจะมีได้หรือรักษาไว้ได้จนตาย ปู่อยากให้แม่หนูยึดมงคล 38 ประการในพุทธศาสนาไว้มากกว่า ประพฤติตนทั้ง 38 ข้อนั่นแหละคือมงคลชีวิต ถึงเผชิญอุปสรรคอย่างไรก็ตาม ก็ประคองตัวเองเอาไว้ได้ไม่อับจน”

••••••••••••

สองฝั่งคลอง : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์วัตสาตรี
จัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ต้นอ้อ ปี พ.ศ.2533
ปกภาพประกอบคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4
โดยสำนักพิมพ์วัตสาตรี จัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ต้นอ้อ ปี พ.ศ.2535

••••••••••••
❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

จินตปาตี – โสภาค สุวรรณ หนังสือที่รักเล่มที่ 55

#หนังสือทีรัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

ถ้าพูดถึงนิยายที่มีตัวละครเป็นนักการเมือง นักการทูตหรือนักข่าว

ฉันประทับใจเรื่อง “จินตปาตี” ผลงานของโสภาค สุวรรณเรื่องนี้ค่ะ จำได้ว่าพระเอกเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางเอกเป็นผู้หญิงเก่ง เป็นนักข่าวในสำนักข่าวระหว่างประเทศ

นางเอกถูกเลี้ยงดูเติบโตมาท่ามกลางคุณป้าสามคน หลังแม่นางเอกเสียชีวิต พ่อนางเอกซึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แต่งงานใหม่ และมีลูกกับภรรยาใหม่อีกสองคน

พ่อพาเธอลงมาที่บ้านเก่าของแม่ที่จังหวัดพัทลุง มาอยู่กับคุณป้า คุณป้าเลี้ยงดูส่งเสียจินตปาตีด้วยการขายของเก่าในบ้านที่สะสมมา และส่งเธอไปเรียนต่อที่ปีนัง อยู่ภายใต้การดูแลของมาดามหลิว เพื่อนคุณป้าที่เป็นคหบดีที่โน่น

จินตปาตีเติบโตมาและสนิทสนมกับซุยจุ้ย ลูกชายมาดามหลิว และได้เรียนต่อด้านสื่อสารมวลชน เมื่อจบมาก็ทำงานเป็นนักข่าวในสำนักข่าวต่างประเทศ ธุรกิจในครอบครัวของมาดามหลิว และได้พบกับภูมัย นักการทูตหนุ่มอนาคตไกลที่ได้รับมอบหมายตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากผู้สื่อข่าวและแหล่งข่าว เติบโตและค่อยเป็นค่อยไปจนกลายเป็นความรัก และผ่านความเป็นความตายช่วยเหลือกันในการสืบคดีทุจริตของนักการเมืองใหญ่ที่เกี่ยวพันมาถึงครอบครัวพระเอก

เรื่องนี้อ่านนิยายก็สนุกมาก เมื่อสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปี 2540 มีดารานำอย่าง พล ตัณฑเสถียร รับบท ภูมัย และ อุ้ม สิริยากร รับบท จินตปาตี ผู้สร้างก็สร้างได้ดี ดูสนุกเช่นกัน

ตอนที่ประทับใจ

เมื่อคนเก่งสองคนมารักกัน ลองอ่านตอนขอแต่งงานที่เป็นทางการมีระเบียบแบบแผนอย่างนักบริหารดูนะคะ ต่างจากนิยายเรื่องอื่น แต่ก็มีเสน่ห์น่ารัก น่าประทับใจไปอีกแบบค่ะ
•••••••

“ดิฉันกำลังจะหัดขับเครื่องบิน”
“ผมรู้”
“ใครบอกคะ” หล่อนถามทันที

“คุณวิฑูรย์นั่นแหละ” เขายิ้มเยื้อน “เป็นคนบอกให้รู้ว่าคุณโลดโผนแค่ไหน คุณป้าของคุณเองก็แทบช็อค ไม่เพียงแต่คนแก่หรอก ผมเองก็อดเป็นห่วง เกรงอันตราย แต่ตอนนั้นคุณคงนึกสนุกมากกว่า เพราะไม่เคยมีห่วงหรือเคยห่วงใคร”

“สนุกเท่านั้นหรอกค่ะ แต่คุณป้าขอร้องเรื่องเรียนขับเครื่องบิน” หล่อนพูดเหมือนจะเปรยให้ฟัง

“ตอนนี้ขอเพิ่มผมเข้าไปอีกคนเถอะ ได้ไหม”

เขาถามตรงไปตรงมา หากความหมายแห่งคำพูดนั้นมีมากกว่าที่กล่าวออกไป

จินตปาตีดึงมือกลับ หล่อนไม่นึกเลยว่าจะเขิน หรือกระดากอายกับผู้ชายคนไหน ก็หล่อนมีเพื่อนต่างเพศมากกว่าเพศเดียวกันจนเคยมีคนค่อนว่า และที่สำคัญ ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนทำให้หล่อนเขินสักคน หากบัดนี้ความรู้สึกครั้งแรกนับตั้งแต่เป็นสาวเต็มตัว ทำให้หล่อนแสดงออกไปโดยไม่รู้ตัว แล้วความแกร่งกระด้างที่หล่อหลอมหล่อนมานับแต่เล็กจนโตก็คลายลง

ภูมัยบอกได้ไม่ยากนัก เมื่อถามต่อไปว่า

“ คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยว่าจะไปนิวยอร์คไหม ถ้าครบกำหนดหกเดือน หลังจากรับทุนเจฟเฟอร์สันแล้ว ที่ถามเพราะคิดว่าคุณจะตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เท่าที่เห็นคุณมาตั้งแต่ต้นทำให้แน่ใจอย่างนั้น ผมเองก็ไม่ต่างจากคุณเท่าไหร่นัก อายุป่านนี้แล้ว ที่จะทำเพื่อความเหมาะสมและหน้าที่คือเรียนให้ผู้ใหญ่ทราบเท่านั้นเองว่าตัดสินใจอย่างไร เพราะไม่ได้นอกรีตนอกรอยอะไรจริงไหม”

จินตปาตีประสานมือตัวเองไว้บนตัก ดูเหมือนว่าหล่อนจะพูดน้อยที่สุด เป็นฝ่ายรับฟังมากกว่า เขาคงอดใจไม่ได้ที่จะรอให้หล่อนพูดออกมาเสียที

“คุณคงไม่คิดจะอยู่ตัวคนเดียว ผจญภัยไปเรื่อยๆ ใช่ไหม ถ้าผมเดาไม่ผิด”

หล่อนปฏิเสธด้วยการส่ายหน้าเบาๆ ภูมัยถามซ้ำอีกว่า
“เร็วไปหรือเปล่า แต่ใจผมว่าไม่นะ เพราะคิดเข้าข้างตัวเองว่าได้รู้จักคุ้นเคยกับคุณมานาน”

“นั่นหน้าที่การงานต่างหากล่ะคะ” หล่อนอดค้านไม่ได้

“นั่นแหละ ผมถือว่าได้รู้จักคุณมากพอแล้ว เราจะอยู่ที่นิวยอร์กเพียงห้าปี ระหว่างนั้นถ้าคุณอยากทำงานก็จะเป็นไรไป ความรู้อยู่กับตัวแท้ๆ ผมเคยคิดอยากให้มีคนอยู่กับบ้าน หากว่าอยากโทรศัพท์กลับมา จะได้มีคนรับสาย แต่ก็ช่างเถอะ คุณทำอะไรก็ได้อย่างที่ต้องการ ผมขอร้องให้คุณไปอยู่ด้วยที่นิวยอร์คก็มากพอแล้ว อย่างน้อยๆ คุณจะได้ไม่เหงา”

“คุณภูมัยแน่ใจหรือคะที่พูดมาทั้งหมด”

“ทำไมถามอย่างนั้น” เขามองหล่อนอย่างประหลาดใจ จินตปาตีเห็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในมือของเขา ดูเก่าคร่ำคร่า หากอยู่ในสภาพดีคือไม่บุบหรือมีรอยฉีกขาดของกำมะหยี่ที่หุ้มภายนอก

“ผมไม่ใช่คนพูดอะไรด้วยอารมณ์อ่อนไหว คุณเข้าใจหรือเปล่า”

เขาเอนตัวมาใกล้หล่อน เปิดกล่องเล็กๆนั้นให้ดู อธิบายว่า
“ของเก่าของคุณย่า แล้วก็มาถึงคุณแม่ ของมีราคาที่ถึงจะจำเป็นเพียงไรก็ไม่มีวันตกเป็นของคนอื่นในสภาพอื่นนอกจากคนที่จะมาร่วมสกุลเดียวกับผม เพชรเก่าสีไม่ขาวจัดน้ำมันก๊าซอะไรอย่างที่เขาว่าๆกันหรอก นี่เป็นรูปเม็ดแตง คุณแม่ท่านให้คงเรือนเก่าไว้ เพราะฝีมือละเอียดแข็งแรง ผมเองก็ชอบ ดูเป็นของเก่ามีค่า ผมบอกท่านไปแล้วว่าคุณก็คงชอบเพราะมีความรู้เรื่องสมบัติโบราณไม่น้อย”

จินตปาตีนิ่งอึ้ง อยากจะพูดตรงๆว่า รุกเร็วนัก และนี่คือวิธีละมุนละไมของคนในอาชีพใช้ปากเจรจาว่าความระหว่างประเทศอย่างนั้นหรือ อาชีพที่ใช้ปากกับสมอง

“ความจริงยังมีของเก่าอีกหลายชิ้น แต่เรามีเวลาจะนั่งดู พิจารณาอีกแยะ คุณคิดว่าจะรังเกียจไหมถ้าผมอยากได้คำตอบจากคุณ”

“จะตอบยังไงคะ” หล่อนถามออกไปเหมือนไม่ใช่ตัวเอง

“ผมอยากจะพาคุณไปรายงานตัวกับเจ้าของทุนที่ฮาวาย แล้วบินไปวอชิงตัน ดี.ซี ทำทุกอย่างให้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องจำเป็น… จดทะเบียนสมรส ท่านทูตกับผมสนิทกันดี คงไม่ยุ่งนัก อาจจะต้องรับเลี้ยงข้าวจากท่านก็ได้ เพราะใครๆก็คงดีใจกับข่าวมงคลอย่างนี้ ผมเบื่องานพิธีเอิกเกริกไม่จำเป็น หรือคุณอยากให้จัดอย่างนั้น ผมก็ไม่ขัดใจหรอก”

“อีกหกเดือน ดิฉันก็จะหมดหน้าที่ทางนี้” หล่อนเปรยเบาๆ

เขายิ้มในหน้า ตอบว่า “ไม่ได้หรอก ผมไม่ต้องการรอนานอย่างนั้น จดทะเบียนสมรสกันแล้วเรากลับมาฮาวาย ผมจะอยู่ดูแลคุณให้คุณเข้าที่พักเรียบร้อยเสียก่อนจึงจะไปรับหน้าที่ทางนิวยอร์ค ข้อสำคัญให้ได้อุ่นใจว่าคุณจะไม่เปลี่ยนใจ หรือมีคนเก่งมาตอแยให้ผมใจเสีย”

“ดิฉันต้องบอกคุณป้า”
“ตามสบายเถอะ” ใบหน้าขาวสะอาดนั้นมีร่องรอยแห่งความปีติแผ่ซ่าน
“คุณจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น อย่าลืมนายแม็คเสียล่ะ”
“คงบ่นโขมงละมังคะ” หล่อนพึมพำ “ดิฉันคงทิ้งงานไม่ได้หรอก อย่างน้อยก็ทำควบคู่กันไป”
“ควบกับอะไร” เขาถาม หล่อนอึ้งแล้วรู้สึกถึงอุ้งมืออุ่นๆ นั้นอีก เสียงพูดว่า
“ไม่ต้องเสียสละอะไรมากหรอกจินตปาตี ผมรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงรุ่นใหม่ที่กำลังตื่นตัวและเรียกร้องสิทธิสตรี ถึงแม้ว่าผู้ชายทุกคนอยากจะให้ผู้หญิงอยู่กับบ้านเพื่อดูแลปรนนิบัติก็ตาม แต่ชีวิตปัจจุบันมีความจำเป็นที่จะต้องหาคนใกล้ชิดที่มีสมองและปัญญาพอจะช่วยกันได้ทั้งการบ้านและการงาน ผมเคยภูมิใจในความสำเร็จของตัวเองอย่างไร ก็คงภูมิใจที่จะได้คุณมาเป็นของผมเพียงนั้น สวมแหวนวงนี้เสียดีกว่า ส่งมือของคุณมาซี”

ฉากรักจากนิยายที่รัก

••••••••••••••

จินตปาตี : โสภาค สุวรรณ
ปกภาพประกอบคือฉบับพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก
สำนักพิมพ์บำรุงสาส์น
และฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 โดยสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร พ.ศ.2558
ราคาปก 330 บาท จำนวน 456 หน้า

•••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

รักประกาศิต – ภูชิชย์-นริศรา : ก.สุรางคนางค์ หนังสือที่รักเล่มที่ 53-54

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

วันนี้รื้อตู้อีกแล้วค่ะ หยิบนวนิยายเก่าที่รักอีกเรื่องมาพลิกอ่าน แล้วก็คิดไปถึงละครที่เคยได้ดูตั้งแต่ยังเด็ก ทันดูตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกทางช่อง 9 ที่พิศาล อัครเศรณี เป็นพ่อเลี้ยงภูชิชย์ และศันสนีย์ สมานวรวงศ์ รับบทนริศรา หรือ นิด และจนมาถึงรอบล่าสุดที่แอฟ ทักษอร เป็นนริศรา ป๋อ ณัฐวุฒิ เป็นพ่อเลี้ยงภูชิชย์

ส่วนตัวหลงรักเรื่องราวนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ชมละคร เมื่อมีหนังสือก็ไม่พลาดเช่นกันค่ะ

นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรักระหว่าง นริศรา ที่หนีออกจากบ้านเพื่อมาหางานทำเลี้ยงตัวเอง หลังจากทะเลาะกับพี่สะใภ้ที่ไม่อยากรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเธอ หลังบิดาเสียชีวิต และพี่ชายรับราชการทูตทหารอยู่ที่ต่างประเทศ ในที่สุดเธอก็หางานทำ ได้ทำงานที่ไร่สุพัฒนา ที่มีเจ้าของคือสามพี่น้อง ภูชิชย์ และน้องอีกสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง วิทวัสและสุพัฒนา

ความวุ่นวายและเรื่องราวมากมายเกิดจาก สุพัฒนา น้องสาวคนเล็กของภูชิชย์ที่ถูกตามใจจนเสียคน คอยขวางทุกคนที่จะเข้ามาแย่งความรักจากพี่ชายของเธอ

นวนิยายเรื่องนี้มีเสน่ห์ที่บรรยากาศเกือบทั้งเรื่องอยู่ในไร่ อาจเป็นเพราะเรื่องราวและฉากหลักส่วนใหญ่ของเรื่อง จึงทำให้เรื่องราวสนุก มีเกร็ดรายละเอียดชีวิตในไร่ รวมถึงตัวละครเสริมอื่นๆ เช่น นิพนธ์ ผู้จัดการไร่คนเดิม และเจ้าดาริกา หรือเจ้าน้อย อดีตคนรักของพ่อเลี้ยง ที่ทำให้เรื่องราวสนุกสนานน่าติดตามตลอดเรื่อง

วันนี้เลยหยิบตอนหนึ่งในนวนิยายที่น่าประทับใจมาลงไว้

•••#ตอนประทับใจ •••

“… ผู้อำนวยการจะดื่มอะไรไหมคะ ชาหรือกาแฟ”

เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ได้ยินหญิงผู้นี้ถามอย่างเอาใจและอ่อนโยน เขาเงยหน้าขึ้นสบตา ยิ้มนิดๆ เมื่อปฏิเสธว่า

“ขอบใจ ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ประพจน์เขาพาไปเลี้ยงข้าวตอนกลางวันเสียอิ่ม เขาถามถึงเธอว่าค่อยยังชั่วหรือยัง”

“ดิฉันเป็นหนี้พระคุณ คุณประพจน์อยู่มาก”

“ฉันคิดว่า เราควรจะลืมเรื่องเก่าๆ และเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ จะไม่นั่งลงก่อนรึ มีงานจะต้องปรึกษานิดหน่อย” พลางคลี่กระดาษพิมพ์เขียวนั้นออกกางบนโต๊ะ

นิดลังเลใจเหมือนกัน แต่ในที่สุดก็นั่งลงที่เก้าอี้อีกมุมหนึ่ง ถามว่า
“นั่นแปลนอะไรคะ”

“แปลนบ้าน วันนี้ประพจน์เขาพาไปหานายช่างสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน ฉันกับตาวิทปรึกษากันว่า จะปลูกบ้านที่อยู่ใหม่ คราวนี้แยกออกจากที่ทำงาน คือที่ทำงานแห่งหนึ่ง และบ้านอาศัยแห่งหนึ่ง วันนี้ก็เลยไปแวะหานายช่างออกแบบ เขาเอาแบบนี้ออกมาให้ดู เป็นของคนอื่น เห็นว่าเข้าที ก็เลยขอเขามา เราอาจจะแก้ไขเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยให้เป็นบ้านถาวรเลย นี่เป็นตึกทันสมัยสองชั้น นี่แปลนชั้นบน มีห้องนอนสามห้อง…”

ตลอดเวลาที่เขาชี้แจงอย่างเอาการเอางาน นิดนึกว่า เหตุใดผู้อำนวยการจึงมาปรึกษาเธอ แต่ก็ยังไม่กล้าแย้ง มองดูบนแปลนตามมือที่เขาชี้

“นี่ห้องนอนใหญ่ มีห้องน้ำชั้นบนสองห้อง แยกกันใช้ได้สะดวก มีห้องนอนเล็กสองห้อง แล้วยังมีห้องพระนั่น นี่ห้องโถง” หยุดแล้วหันมาถาม “มันจะใหญ่โตเกินไปไหม”

นิดขมวดคิ้ว ” ทำไมผู้อำนวยการไม่ปรึกษาคุณวิทวัสล่ะคะ ถามดิฉัน ดิฉันไม่สามารถจะให้ความเห็นอะไรได้ ดิฉันเป็นใคร เป็นเพียงผู้จัดการเล็กๆ เท่านั้น ผู้อำนวยการก็ทราบ”

“อ้าวก็เธอบอกกับคุณเล็กว่า” ตาอันกร้าวมีความหมายจับอยู่ที่ใบหน้าของผู้จัดการสาว คล้ายจะหยั่งความรู้สึกต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใน

ไม่ทันให้เขาพูดจบเธอก็เข้าใจ หน้าแดงลุกขึ้นทันที
“เรื่องนั้นดิฉันพูดไปยังงั้นเอง ไม่ได้ถือว่าเป็นคำพูดที่จริงจังอะไร ผู้อำนวยการไม่ควรจะเอามาผูกมัดทึกทักว่าเป็นจริงไปเสียหมด” เสียงสั่นและน้ำตาคลอ
“ดิฉันกำลังโมโหกำลังโกรธที่ถูกกล่าวหาอย่างไร้ความจริง”

“แต่ฉันเข้าใจว่า เธอคงจะพูดออกมาอย่างจริงใจ เธอบอกว่าเธอจะแต่งงานกับพี่ชายคนใดคนหนึ่งของสุพัฒนา จะเปลี่ยนชื่อไร่เป็นไร่นริศรา เธอพูดเช่นนั้นไม่ใช่หรือ ฉันยังบอกเธอว่า ตาวิทเขาแต่งงานแล้ว มีลูกคนหนึ่งด้วยซ้ำ เหลือแต่ฉันคนเดียว ไม่เห็นเธอค้าน” เขาพูดหน้าตาเฉย

“ผู้อำนวยการจะมาซ้อมค้างทึกทักแบบนั้น ไม่เป็นเรื่องที่สมควรเลย จำได้ไหมคะว่า ผู้อำนวยการเกลียดดิฉัน เหมือนเห็นดิฉันเป็นกิ้งกือไส้เดือน ไม่ปรารถนาด้วยซ้ำที่จะรับดิฉันไว้ทำงานที่นี่ ทั้งพยายามทุกอย่าง ที่จะไล่ดิฉันออกทางอ้อม และถากถางดิฉันด้วยวาจา หาว่าเป็นนักขุดทอง เป็นนักปฏิวัติสารพัดจะว่า”

น้ำตาที่คลออยู่ไหลเป็นทาง
“ซ้ำยังมีคนอื่น เช่น เจ้าน้อย คุณสุพัฒนา พลอยดูถูกเหยียดหยามดิฉันซ้ำเติมอีก จนดิฉันสำนึกตัวได้ว่า ต่ำต้อย ไม่มีดีอะไรเลย ไม่สมควรด้วยซ้ำ ที่คุณภูชิชย์ พ่อเลี้ยงภู หรือผู้อำนวยการจะลดตนลงมาหาและมานั่งอยู่นี่อย่างนี้ แม้แต่สักนิดเดียว”

“ที่เธอว่า มีคนอื่นบางคนพลอยดูถูกดูหมิ่นเธอนั้น ขอค้านว่าไม่ใช่เพราะการกระทำของฉันแน่ มันเกิดจากตัวบุคคลของแต่ละคนไปต่างหาก”

“จริง ฉันยอมรับว่าเคยเข้าใจผิดพลาด ก็จะให้เข้าใจดีกันยังไงได้ ในเมื่อเรายังไม่รู้จักกันดี และถ้าเธอเป็นคนช่างสังเกต จะเห็นว่า ตั้งแต่ฉันกลับจากกรุงเทพฯ รู้เรื่องของเธอจากหลวงราชแล้ว ฉันเข้าใจเธอดีตลอดมาดีกว่าที่เคยเข้าใจคนอื่นๆ มาแล้วด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นที่เธอพูดว่าฉันไม่เคยเลยที่จะคิดถึงเธอในแง่ดีแม้สักนิดเดียว ก็เป็นการกล่าวหาที่ไม่ตรงความจริงเหมือนกัน”

เขาหยุดนิดหนึ่ง ในขณะที่นิดใช้ผ้าเช็ดเล็กๆ ซับน้ำตาที่อาบแก้ม และพูดต่อไปว่า

“ความเข้าใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบพูดออกมา พูดแล้วพูดอีกซ้ำซาก บางคนก็เก็บไว้ในใจ ยากที่จะพูดออกมาได้”

“เมื่อเธอไม่สบายฉันเวียนมาดู มาถามอาการหลายครั้งด้วยความเป็นห่วง เธอมีไข้สูงและเพ้อถึงพี่ชาย ฉันก็นั่งอยู่ใกล้ๆ เธอคงไม่มีโอกาสจะได้รู้หรอกว่าฉันได้แสดงความเสียใจ ที่เธอพลอยได้รับบาดเจ็บเพราะฉัน พลอยรับเคราะห์ไปกับฉันด้วย”

“ที่มานั่งที่นี่ขอคำปรึกษาหารือ ก็เพราะคิดว่าเมื่อโชคร้ายได้พัดผ่านพ้นไปแล้ว บางทีจะมีโชคดีกับเขาบ้าง โดยที่มีใครสักคนที่ฉันคิดว่าฉันเข้าใจเขาดีแล้วนั้น เข้าใจฉันตอบ และเราก็จะสร้างบ้านตามแบบแปลนนี้ขึ้นมาใหม่”

เขาใช้มือลูบบนแปลนบ้านพิมพ์เขียว ที่คงกางวางอยู่บนโต๊ะนั้น ประกอบคำอธิบายที่แช่มช้า ระคนเศร้า

“แต่ถ้าเขาผู้นั้นพยายามจะทำเป็นไม่เข้าใจ ก็ช่วยไม่ได้ นอกจากเสียใจ และขอโทษ”
ก้มศีรษะเนิบๆ มองดูหญิงสาวแวบหนึ่ง ก่อนลงบันไดบ้านพักผู้จัดการไป โดยทิ้งแบบพิมพ์เขียวไว้บนโต๊ะอย่างเดิม

นิดมองดูแปลนบ้าน แล้วใจหายวาบ แต่ก็หมดปัญญาที่จะค้าน แม้แต่จะเรียกชื่อเขาออกมาสักคำ ก็เรียกไม่ได้ เธอเริ่มจะเข้าใจรางๆว่า “ความเข้าใจ” ที่เขาเน้นพูดถึงสองสามครั้งนั้น มีความหมายกว้างใหญ่ไพศาลแก่หัวใจน้อยๆ ที่ว้าเหว่ อ้างว้างของเธออย่างไร และเมื่อทบทวนคำพูดของภูชิชย์ทุกประโยคแล้ว ก็รู้สึกสำนึกว่าเป็นความจริง

กลับจากกรุงเทพฯ ครั้งนั้น เขามีของฝากมาให้เธอด้วย ชวนแกมบังคับให้ไปเที่ยวสวนเพิ่มผล ที่เหมืองแม่แฝก เขามานั่งขัดสมาธิอยู่ใกล้ๆ ดูเป็นกันเองดีขึ้น เฉพาะประโยคที่ว่า “เธอมีไข้สูงและเพ้อถึงพี่ชาย ฉันก็นั่งอยู่ใกล้ๆ” ทำให้ไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ตัวว่า เธอเพ้อถึงเขาบ้างหรือเปล่า

และที่เขาบอกว่า “ฉันได้แสดงความเสียใจ โดยที่เธอคงไม่มีโอกาสจะได้รู้นั้น” เขาแสดงอย่างไร? นี่ซิเป็นปัญหาที่ข้องใจมาก………มากเหลือเกิน

•••••••••••••••

•••คัดลอกจากท้ายบทที่ 62 จากนวนิยายเรื่อง “รักประกาศิต” ของ ก สุรางคนางค์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2531 สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ ชุดรวมผลงานศิลปินแห่งชาติ (พ.ศ.2529)

ก สุรางคนางค์ ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นวนิยาย) ประจำปีพุทธศักราช 2529

นวนิยายเรื่อง รักประกาศิตนี้ ก สุรางคนางค์ แต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2509 บทประพันธ์เรื่องนี้มีภาคต่อในนวนิยายเรื่อง ภูชิชย์-นริศรา และเรื่องราวของพ่อเลี้ยงภูกับนิด นีรนาท หรือ นริศรา สุริยรักษ์ ก็ถูกนำมาสร้างเป็นละครและภาพยนตร์รวม 5 ครั้ง

ปี 2520 เป็นละครทางช่อง 9 อสมท
พิศาล อัครเศรณี รับบท ภูชิชย์ – ศันสนีย์ สมานวรวงศ์ รับบท นริศรา

ปี 2523 ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย พิศาล อัครเศรณี
พิศาล อัครเศรณี รับบท ภูชิชย์ – เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ รับบท นริศรา

ปี 2531 เป็นละครทางไทยทีวีสีช่อง 3 กำกับการแสดง โดย อดุลย์ ดุลย์รัตน์
ฉัตรชัย เปล่งพานิช รับบท ภูชิชย์ – ลลิตา ปัญโญภาส รับบท นริศรา

ปี 2543 เป็นละครทางช่อง 7 สี สร้างโดยบริษัท อาร์เอส โปรโมชั่น กำกับการแสดงโดย องอาจ สิงห์ลำพอง
ศรราม เทพพิทักษ์ รับบท ภูชิชย์ – กุลสตรี ศิริพงษ์ปรีดา รับบท นริศรา

ปี 2555 เป็นละครทางไทยทีวีสีชีอง 3 กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธ์ไพบูลย์
ณัฐวุฒิ สกิดใจ รับบท ภูชิชย์ – ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ รับบท นริศรา

•••••••••••••••

รักประกาศิต – ภูชิชย์ นริศรา : ก.สุรางคนางค์
ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2509 จัดเป็นนวนิยายที่ยาวที่สุดจากผลงานนวนิยายของผู้เขียนทั้งหมดร่วม 50 เรื่อง
ปกภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 ในชุดรวมผลงานศิลปินแห่งชาติ
สาขาวรรณศิลป์ (นวนิยาย) ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ ในปี 2531
แบ่งเป็น เรื่อง รักประกาศิต 2 เล่มจบ และเรื่อง ภูชิชย์-นริศรา 1 เล่ม
ความยาวรวม 981 หน้า
ในเล่ม ภูชิชย์-นริศรา ตอนท้ายเล่ม สำนักพิมพ์ได้นำผลงานนวนิยายขนาดสั้นของผู้เขียนตีพิมพ์ร่วมไปด้วยจำนวน 5 เรื่อง
ได้แก่ เรื่อง ‘ธารโศก’ ‘ข้อครหา’ ‘สวัสดีค่ะ คุณพ่อ’ และ ‘ค่าทางใจ’

••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

เพลงพรหม – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 52

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

วันนี้เป็นนวนิยายเรื่อง “เพลงพรหม” ภาพประกอบคือปกร้านดอกหญ้า ที่ฉันซื้อมาตั้งแต่ปี 2539

นวนิยายเรื่องนี้ผ่านกาลเวลามาสี่สิบปี ฉันเกือบจะลืมเรื่องราวหมดแล้ว จึงหยิบมาอ่านใหม่เพื่อทบทวนความจำ

“เพลงพรหม” เป็นเรื่องราวแนวชีวิตสะท้อนสังคม ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในสกุลไทยและพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกตั้งแต่ปี 2522 เก่ามาก สี่สิบปีมาแล้ว

เล่าเรื่องของนางเอก “มณฑารพ” หญิงสาวลูกสาวปลัดอำเภอยากจนที่มีลูกทั้งหมดสิบเอ็ดคน ครอบครัวค่อนข้างลำบาก

เธอได้รับการเลี้ยงดูโดยคุณป้าซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของพ่อ ที่เอ่ยปากขอเธอไปเป็นบุตรบุญธรรม ส่งเสียจนเรียนจบชั้นมัธยม แต่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยต่อ ได้เรียนวิชาชีพต่างๆ เช่นตัดเสื้อ ประดิษฐ์ดอกไม้ เตรียมตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือน เพราะคุณป้าตั้งใจจะให้เธอเป็นลูกสะใภ้ของลูกชายคนเดียวของท่าน

แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ เมื่อศิษฐาลูกชายคุณป้าเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ และมีหญิงสาวคนรักนักเรียนนอกกลับมาด้วย

ชีวิตมณฑารพที่เคยอยู่อย่างสงบสุขภายใต้ร่มเงาของคุณป้าก็เปลี่ยนแปลงไป เธอได้รับการชักชวนจากพี่ชายของเธอ “พี่นิด” “ชายหนุ่มใจหญิงที่ทำงานคร่ำหวอดในวงการแฟชั่น ชักชวนมณฑารพไปเป็นนางแบบถ่ายโฆษณาให้ร้านเสื้อผ้าชื่อดัง ” เพนนี” ที่มีเจ้าของเป็นสาวสวยไฮโซร่ำรวยชื่อ เพ็ญพรรณิน

ที่นั่นทำให้มณฑารพได้พบกับ ‘เวหน’ ชายหนุ่มที่มีบุคลิกภายนอกเหมือนหนุ่มสำอางที่มีรสนิยมตามอาชีพดีไซเนอร์ที่ทำงานเป็นทั้งลูกจ้างและหุ้นส่วน ช่วยงานสไตลิสต์ คอยดูแลเรื่องการถ่ายทำแฟชั่นเพื่อโฆษณาร้าน และเป็นเพื่อนสนิทกับเพ็ญพรรณิน รวมทั้งเป็นชายหนุ่มที่เพ็ญพรรณินอยากได้ แต่ไม่เคยได้

แต่ชีวิตที่เคยอยู่แต่ในกรอบ เมื่อออกมาสู่โลกภายนอกในการทำงานหาเลี้ยงตัวไม่ใช่โลกที่สวยงามและปลอดภัย มณฑารพต้องผ่านเรื่องราวมากมายที่เธอไม่อาจคาดคิดมาก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปตามชะตากรรม เธอจะเติบโตและได้เรียนรู้

•••••••••••••••

ตอนที่ชอบ •••

เป็นตอนที่พระเอกช่วยนางเอกจากการถูกมอมเหล้าแล้วพาเข้าม่านรูด

เวหนยืนเท้าสะเอวมองร่างที่ฟุบคอพับคออ่อนอยู่ในรถอย่างหมั่นไส้แกมเวทนาอยู่ครู่ใหญ่ อยากจะทิ้งไว้ในรถทั้งคืนให้ยุงหามเสียให้เข็ด

แต่ใจไม่แข็งพอที่จะทำเช่นนั้น พรุ่งนี้ได้สติขึ้นมาหล่อนคงมีอาการสะบักสะบอมอยู่อีกหลายชั่วโมงกว่าจะพยุงสังขารกลับบ้านไปได้ แล้วจะมีปฏิกิริยาฉันใดต่อเขาก็ยังไม่รู้เลย แต่ช่างเถอะเรื่องนั้น เขาไม่วิตกนัก เพราะตัวเขาเองไม่ได้มีเกียรติยศหน้าตาหรือเงินทองประการใดพอที่จะกลัวการสูญเสียไปในเรื่องน่าทุเรศทุรังทำนองนี้

ตัวของหล่อนเบากว่าที่เขาคิด แต่นับว่าหนักพอสมควร เมื่อเขาต้องเป็นฝ่ายพาขึ้นบันไดสูงชันไปจนถึงชั้นที่สอง ผมกระจายยุ่งเหยิงลงมาปรกหน้าตาของหล่อนจนหมด แถมเลื้อยรุ่ยร่ายอยู่บนไหล่และเสื้อเนื้อต่วนสีกุหลาบจางที่ยับเยินเลอะเทอะ ความสวยอย่างน่าพิศวงเมื่อตอนค่ำติดปีกบินหายไปเกือบจะไม่เหลือร่องรอยแล้ว แต่เวหนยังรู้สึกถึงหลังไหล่อันลาดเนียนราวกับรูปปั้นและผิวอ่อนละมุนเหมือนแพรที่สวมอยู่ ขณะแนบชิดอยู่กับทรวงอกของเขาเมื่ออุ้มหล่อนขึ้นบันไดไปชั้นบน

พอรู้ตัว เขารีบปัดความคิดประหลาดที่แวบเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นให้กระเจิดกระเจิงออกไปโดยเร็ว

••••••••••••••••

โปรยปกหลัง

ในชีวิตของคนทุกคน
ต่างก็มีจุดเริ่มต้น และจุดสุดท้ายเหมือนๆ กัน
คือเกิดและตาย
แต่ช่วงจังหวะชีวิตของคนทุกคนนั้น
มีลีลาที่แตกต่างกันมากมาย
อาจจะมีส่วนคล้ายกันบ้าง
ก็ตรงที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่า
เหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเองบ้าง
•••••
ความอดทนและความเข้มแข็งเท่านั้น
ที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดได้ในสังคม…
“เพลงพรหม” นวนิยายสะท้อนชีวิตที่ยืนหยัด
อยู่ท่ามกลางโลกแห่งความผันแปร

••••••••••••••

เพลงพรหม : ว.วินิจฉัยกุล
ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก โดยสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร พ.ศ. 2522
ปกภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า
ราคาปก 215 บาท
จำนวนหน้า 610 หน้า

•••••••••••••••
❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

วังดอกหญ้า – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 51

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

นวนิยายเรื่อง ‘วังดอกหญ้า’ เป็นนวนิยายเล่มบางๆ ไม่หนามาก เป็นผลงานนวนิยายขนาดสั้นในยุคแรกของผู้เขียน และใช้นามปากกาว่า “วัสสิกา”

เคยอ่านข้อมูลจากร้านหนังสือเก่า พบว่าฉบับพิมพ์ครั้งแรกในนามปากกาว่า “วัสสิกา” นั้นเป็นฉบับปกแข็งที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โชคชัยเทเวศร์ เมื่อราวปี 2523 ต่อมาสำนักพิมพ์เพื่อนดีนำกลับมาพิมพ์ใหม่โดยใช้นามปากกา ว.วินิจฉัยกุล

หลังอ่านจบก็คิดว่าสนุกดี และคิดว่าถ้าผู้เขียนเขียนขยายเพิ่มเติม จะยิ่งเพิ่มความสนุกขึ้นได้อีกมาก

ชื่อเรื่อง ‘วังดอกหญ้า’ หมายถึงบ้านของนางเอก ‘ดวงเทียน’ ที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของตึกสูงและธุรกิจมากมายที่เติบโตตามเศรษฐกิจ

ดวงเทียนอาศัยอยู่ในบ้านเก่าบนที่ดินราวสองไร่ ที่แวดล้อมไปด้วยรั้วต้นไม้หนาทึบในซอยธุรกิจย่านถนนสุขุมวิทตอนต้นๆ กับคุณตาคุณยาย ที่ดินนี้คือน้ำพักน้ำแรงที่คุณตา ‘นายเหรียญ ส่งดี’ อดีตนายอำเภอ ข้าราชการบำนาญ ที่เก็บหอมรอมริบไว้ตลอดชีวิต เป็นบ้านเป็นมรดกให้หลานสาว ทุกคนในครอบครัวใช้ชีวิตอย่างสมถะ ดวงเทียนทำงานเป็นครู ขับรถเก่าๆ และช่วยคุณยายทำขนมไทยหลายชนิดไปขายที่ตลาด

เจ้าสัวโภคา เจ้าของธุรกิจและโรงแรมขนาดใหญ่หน้าปากซอย เจ้าสัวเป็นพ่อของพระเอก ‘เอกรถ’ ที่มีบ้านหลังมหึมาตามสไตล์เศรษฐีใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้าม และพยายามติดต่อซื้อที่ดินบ้านน้อยฝั่งตรงข้าม คุณตาของนางเอกก็ไม่ยอมขาย

เรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อเจ้าสัวสั่งทนายประจำตระกูลให้หาทุกวิธีเพื่อที่จะให้ได้ที่ดินผืนนี้มา และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว การโกหก หลอกลวง การใช้กลอุบายเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินผืนงาม โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ

และที่สำคัญทำให้ดวงเทียนได้พบกับเอกรถ ลูกชายเจ้าสัวโภคา เพื่อนในวัยเด็กอีกครั้ง

เมื่ออ่านจบ ความรู้สึกโดยรวมก็ค่อนข้างชอบมาก ติดใจอยู่ที่ว่านิยายเล่มบางๆ ผู้เขียนไปเน้นประเด็นชายหนุ่มที่เข้ามาหลอกลวงเพื่อซื้อที่ดินมากไปหน่อย เลยทำให้รู้สึกยังไม่จุใจ อยากให้มีเรื่องราวของพระเอกนางเอกมากกว่านี้ค่ะ

••••••••••••••

ตอนที่ประทับใจ

เอกรถยิ้มอย่างขันๆ อยู่ในหน้า เมื่อมองสตรีสาวผู้นั่งสงบเสงี่ยมอยู่หน้าโต๊ะทำงานเขา
“เชิญนั่งที่เก้าอี้นี่ดีกว่า คุณดวงเทียน” เขาเรียกชื่อหล่อนอย่างไม่ติดขัด แล้วลุกขึ้นเป็นเชิงเชื้อเชิญหล่อน ให้ไปนั่งที่เก้าอี้รับแขกในห้องนั้น

เมื่อครู่ใหญ่นี้เอง พนักงานจากค็อฟฟี่ช็อปของโรงแรมมารายงานว่า มีคนต้องการพบเขาแจ้งชื่อเสียงเรียงนามเสร็จ แถมด้วยรายละเอียดว่า
“มากินแล้วไม่จ่ายเงินค่ะ บอกว่าลืม จะให้แจ้งตำรวจเลยไหมคะ?”

ชื่อของหล่อนนั้นเอกรถจำได้ดี เขารีบตอบไปว่า
“อย่า ผมรู้จัก เชิญให้เธอมาพบผมที่ออฟฟิศได้เลย”

ไม่กี่นาทีต่อมา หล่อนก็มานั่งตัวลีบอยู่ตรงหน้าเขา ก้มหน้านิดๆ เป็นโอกาสให้เขาสังเกตหล่อนตามสบาย

เขาจำเค้าหน้าหล่อนได้ดี นับแต่เห็นเมื่อวันหล่อนมาซื้อขนมที่โรงแรม ก่อนหน้านี้เขาเห็นหล่อนเพียงแวบๆหลายครั้ง เวลาเขาผ่านบ้านหล่อน แต่ความที่อยู่แบบชาวกรุงเทพฯ คือต่างคนต่างอยู่แม้หลังคาบ้านแทบจะเกยกันก็ตาม ทำให้เขาไม่มีโอกาสจะไปวิสาสะกับหล่อนได้

นอกจากนั้น ชีวิตของเขาไม่เคยมีเวลาว่าง พอจะเถลไถลได้ถึงขนาดนั้น… คือขนาดที่เด็กชายเอกรถเมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยมี

“สบายดีหรือ คุณ” เขาถามอดีตเพื่อนเล่นด้วยเสียงเป็นกันเอง “คุณตาคุณยายล่ะ”

“สบายดีค่ะ” หล่อนตอบรวมไปด้วยคำเดียว
“ผมไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญหรอกเรื่องนั้น” เอกรถว่า “ถือเสียว่าผมขอเลี้ยงเพื่อนเก่ามื้อหนึ่งก็แล้วกัน”

ดวงเทียนหน้าแดง
“ดิฉันขอโทษ…ดิฉันสะเพร่ามาก เคราะห์ดีที่นึกถึงชื่อคุณเอกรถขึ้นมาได้ ไม่งั้นป่านนี้คงแย่แล้วค่ะ”

“ไม่มีใครเขาทำอะไรคุณหรอกฮะ แขกของเรามีบ่อยๆ ที่ลืมเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผม” เขาปลอบหล่อน

“เขาไม่ยอมให้ดิฉันกลับไปบ้าน บังเอิญที่บ้านก็ไม่มีโทรศัพท์เสียด้วย” หล่อนพูดอ่อยๆ “ไม่งั้นก็โทรศัพท์บอกคุณยายได้

“อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่ไปเลย ผมบอกแล้วไงว่าขอเลี้ยงเพื่อนเก่า…ขนมวันนั้นเป็นยังไงบ้าง อร่อยไหม” เขาเปลี่ยนเรื่อง

หล่อนนึกอยู่เป็นครู่ จึงได้นึกออก
“อร่อยค่ะ วันนั้นดิฉันก็ทำให้คุณเอกรถอดขนมไปมื้อหนึ่งแล้ว”

“ผมไม่ค่อยชอบขนมหวานนักหรอก ชอบพวกผลไม้มากกว่า เคยไปกินที่บ้านคุณเสียลงท้องเลย จำได้ไหม”

ดวงเทียนยิ้ม เอกรถรู้สึกว่าหล่อนยิ้มได้สวย เพราะฟันของหล่อนสวยเรียงเรียบราวกับสร้อยไข่มุก ความจริงหล่อนไม่ใช่คนขาวผ่องอย่างที่นิยมกันว่าเป็นผิวคนงาม แต่ก็ไม่ใช่คนคล้ำจนดูมืด ความสดใสเต็มไปด้วยเลือดฝาดนั้น ทำให้หล่อนเปล่งปลั่งชวนมองไม่จืดตา

ใครหนอตั้งชื่อหล่อนว่าดวงเทียน…ออกจะสมตัว เอกรถนึกถึงเปลวเทียนที่ใสสว่าง อบอุ่นแจ่มใสอยู่ในความมืด แสงเทียนนั้นดูแจ่มแจ้งแต่ก็ละมุนละไมชวนฝัน ไม่บาดตาอย่างแสงไฟฟ้า ทำให้ทุกอย่างที่ต้องแสงเทียนดูสวยซึ้งอย่างประหลาด…ดวงเทียนก็มีลักษณะคล้ายอย่างนั้นนั่นเอง

••••• ตอนนี้เป็นตอนที่นางเอกนัดชายหนุ่มคนหนึ่งที่เข้ามาติดพัน มาที่ค็อฟฟีช็อปโรงแรมของพระเอก นางเอกเล่นละครตบตาเพื่อจับความจริงว่านายคนนั้นตั้งใจมาล่อลวงเรื่องที่ดินมรดก แล้วผู้ชายคนนั้นก็เผยธาตุแท้ ทิ้งนางเอกไว้โดยไม่จ่ายเงินค่าเครื่องดื่ม แล้วนางเอกก็มัวแต่เครียดเรื่องเล่นละคร จึงเผลอลืมหยิบกระเป๋าสตางค์ติดตัวมา ไม่มีเงินจ่ายค่าเครื่องดื่ม แล้วนึกถึงพระเอกที่เคยพบกันในวัยเด็ก เป็นเพื่อนเล่นที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้าม แล้วหลังจากนั้นห่างเหินกันไปนานเป็นสิบปี

ฉันชอบอ่านช่วงที่ผู้เขียนบรรยายความคิดของพระเอกที่มีต่อนางเอกในทุกเรื่อง รู้สึกว่ามันเป็นคำอธิบายของชายหนุ่มที่บรรยายถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวของหญิงสาวที่ประทับใจได้หลากหลายแปลกใหม่และน่าสนใจแตกต่างกันไปในแต่ละเรื่อง เป็นความชอบความประทับใจส่วนตัวที่อธิบายไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะ…

•••••••••••••••

โปรยปกหลัง

สิ่งที่หายากที่สุดสำหรับยาจก คือเงินทองที่จะเลี้ยงชีวิต
สิ่งที่หายากที่สุดสำหรับคนเห็นแก่ตัว คือความรู้จักพอ
สิ่งที่หายากที่สุดสำหรับผู้ตกอยู่ในความทุกข์ คือความสุข
และ สิ่งที่หายากที่สุดสำหรับเศรษฐี คือ เวลา ความสุข และความรู้จักพอ

•••••••••••••••

วังดอกหญ้า : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์ครั้งแรกในนามปากกา “วัสสิกา” โดนสำนักพิมพ์โชคชัยเทเวศร์ เมื่อปี 2523
สำนักพิมพ์เพื่อนดี นำมาตีพิมพ์ครั้งที่ 4 ในนามปากกา ว.วินิจฉัยกุล เมื่อปี 2542
ปกภาพประกอบคือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ มิถุนายน 2552
ภาพปก : ฟารุต สมัครไทย
ราคาปก : 180บาท
จำนวนหน้า 246 หน้า

•••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

มาลัยสามชาย – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 50

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เรื่อง “มาลัยสามชาย” น่าจะเป็นเรื่องเดียวที่ฉันตามอ่านตั้งแต่ลงพิมพ์ในนิตยสาร ‘พลอยแกมเพชร’ โดยส่วนตัวไม่อยากตามทีละตอน เพราะบางทีมันขาดตอนเพราะใจร้อน เลยตัดใจไม่อ่าน รอพิมพ์รวมเล่มแล้วค่อยซื้อ

แต่เรื่องนี้ไม่รู้ไปพลาดเผลออ่านตอนไหน อ่านแล้วก็ติดหนึบ อาการอาจจะหนักหรือพอๆ กับ ‘ยศ’ ที่ติดสาวเสน่ห์จัดจ้านถึงพริกถึงขิงอย่าง ‘ ทองไพรำ’

ชื่อเรื่อง ‘มาลัยสามชาย’ ก็เป็นดั่งที่โปรยไว้ในคำนำหนังสือว่า
“ผู้หญิงคนหนึ่ง…เปี่ยมด้วยรูปสมบัติและคุณงามความดี เธอ…ผู้เป็นที่รักใคร่ชื่นชอบรอบด้านทั้งญาติมิตรและคนในครอบครัว แต่กลับมีดวงชะตาให้ตัองผ่านพบกับความพลิกผันในชีวิต … วิถีทางเดินของชีวิตทำให้เธอต้องสวมมาลัยคล้องใจกับชายสามคน

“ลอออร” หญิงสาวผู้ประสบชะตากรรมทั้งสุขและทุกข์ในช่วงต่างๆ ตลอดชีวิตของเธอ อะไรที่นำความแปรเปลี่ยนมาสู่เธอถึงเพียงนี้…อาจจะเริ่มขึ้นมาจากตัวเธอ หรือจากผู้หญิงอีกคนหนึ่ง หรือ…จากผู้ชายของเธอเอง…

นวนิยายเรื่องนีได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่น จากการประกวดหนังสือดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2541 นอกจากรางวัลยืนยันแล้ว ฉันจำได้ว่าตอนนำบทประพันธ์เรื่องนี้มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ในปี 2553 ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยผู้จัดละคร พิถีพิถันทั้งเรื่องบทละครและดารานำแสดง เรื่องนี้คนดูได้กำไร เพราะได้ชมฝีมือพระเอกมากความสามารถถึง 3 คน ประกบนางเอกหนึ่งเดียว อ้อม – พิยดา จุฑารัตนกุล ผู้รับบท “ลอออร วรพันธ์”

ส่วนสามีทั้งสามได้แก่

บท ‘ยศ พลาธร’ สามีคนแรก ที่รับบทโดย กัปตัน ภูธเนศ หงษ์มานพ
บท “นายพันเอกพระยาโยธาบดี สามีคนที่สอง ที่รับบท โดย สหรัถ สังคปรีชา
บท “เจ้าดิเรกรุจ” สามีคนที่สาม ที่รับบทโดย ยุกต์ ส่งไพศาล

•••••••••••••

ตอนที่ประทับใจ

ในความเงียบเหงาของวันเวลา 2-3 วันถัดจากที่อดีตสามีผลุนผลันกลับไป ลอออรรู้สึกตะครั่นตะครออย่างไรพิกล

เธอไม่คิดว่ายศจะเก็บความผิดหวังกลับไปซ่อนตัวเงียบ ไม่เยี่ยมกรายมาให้เห็นอีก เขาอาจจะยอมแพ้คนได้ทั้งโลก แต่เขาจะไม่มีวันยอมแพ้เธอผู้ที่เขาถือว่าเป็นสมบัติของเขามาก่อน

ถ้ายศกลับมาชี้หน้ากราดเกรี้ยวด่าประจาน หรือปราดไปฟ้องแม่สามีเธอ อาจจะทำให้เธอโล่งใจกว่านี้ เพราะรู้ว่าอย่างมากเขาก็ทำได้แค่นี้เอง แต่ความเงียบเหมือนลมสงัดนิ่งก่อนเกิดพายุสลาตันกระหน่ำ เธอมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่ายศจะหาวิธีอย่างไหนมาเอาชนะ

เธอมองออกอย่างหนึ่งว่า คนอย่างยศเขลาในเรื่องที่ไม่น่าจะเขลา แต่ก็เก่งพอจะทำสิ่งผาดแผลงพิศดารได้ในเรื่องที่ไม่น่าจะทำ ข้อหลังนี่เป็นความวิตกกังวลของเธอ

เพื่อระงับความฟุ้งซ่าน ภาวนาให้เจ้าดิเรกรุจลงจากเมืองเหนือมาโดยเร็วที่สุด อย่างหนึ่งที่พอยึดเหนี่ยวได้คือทำงานไม่ให้มือและสมองอยู่ว่างทั้งวัน

ลอออรหาเวลาทำความสะอาดห้องทำงานของพระยาโยธาบดีเอง เมื่อสามีจากไป ห้องนี้ก็ปิดเอาไว้เฉยๆ นานหลายปี ไม่มีผู้ใดเคลื่อนย้ายข้าวของ

โต๊ะทำงาน ตู้หนังสือ ตู้กระจกวางของใช้และเครื่องหมายยศ ตลอดจนเหรียญตราที่เคยได้รับพระราชทาน วางอยู่บนพื้นกำมะหยี่อย่างมีระเบียบ ทุกอย่างขัดถูจนขึ้นเงา ไม่ปล่อยให้คร่ำหมอง ชุดเครื่องแบบและหมวกของเขาก็พับเก็บไว้ในตู้มุมห้อง ภาพถ่ายในกรอบเงินตั้งเรียงบนหลังตู้ใบเตี้ย ซึ่งเป็นที่เก็บของสะสมหลายอย่าง ภายในตู้ ของใช้ประจำตัวอย่างอาวุธปืน ที่เขาสะสมไว้ จัดเก็บในกล่องเรียงเป็นระเบียบ

ภาพวาดสีน้ำมันบนผนังยังคงมีสีสันแจ่มใสราวกับเพิ่งวาดได้ไม่นาน บางครั้งที่ลอออรเหงาหรือไม่สบายใจ เธอจะเข้ามาในห้องนี้ เงยหน้าขึ้นมองดูรูป ในตอนนั้นเธอจะรู้สึกว่าพระยาโยธาบดีไม่ได้อยู่ห่างไกลนัก เขายังคอยเฝ้ามองเธอด้วยความห่วงใยไม่เสื่อมคลายจากดินแดนแห่งสุคติ

วันนี้ เธอมาหาเขาอีกครั้ง พร้อมด้วยพวงมาลัยดอกพุดขาวนวล ทิ้งชายกุหลาบหนูสีแดงเล็กๆ สามดอก วางลงบนพานแก้ว บนหลังตู้ ใต้ภาพของเขา

“พี่เทพ ดิฉันตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าภายหน้าจะเป็นอย่างไร จะขอไปครองคู่กับเจ้าดิเรกรุจ เขาคงจะดูแลดิฉันและหนูเล็กได้ พี่เทพไม่ต้องเป็นห่วง ดิฉันรักเจ้ารุจอย่างหญิงสาวรักชายหนุ่ม ปรารถนาคู่เคียงและคู่ครองอย่างมนุษย์ปุถุชน แต่ในหัวใจดิฉัน พี่เทพจะอยู่ที่เดิมเสมอ ไม่มีใครมาแทนที่ได้ ถ้าเราได้พบกันอีกในชาติหน้า ขอให้ดิฉันได้ภักดีต่อพี่เทพยาวนานจนแก่เฒ่า อย่าได้ด่วนจากกันเร็วอย่างชาตินี้เลย”

สายตาพระยาโยธาบดีมองลงมาจากในภาพ ด้วยแววขรึมแต่อบอุ่น ลอออรเงยหน้ามองสามี เธอระบายลมหายใจยาว

“โปรดคุ้มครองหนูเดชด้วย ถึงตอนปิดเทอมดิฉันจะลงมาอยู่กับลูก หากคุณแม่อนุญาต และโปรดคุ้มครองดิฉัน อย่าให้พี่ยศตามรังควานดิฉันได้สำเร็จ

เธอหลับตาลง สำรวมจิตใจให้เป็นสมาธิ ไม่คลอนแคลนด้วยความหวั่นไหวอย่างเมื่อครู่ เมื่อลืมตาอีกครั้ง ลอออรรู้สึกเข้มแข็งขึ้นกว่าเมื่อก่อน

ชีวิตเธอก็ผ่านความทุกข์โศกและความประหวั่นพรั่นพรึงมาหลายครั้งแล้ว ไม่น่าจะมีสิ่งใดเลวร้ายยิ่งกว่านี้ เธอตระหนักว่าความกลัวไม่ช่วยอะไรได้ มีแต่ทำให้อ่อนแอลง

•••••ฉันชอบตอนนี้เพราะบรรยายได้ครบถ้วนถึงความรู้สึกของลอออรที่มีต่อสามีทั้งสามของเธอ•••••

••••••••••••••••••

มาลัยสามชาย : ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารพลอยแกมเพชร ปี พ.ศ. 2547-2550
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ศรีสารา พ.ศ.2550
ภาพปกประกอบเรื่องนี้คือปกฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 4
พิมพ์แบบ 2 เล่มจบ เมื่อเดือนกันยายน 2552
ภาพปก : สุขุมาล เล็กสวัสดิ์
ออกแบบปก : สารัตน์ วงศาโรจน์
ราคาปกเล่ม 1 : 280 บาท
ราคาปกเล่ม 2 : 280 บาท
จำนวนหน้ารวม 2 เล่ม : 779 หน้า

•••••••••••••••
❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

บทเพลงแห่งคิมหันต์ – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 49

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

นวนิยายเรื่องบทเพลงแห่งคิมหันต์เรื่องนี้เป็นนวนิยายเล่มบางๆ แนวไพรัชนิยายใช้ฉากในต่างประเทศ และผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่อง รัตนาวดี ของ ว ณ ประมวญมารค ในการเขียนเรื่องนี้

บทเพลงแห่งคิมหันต์ เป็นจดหมายและบันทึก เรื่องราวของ น้องคิม คิมหันต์ หญิงสาวที่เลิกรากับแฟนที่คบกันมาตั้งแต่มัธยม เป็น puppy love ที่ไปต่อไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจบินมาเรียนดนตรีต่อที่อังกฤษ

ทำให้ได้พบกับ พี่โอม ข้าราชการสถานทูตไทย น้องชายของอาจารย์ที่ปรึกษาของคิมหันต์

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวการท่องเที่ยวก่อนที่คิมหันต์จะเริ่มเรียน มีพี่โอมเป็นไกด์ มีพี่คมจักร พี่ชายคิมหันต์เป็นเพื่อนร่วมเที่ยว และมีความวุ่นวายจากแฟนเก่าของทั้งคู่ตามมาป่วนทริป

เล่มบางๆ มีภาพสีและขาวดำประกอบ เป็นภาพสถานที่ท่องเที่ยวตามเนื้อเรื่องอ่านเพลินแบบเบาๆ น่ารักค่ะ

ตอนที่ประทับใจ

เป็นตอนหนึ่งจากจดหมายที่พี่โอม เขียนถึงพี่เอื้อย พี่สาวที่เป็นอาจารย์ของคิมหันต์

…ผมเดินไปตามทาง มีร้านเล็กๆ หน้าตาเหมือนในหนังย้อนยุคเกี่ยวกับวันคริสต์มาสอยู่สองข้างทาง เป็นส่วนหนึ่งของ Shanklin Old Village โชคดีเดินไม่กี่นาทีก็เจอคนที่ผมอยากเจอเดินเอื่อยๆ หยุดยืนหน้าร้านขายตุ๊กตาแบบโบราณ ท่าทางเพลิดเพลินกับวินโดว์ช็อปปิ้ง ก็เลยเดินเข้าไปหา

เราถ่ายรูปกันนิดหน่อยแถวนั้น เพราะพรุ่งนี้จะเดินเที่ยวกันอีก แล้วผมก็ชวนคิมเดินไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน กะว่าพอให้พ้นผู้คนจอแจเต็มถนนเสียก่อนแล้วค่อยคุยกัน

เราไปหยุดในสวนสาธารณะ ในตอนนั้นโคมเริ่มเรืองแสงขึ้นตามส่วนต่างๆ พราวพร้อยเหมือนแสงหิ่งห้อย มีคอนเสิร์ตกลางแจ้งในฤดูร้อนให้ฟังได้ด้วย ได้ยินเสียงเพลง Violin Concerto in D ของไชคอฟสกี้แว่วมาตามลม ท่อนแรกกลายมาเป็นทำนอง ‘ม่านไทรย้อย’ ที่ขึ้นต้นว่า …ลืม…ลืมหมดแล้วหรือไร…แสงจันทร์ที่เคยเป็นใจ…หลบบังม่านไทรย้อยกิ่ง…ไงครับ ท่วงทำนองโรแมนติกเอาการ ผมก็เลยถือโอกาสดีจะเริ่มเรื่องโรมานซ์ครั้งสุดท้ายบ้าง

ผมหาทางเต็มที่ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ให้มันฟังนุ่มนวล ในที่สุดก็คิดว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าเล่าเรื่องรินกับผมให้ฟังย่อๆ แล้วสรุปว่ามันจบเบ็ดเสร็จแล้ว ไม่มีอะไรมากกว่าเป็นเพื่อนกัน ถึงตอนนี้รินจะไม่เข้าใจ อีกหน่อยก็จะเข้าใจเอง

“แล้วทำยังไงถึงจะเรียกว่าเข้าใจเองล่ะคะ” คิมย้อนถามผม
“ผมก็จะบอกรินว่าผมอยากเริ่มตันใหม่ กับใครอีกคนที่ผมสนใจมากกว่า”

คิมอึ้งไปเลยเมื่อได้ยิน คงนึกไม่ออกว่าจะถามอะไรต่อ ผมก็เลยพูดต่อ

“คิมน่าจะดูออกว่าใครนะ ที่น่าสนใจ”
ตอนนั้นมืดแทบมองไม่เห็นหน้ากัน แต่ผมดูออกว่าคิมทำหน้าเขินๆ

“เดาว่าไม่ใช่พี่คมค่ะ”

ผมไม่ทันนึกว่าคิมจะเฉไฉไปแบบนี้ ก็เลยระเบิดหัวเราะออกมา รู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากนั้น…รวบรัดก็แล้วกันนะครับพี่เอื้อย จะให้เล่าละเอียดผมก็ลำบากใจเหมือนกัน คนมันไม่ใช่พระเอก จะสวมบทนานก็เก้อเปล่าๆ

ผมบอกคิมตรงๆ ว่าผมพ้นวัยหลงรักผู้หญิงสวยแต่นิสัยเป็นไงไม่คำนึงถึงมาแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าเราคบหากันได้ยืดยาว นิสัยใจคอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นว่าคิมไม่สวย คิมเป็นผู้หญิงสวยและน่ารัก มีสิ่งที่ผมชอบที่สุด คือนิสัยง่ายๆ ตรงไปตรงมา เป็นธรรมชาติ ผมเป็นคนซีเรียส ผมจึงชอบคนมีอารมณ์สนุก ผมชอบผู้หญิงที่ไม่เอาแต่ใจ (หมายเหตุ : ถึงแม้จะงอนอยู่วันหนึ่งผมก็มองข้ามไปได้ เพราะผมเดาได้ว่าคิมงอนเพราะอะไร)

สิ่งที่เป็นอุปสรรคคืออายุผมมากกว่าคิมตั้ง 10 ปี ผมไม่แน่ใจว่าคิมมองว่าผมเป็นรุ่นอาวุโสเกินไปหรือเปล่า เพราะหญิงสาวในวัยคิมมักจะชอบผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมากกว่า

เมื่อผมพูดตามตรง คิมก็ตอบตามตรงเหมือนกัน

“เรื่องอายุ คิมไม่เห็นสำคัญ ถ้าจะให้คิมตอบ คิมก็ขอตอบว่า เรายังมีเวลาศึกษากันอีกเยอะ คิมต้องเรียนหนัก คุณโอมก็ทำงานอยู่คนละเมืองไกลกันมาก ไม่ค่อยได้พบกัน ถ้าไม่เปลี่ยนใจก็ดีไป แต่ถ้าวันหนึ่งเราพบว่าเปลี่ยน ก็ยังเหลือความรู้สึกดีๆ ต่อกันได้”

ลูกศิษย์พี่เอื้อยตอบเก่งไหมครับ น่าจะเป็นนักการทูต ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่รับคำให้ผูกมัดตัวเอง ผมเองเสียอีกรู้สึกว่าตัวเองใจร้อนกว่าเยอะเลย เพราะผมคิดว่าผู้หญิงแบบคิมนี่แหละที่ผมแสวงหามานาน

ฝากกราบคุณพ่อคุณแม่ด้วย อย่าเพิ่งเล่าเรื่องคิมให้ฟังล่ะครับ ถ้าอะไรๆ เป็นไปอย่างที่คิด ผมอาจจะได้กลับไปเที่ยวบ้านในปีหน้าแล้วพาคิมไปด้วยให้ท่านเห็นหน้าชัดๆสักที”

รักและคิดถึง
โอม

•••ฉันชอบตอนนี้ที่เป็นการเล่าเรื่องบอกรักผู้หญิงแบบง่ายๆตรงๆ สไตล์ผู้ชาย ให้พี่สาวที่สนิทฟัง

แล้วเมื่อพลิกหนังสือไปอีกในหน้าถัดๆไป เป็นบันทึกส่วนตัวของคิมหันต์ในเรื่องเดียวกันที่เล่าเรื่องนี้

เธอเริ่มต้นบันทึกคำแรกว่า กรี๊ดดดดดดดด!!!!!!!! ได้เป็นนางเอกแย้ววววว…กรี๊ดดดดด!

ครั้งแรกที่อ่านถึงหน้านี้ ฉันอดอมยิ้มออกมาไม่ได้ ฉันชอบอารมณ์ขันในนวนิยายเรื่องนี้มาก ยิ่งตอนที่ยกมานี้ ในบันทึกของคิมหันต์ ใช้ภาษาแบบเด็กวัยรุ่นรำพึงรำพันในสมุดบันทึก ซึ่งอ่านแล้วขำและรู้สึกเอ็นดูพระนางเรื่องนี้มาก

นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องราวเบาๆ อ่านคลายเครียด อ่านแล้วยิ้มตาม พร้อมๆกับท่องเที่ยวไปด้วยค่ะ

••••••••••••••

โปรยปกหลัง

ผมชุ่มชื่นใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเราจูงมือไปด้วยกัน เสียงเพลงและฤดูร้อนยังคงติดตามไปทุกย่างก้าวเมื่อมีคิมอยู่ใกล้ๆ อย่างวันนี้

ความรักเป็นอย่างนี้เองนะครับ ทำให้ไม่รู้สึกอ้างว้างอยู่ไปวันๆ ในโลกสีเทาอย่างเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว แต่มีกำลังใจที่จะหวัง และสร้างสิ่งดีร่วมกันให้เราสองคนสำหรับพรุ่งนี้

ขอบคุณพี่เอื้อยและโชคชะตา ที่บันดาลให้ผมได้พบฤดูร้อนของชีวิตจากตัวของคิม

••••••••••••••

บทเพลงแห่งคิมหันต์ : ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ. 2545 – 2546
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี ในเดือนกรกฎาคม 2546
ปกภาพประกอบเรื่องคือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3
โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ เดือนธันวาคม 2552
ภาพปก : สุขุมาล เล็กสวัสดิ์
ออกแบบปก : สารัตน์ วงศาโรจน์
ราคาปก 200 บาท
จำนวนหน้า 217 หน้า

••••••••••••••
❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

เมืองมธุรส – แก้วเก้า หนังสือที่รักเล่มที่ 48

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เมื่อเราจินตนาการเป็นตัวละครในนิยาย ได้พบเจอพระเอกในฝัน แล้วก็หลงรักเขาแบบที่หลงรักชายหนุ่มในโลกจริงๆ

นวนิยายเรื่อง เมืองมธุรส ของ แก้วเก้า เล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่รับมรดกตกทอดเป็นบ้านเก่ารุ่นปู่ทวดที่มีเรื่องเล่าเก่าแก่ว่าเสาเอกต้นใหญ่ของบ้านเป็นไม้เก่าที่มียันต์เก่าคร่ำคร่าที่ลงอาคมไว้ อย่าได้เอาออก และใครก็ตามที่เป็นเจ้าของบ้านมีสิทธิ์ขออะไรก็ได้ แล้วปู่ก็ขอให้ครอบครัวลูกหลานอยู่บ้านนี้อยู่สบาย ไม่ร้อนไม่หนาว อย่ามีขโมยขโจรหรือเหตุร้ายใดๆล่วงล้ำเข้ามา

นางเอกของเรื่องคือ ดาดาว อยู่อย่างมีความสุขมาจนถึงปัจจุบัน เธอมีพี่สาวอีกคนก็แต่งงานไปอยู่ต่างประเทศ ทิ้งเธออยู่ตัวคนเดียว ใช้ชีวิตราบเรียบ ทำงานเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย

ชีวิตราบเรียบเปลี่ยนไปเมื่อพบกับ วุธา เจ้าของ “เมืองมธุรส” วินเทจ วิลเลจ หมู่บ้านย้อนยุคสำหรับนักท่องเที่ยว เขามีโอกาสเห็นบ้านเก่าของดาดาว ก็ติดต่อขอซื้อไปประกอบใหม่ใน “เมืองมธุรส”

วันที่ทำพิธีลงเสาเอก ดาดาวก็อธิษฐานอยากกลับไปอยู่ในอดีต และในที่สุดดาดาวก็ได้กลับไปสู่อดีตจริงๆ แต่เป็นอดีตและเรื่องราวในนวนิยายเล่มโปรดของเธอคือ “ความผิดครั้งแรก” และ “ชัยชนะของหลวงนฤบาล” ที่ประพันธ์โดย “ดอกไม้สด”

เป็นนวนิยายที่อ่านได้เรื่อยๆ ส่วนตัวชอบแนวนิยายของนามปากกา ว.วินิจฉัยกุล มากกว่า เรื่องแนวแฟนตาซี อ่านสนุกเป็นบางเรื่อง

สำหรับเรื่องนี้แปลกใหม่ที่การสร้างตัวละครซ้อนลงไปในนวนิยายที่มีอยู่อีกเรื่อง

ตามรายละเอียดในคำนำที่ให้ไว้ว่า นวนิยายเรื่องนี้มีที่มาจาก 2 แห่ง

แห่งแรกคือนำตัวละครในนวนิยายของ “ดอกไม้สด” จาก “ความผิดครั้งแรก” และ “ชัยชนะของหลวงนฤบาล” มาเป็นตัวละครในนวนิยายเรื่องนี้

แห่งที่สองคือนำบรรยากาศจากภาพถ่ายเก่าๆ ของกรุงเทพฯ ในอดีต เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีก่อน มาเป็นฉากพื้นหลัง

ส่วนชื่อ “เมืองมธุรส” ได้แรงบันดาลใจจากเพลงเก่า “แดนมธุรส” ทำนองและเนื้อร้องของศิลปินอาวุโสผู้ล่วงลับ คุณสมยศ ทัศนพันธ์

หลังจากอ่านไปได้สักพัก แม้ว่าผู้เขียนจะได้ลงเรื่องย่อของนวนิยายทั้งสองเรื่องมาประกอบไว้ในส่วนหน้าก่อนเข้าเนื้อเรื่องแล้วก็ตาม แต่อาจเป็นเพราะฉันไม่เคยได้อ่านและทำให้ไม่มีความรู้สึกร่วมมากเท่าไหร่กับเรื่อง

ส่วนตัวละครเมื่อกลับมาสู่ชีวิตจริงโดยความเห็นส่วนตัวก็คิดว่าความผูกพันหรืออารมณ์ร่วมกับตัวละครไม่ค่อยลึกซึ้งมากมายเท่าเรื่องอื่นๆ อาจเป็นเพราะไปเน้นในฉากย้อนอดีต ที่ไม่ค่อยอิน ทำให้ตัวละครดาดาวกับวุธา มีรายละเอียดความสัมพันธ์น้อยเกินไป อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว แต่คนอื่นอาจจะชอบก็ได้นะคะ

โปรยปกหลัง

“ลุงขา ลุง” หล่อนร้องเรียกเมื่อกระหืดกระหอบไปถึงตัว
“ขอโทษนะคะ หนูขอถามหน่อยค่ะ บ้านนี้บ้านใครคะ”
ชายผู้นั้นเหลียวมองหล่อน สีหน้าแปลกใจนิดหน่อย ไม่มากนัก
เขายิ้มมองเห็นฟันดำเป็นมัน แต่ก็ดูสะอาดเรียบร้อย
“บ้านของท่านข้าหลวงจังหวัดนครสวรรค์ คุณหลวงนฤบาลบันเทิงขอรับ”
ดาดาวบีบมือตัวเอง เขย่าๆ ไปมาเหมือนเด็กดีอกดีใจ
“โอ๊ย! ใช่ด้วย ใช่จริงๆ นึกแล้วไม่ผิด อยู่ในนิยายของ “ดอกไม้สด” นี่เอง
“ขอประทานโทษ คุณมาจากไหน ถามหาบ้านคุณหลวงนฤบาล มีธุระหรือขอรับ”
“โอ๊ะ!” หญิงสาสนึกได้ก็รีบตอบ
“ไม่มีธุระค่ะลุง หนู…เอ่อ…มาจากบ้านตรงข้ามนี้เองค่ะ
อีกฝ่ายมองตรมมือหล่อนชี้ เขาถามด้วยสีหน้าฉงน
“อยู่บ้านตรงข้ามแค่นี้เอง ไม่รู้จักท่านข้าหลวงหรือขอรับ”

•••••••••••••

เมืองมธุรส : แก้วเก้า
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์อรุณ ในเดือนตุลาคม 2561
ภาพปกประกอบเรื่องเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สองในเดือนและปีเดียวกัน
โดยสำนักพิมพ์อรุณเช่นเดิม
ออกแบบปก : ดวงหทัย มิตตอุทิศชัยกุล
ภาพปก : สุรเดช แก้วท่าไม้
ราคาปก 495 บาท
จำนวนหน้า 490 หน้า

•••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

กลับไปสู่วันฝัน – แก้วเก้า หนังสือที่รัก เล่มที่ 47

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

นวนิยายเรื่องนี้เพิ่งมีละครฉายทางทีวีเมื่อไม่นาน แต่ว่าฉันอ่านจบก่อนดู เลยตัดสินใจไม่ดูละคร เพราะช่วงหลังฉันว่าละครทีวีเอาบทประพันธ์ไปปรับบทเยอะเกิน และดารานำก็ไม่ได้น่าสนใจหรือดึงดูดพอให้อยากดู

นวนิยายเรื่องนี้เป็นแนวดราม่าแฟนตาซี เรื่องราวของพิมพ์ฉัตร หญิงสาวลูกคนโตที่ต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัว เสียสละชีวิตวัยสาวและความรักเพื่อทุ่มเทให้กับครอบครัว เมื่อมีความรัก ชายหนุ่มที่เข้ามาในชีวิตก็ล้วนแต่สร้างความผิดหวังและทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองนั้นไร้ค่า

เปิดเรื่องมาในช่วงชีวิตที่พิมพ์ฉัตรหมดภาระรับผิดชอบที่ตนเองแบกบนบ่ามานานหลายปี เธอก็หวนคิดถึงความรัก ความฝันในวัยเยาว์ และปรารถนากลับไปสู่วันเก่าๆ

เส้นทางชีวิตพัดพาให้เธอได้สวมแหวนวิเศษ เป็นแหวนที่เป็นสมบัติตกทอดมาจากบรรพบุรุษของครอบครัวมาลินดา มารดาของดาวิน ชายหนุ่มที่เริ่มจากความสัมพันธ์ฉันท์มิตรที่เข้าใจในตัวเธอ ความสัมพันธ์นี้พัฒนาต่อเนื่องมาจนท้ายสุดกลายมาเป็นเพื่อนชีวิต

แหวนวิเศษนี้ให้พรกับผู้สวมใส่ให้ขออะไรก็ได้หนึ่งอย่าง คำขอจะได้ผลอยู่หนึ่งปี และขอได้ครั้งเดียว

ในคืนที่พิมพ์ฉัตรทุกข์ใจจนแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เธอได้พบกับมาลินดา แล้วมาลินดาก็ช่วยเหลือเธอด้วยการสวมแหวนวิเศษวงนั้นให้พิมพ์ฉัตร

เช้าวันรุ่งขึ้น พิมพ์ฉัตรก็ได้ประจักษ์ถึงมหัศจรรย์ของแหวน เมื่อร่างสะท้อนในกระจกที่เธอเห็น ไม่ใช่ตัวเอง กลับกลายเป็นร่างสวยงามของหญิงสาววัยเปล่งปลั่ง ไม่ใช่สาวใหญ่วัยร่วงโรยอย่างที่ตนเองเป็น และสุดท้ายเธอก็เลือกแอบอ้างใช้ชีวิตเป็นหลานสาวตัวเองที่ชื่อ ‘มะปราง’

เรื่องราวหนึ่งปีต่อจากนั้นคือการพิสูจน์ใจคน โดยเฉพาะชายหนุ่มหลายคนที่เข้ามาในชีวิต ภายใต้ร่างใหม่ และความมหัศจรรย์ของแหวน ก็ทำให้ชีวิตพิมพ์ฉัตรไม่เหมือนเดิม

ฉันอ่านจนจบก็คิดว่า ดีว่าเป็นแนวแฟนตาซีในนามปากกา‘แก้วเก้า’ นะคะ เพราะถ้าเป็นเรื่องแนวสัจนิยม หรือชีวิตจริงๆ นางเอกเราน่าจะผ่านเรื่องราวที่ทำให้ชีวิตสะบักสะบอมเกินไป

ตอนที่ประทับใจ ส่วนใหญ่ฉันชอบบันทึกตอนที่เป็นอารมณ์ความรู้สึกรักของตัวละครเอกเก็บไว้อ่านแล้วมีความสุขค่ะ

เสียงกริ่งขัดจังหวะความคิด ปกติค่ำมืดแล้วลูกค้ารู้ดีว่าเธอปิดร้าน ไม่ต้อนรับใคร ใครหนอมาหาในตอนนี้?

เธอแทบไม่เชื่อตาตนเอง เมื่อเห็นดาวินยืนอยู่ ไม่มีร่ม แสงไฟหน้าบ้านกระทบเสื้อผ้าเปียกชื้น แสดงว่าวิ่งฝ่าฝนลงจากรถยนต์

“ตายแล้ว เปียกทั้งตัว เข้ามาซีคะ” เธอผลักประตูกว้างขึ้น ให้อีกฝ่ายเข้ามาโดยเร็ว

ดาวินเข้ามายืนเคว้งคว้างอยู่ในห้องเหมือนทำอะไรไม่ถูก พิมพ์ฉัตรกุลีกุจอไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาให้เขาเช็ดผมและเช็ดหน้า ถามเขาว่า

“คุณดาวินคงเพิ่งกลับจากกรุงเทพ”

“ครับ ขับรถมา พอพ้นลำปางก็เจอฝนหนัก ตกมาตลอดทางจนถึงเชียงใหม่”

เขาดึงห่อของเล็กๆที่หนีบไว้ใต้แขนมาส่งให้เธอ อธิบายว่า
“ของฝาก ถ้าไม่แวะเสียวันนี้ อาจไม่เจอกันอีกหลายวัน”

“โอ๊! ขอบคุณมากค่ะ”

เธอเปิดห่อของออก พบว่าข้างในคือผ้าพันคอผืนใหญ่ทำด้วยไหมเนื้อเนียนสีฟ้าอ่อน ริ้วลายสีกลมกลืนกันดูเก๋แบบไม่ฉูดฉาดบาดตา ดาวินเข้าใจเลือกได้ถูกใจ

กล่าวขอบคุณอย่างจริงจัง พร้อมกับสังเกตว่าสีหน้าคนพูดอ่อนระโหยเช่นเดียวกับท่าทาง ทำให้นึกขึ้นได้ ก็รีบเก็บผ้าพันคอ ถามว่า

“ถ้างั้น คุณดาวินคงยังไม่ได้ทานอาหารเย็น ใช่ไหมคะ”

“ผมตั้งใจจะแวะร้านอาหาร แต่ฝนตกหนักในเมือง ก็เลย…”

อีกฝ่ายลุกขึ้นอย่างฉับไว บอกว่า

“เดี๋ยวหนึ่งไปชงชาร้อนๆ มาให้ รออาหารเย็นสักครู่เดียวละค่ะ”

ไม่กี่นาทีต่อมา ดาวินก็นั่งลงตรงหน้าจานบรรจุไข่สีเหลืองผัดฟูกับแหนมเจียวใหม่ๆ กำลังร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมหวน อีกจานหนึ่งคือจอผักกาด อุ่นมาร้อนๆ เช่นกัน

“หนึ่งล่ะ?” ผู้เป็นแขกถาม

“หนึ่งทานข้าวตั้งแต่หกโมงเย็นค่ะ เรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่ต้องห่วง” เธอนั่งลงตรงข้ามเขา รินน้ำเลื่อนแก้วส่งให้

ที่จริงทั้งสองไม่ได้พูดกันมาก แต่การนั่งอยู่ด้วยกันสองคน ต่างคนต่างก็รู้สึกตรงกันว่า มีใครๆอีกคนอยู่เป็นเพื่อนก็ยังดีกว่านั่งอยู่ตามลำพังในคืนเย็นชื้น มีสายฝนพรำอยู่ไม่ขาดสายนอกหน้าต่าง

ดาวินเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน เมื่อข้าวและกับข้าวหมดเกลี้ยงไปแล้วทั้งสองอย่าง เขาดื่มน้ำส่งท้ายจนหมดแก้ว สีหน้าค่อยแช่มชื่นขึ้น

“ขอบคุณมาก อาหารอร่อยจัง ผมไม่รู้ตัวว่าหิวข้าว จนกระทั่งกินเข้าไปคำแรกนี่แหละ”

พิมพ์ฉัตรหัวเราะออกมาได้ เธอบอกเขาอย่างกันเองว่า
“คุณดาวินไปนั่งดูโทรทัศน์ก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวหนึ่งจะชงกาแฟไปให้”

ฝนขาดเม็ดแล้ว แต่ไอชื้นเย็นยังโชยผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง ดาวินนั่งดื่มกาแฟเงียบๆ อยู่อึดใจ ก็เอ่ยขึ้นว่า

“หนึ่งเห็นด้วยไหม มีคนนั่งกันอยู่สองคนก็ดีกว่านั่งอยู่คนเดียว บางครั้งผมนั่งอยู่คนเดียว ก็เผลอนึกว่าแม่ยังอยู่ในห้องข้างล่าง แต่จะเล่าอะไรให้แม่ฟังก็ไม่ได้เสียแล้ว”

พิมพ์ฉัตรก้มศีรษะเห็นด้วย เธอเข้าใจความรู้สึกนี้จากประสบการณ์ตัวเอง
“เมื่อแม่ของหนึ่งเสียไปใหม่ๆ หนึ่งก็รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน เป็นปีแน่ะค่ะกว่าหนึ่งทำใจอยู่บ้านคนเดียวได้ น้องๆ เขาแยกบ้านไปหมดแล้ว”

ดาวินดื่มกาแฟพลาง มองเจ้าของบ้านพลาง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมีแววตรึกตรอง แต่ก็ปนยิ้มๆในที

“หนึ่งกับผมคิดอะไรตรงกันหลายอย่าง ผมคงไม่เหงาถ้าหากว่ามีใครคนหนึ่งที่นิสัยเข้ากันได้ พูดจากันเข้าใจ อยู่เป็นเพื่อนกันสองคน”

พิมพ์ฉัตรเริ่มรู้สึกสะกิดใจ แต่เธอก็ถามทีเล่นทีจริง

“คุณดาวินพูดราวกับว่านะหาใครสักคนไปอยู่ที่บ้านด้วย”

“ใช่แล้ว”

“เพื่อเป็น…” เธอเว้นจังหวะ ผ่อนลมหายใจ เมื่อนึกได้ว่าดาวินอาจจะต้องการแม่บ้านช่วยดูแลบ้านให้เขา ” แม่บ้าน แบบเดียวกับพเยาว์หรือหนึ่งเคยทำน่ะหรือคะ”

ดาวินหัวเราะออกมาเต็มเสียง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเปล่งประกาย ริ้วรอยบนดวงหน้าเขาคลายลง จนทำให้เหมือนชายหนุ่มอ่อนกว่าวัยจริงสักสิบปี

“พระเจ้า! ผมเริ่มต้นไม่เข้าท่าจริงๆ ด้วย ถ้าต้องการคนทำงานบ้านผม ก็คงไปบอกคนจัดหางานมากกว่ามาบอกหนึ่ง…”

เขาเว้นระยะอย่างตั้งใจ ก่อนพูดต่อด้วยเสียงเนิบๆ หากเอาจริงเอาจังขึ้น

“ผมไม่ใช่เด็กหนุ่มๆ ที่ฝันถึงเรื่องรักโรแมนติก ในวัยนี้ผมอยากมีเพื่อนรู้ใจ พูดกันรู้เรื่อง มีความเห็นสอดคล้องกัน พอจะอยู่กันไปได้จนแก่ลงไปด้วยกัน ผมคิดว่าหนึ่งคือผู้หญิงคนนั้น”

ถ้าเธอไม่เชื่อหูในตอนแรก ตอนนี้พิมพ์ฉัตรก็ยิ่งไม่อยากจะเชื่อยิ่งขึ้นไปอีก เห็นสีหน้างงงัน ดาวินก็รู้ใจ เขาตอบยิ้มๆ

“หนึ่งจะให้คำตอบผมเมื่อไหร่ก็ได้นะ ไม่ต้องเดี๋ยวนี้ ผมไม่รบเร้าจะเอาคำตอบให้ได้ คุณคงต้องใช้เวลาตัดสินใจ”

พิมพ์ฉัตรรวบรวมสติได้แล้วตอนนั้น เธอกลั้นหายใจ คำถามหลายๆคำถามวิ่งวนไปมาในสมอง แต่เท่าที่พูดออกมาก็คือ

“หนึ่งเพียงแต่สงสัย…คุณดาวินจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ดีกว่าหนึ่ง ก็ทำได้ หนึ่งไม่มีอะไรเลย…”

เธอกวาดสายตาไปรอบห้องแคบๆ แม้จัดไว้โปร่งตาเป็นระเบียบ แต่มันก็คือทาวน์เฮ้าส์แคบๆ ไร้ความโอ่อ่าอยู่ดี

“หนึ่งอายุมาก ไม่สวย ไม่รวย ความรู้ก็น้อย ไม่คู่ควรกับคุณดาวินเลยสัก…”

ดาวินเอื้อมมือมาใช้นิ้วแตะริมฝีปากคนพูดไว้ จนเสียงพูดหายไปในลำคอ เขาทำหน้าขรึม

“ผมจะเป็นคนตัดสินเองว่าคุณเป็นยังไง อย่าตัดสินตัวเองในทางลบ คนอื่นดูถูกคุณ คุณห้ามเขาไม่ได้ แต่คุณอย่าดูถูกตัวเองเป็นอันขาด”

น้ำตาเอ่อขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว น้ำเสียงของดาวินจริงใจ จนทำให้พิมพ์ฉัตรอยากจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น เธอกลืนน้ำตาลงไป ตอบเสียงเครือ

“ขอบคุณที่เตือนสติหนึ่งให้คิดได้ค่ะ”

“เรื่องใหญ่ๆ หนึ่งคิดได้ ผมรู้ ไม่งั้นชีวิตหนึ่งก็จบลงแบบเดียวกับย่าเอลก้า…”

ดาวินปล่อยให้เสียงขาดไป ไม่พูดต่อ เขายิ้มให้เธออย่างแจ่มใสเมื่อวางมือลงบนบ่าทั้งสองข้าง

“ผมชอบคุณ คุณเป็นนักต่อสู้ชีวิต กล้าเดินหน้า แต่ก็ยอมถอยเมื่อถึงเวลาถอย ทำให้ผมรู้ว่าเมื่อคุณตัดสินใจเดินไปกับผม ไม่ว่าจะเจอชีวิตแตกต่างมากขนาดไหน คุณก็รับมันได้”

เขายิ้มให้เธออีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มล้อเลียน ที่ทำให้พิมพ์ฉัตรรู้สึกเหมือนเธอคุ้นเคยกับเขามาตลอดชีวิต

“ผมชักรู้สึกว่าคุณคงไม่ต้องใช้เวลานาน ในการตัดสินใจเสียแล้วซี”

•••••••••••••••

โปรยปกหลัง

สองชายยืนกันอยู่คนละมุม ชายหนึ่งคือความฝันในอดีตที่ละลายหายไปนานแล้ว แต่กำลังจะกลับคืนมาอีก หากว่าเธอก้าวออกจากจุดนี้ไปหาเขาได้สำเร็จ

ส่วนอีกชายหนึ่งคือฝันสุดเอื้อมในปัจจุบัน บัดนี้ เธออาจจะเอื้อมถึง หากว่ามีโอกาสมากกว่านี้สักนิด

เธอจะทำฉันใดถึงจะแบ่งภาคออกไปได้ทั้งสองทาง

เธอมีเวลาแค่หนึ่งปีเท่านั้น ทำทุกนาทีให้มีค่า มีความหมายที่สุด เพราะโอกาสนี้จะไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว

น้ำตาร่วงลงมาหยดหนึ่ง อย่างไม่ทันจะรู้เนื้อรู้ตัว พิมพ์ฉัตรปาดมันออกไป
ลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ

ฉันจะกลับไปทำความฝันให้สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

•••••••••••••••

กลับไปสู่วันฝัน : แก้วเก้า
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ปี พ.ศ. 2556 – 2557
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ เมื่อเดือนมีนาคม 2557
ปกภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2
โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2557
ภาพปก-ออกแบบ : ฟารุต สมัครไทย
ราคาปก 330 บาท
จำนวนหน้า 468 หน้า

•••••••••••••••
❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

เรือนนพเก้า – แก้วเก้า หนังสือที่รักเล่มที่ 46

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

นวนิยายเรื่อง ‘เรือนนพเก้า’ ที่เป็นชื่อเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวของเรือนไทยโบราณริมแม่น้ำนครไชยศรี เป็นเรือนไทยเก้าห้อง ผู้เขียนจึงตั้งชื่อว่าเรือนนพเก้า

ในคำนำ ผู้เขียนเล่าว่าได้ความคิดของชื่อนี้มาจากไอเดียของ ศจ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ที่กล่าวขึ้นกับผู้เขียนระหว่างเยี่ยมชมพระราชวังบางปะอินร่วมกัน

เรื่องนี้มีตัวละครหลักสำคัญของสองโลก

โลกวิญญาณ คือ ผอบแก้ว วิญญาณที่ติดอยู่ในบ้านมาเป็นร้อยๆปี เป็นวิญญาณที่ถูกพันธนาการด้วยความผิดที่เธอกระทำร่วมกับชายหนุ่มในอดีตอีกสามคนคือ เจ้าคุณรัชดาปริวรรต เขม และ นล

โลกมนุษย์ คือ เมฆ นิชา สองหนุ่มสาวหลานคุณยายบุญทิพย์ เจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ทั้งคู่ที่ได้เข้ามาอยู่ในเรือนหลังนี้ เพื่อให้ผอบแก้ว เลือกว่าใครควรจะเป็นเจ้าของเรือนนพเก้าหลังนี้ต่อไปหลังจากคุณยายบุญทิพย์ไม่อยู่แล้ว

มีเรื่องราวความรักความหลังของผอบแก้ว ที่ทำให้วิญญาณเธอยังไม่ไปไหน

อ่านเพลินสนุกเหมือนทุกเรื่องของอาจารย์ค่ะ

ส่วนตัวชอบช่วงบรรยายตัวละครในภาคอดีตของคุณยายบุญทิพย์สมัยยังสาว ได้พบกับสามีคือคุณทรง ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน และเข้าใจผิดว่าวิญญาณของผอบแก้ว คือภรรยาคุณทรง

ตอนที่ประทับใจ

ลัดเลาะจากสวนไปสู่เขตบ้านของชายหนุ่ม มองไม่เห็นเขา คิดว่าคุณทรงคงไปอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ บุญทิพย์รอจนเห็นบริวารคนหนึ่งเดินอยู่ไวๆ ก็ร้องเรียกแล้วส่งจดหมายให้ ตัวเองก็ยืนรออยู่แถวนั้นอย่างกระสับกระส่าย

ระหว่างรอ มองบ้านโบราณของคุณทรงโดยไม่ได้ตั้งใจ แสงสีส้มของสนธยาอาบบ้านนั้นดูงามปลั่ง ยิ่งกว่าในเวลาเช้าหรือบ่าย หน้าต่างบางบานเปิดอยู่ แต่ส่วนใหญ่ปิด คงมีห้องหับหลายห้องที่ปิดไว้เฉยๆ สายตาของหญิงสาวแลเรื่อยขึ้นมองหน้าต่างเล็กๆ ใต้หลังคาโดยไม่ได้ตั้งใจ

บานหน้าต่างนั้นเปิดอยู่ ดวงหน้าหญิงสาวหนึ่งเยี่ยมมองลงมา
จะด้วยอะไรก็ตาม บุญทิพย์รู้สึกว่าสายตาคมหวานนั้น หลังจากมองจับอยู่ครู่หนึ่ง ก็มีแววบอกความเป็นมิตร รอยยิ้มงามราวกับดอกบัวแย้ม คลี่ออกให้เห็น ทำให้หญิงสาวอดที่จะยิ้มตอบไม่ได้
“แม่ทิพย์”
เพราะมัวแต่มองหล่อน จึงไม่ทันสังเกตว่าเจ้าของบ้านเดินมาถึงตัวเมื่อไร บุญทิพย์สะดุ้งจนตัวลอย เหลียวมาก็เห็นคุณทรงยืนมองด้วยสายตาพิศวง
“ยืนตะลึงมองอะไรอยู่?”
ดีแล้ว ถามอย่างนี้ตรงเป้าดี ไม่ต้องพูดอ้อมค้อมเกรงอกเกรงใจกันให้เสียเวลา บุญทิพย์ตอบอย่างอาจหาญ

“มองผู้หญิงของคุณค่ะ ในเมื่อคุณมีภรรยาแล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะมาสู่ขอดิฉันไปไว้ในฐานะอะไร”

คุณทรงมองหน้าหญิงสาว ด้วยสายตาประหลาดเหมือนอย่างที่เคยมอง ทำให้ผู้ถูกมองเริ่มเคือง เป็นความเคืองที่กลบเกลื่อนความผิดหวัง โดยที่บุญทิพย์เองก็ไม่รู้ตัว

“ฉันยังไม่มีเมียนะ แม่ทิพย์”
“แต่คุณก็ไม่มีพี่สาว น้องสาว หรือญาติผู้หญิงอยู่ในบ้าน ! แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นอะไรกับคุณ”
“ผู้หญิงคนไหน?”
ด้วยความโกรธที่เห็นเขายังปากแข็ง บุญทิพย์ชี้มือไปที่บานหน้าต่างใต้หลังคา พบว่ามันปิดสนิทในยามนั้น
“ผู้หญิงคนที่อยู่ตรงหน้าต่างใต้หลังคาอย่างไรล่ะคะ เมื้อกี้ยังมองดิฉันอยู่เลย”
“หน้าต่างใต้หลังคา!” คุณทรงทวนคำ “หน้าต่างนั้นปิดตายมานานแล้วนี่”

••••••••••••••

……แล้วคุณทรงก็พาบุญทิพย์ขึ้นไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา ผู้เขียนบรรยายบรรยากาศห้องที่ปิดตายเต็มไปด้วยความอับทึบและฝุ่นละออง สุดท้ายเปิดเผยเรื่องราวของภาพเก่าแก่ในกรอบรูป คุณทรงอธิบายเพียงว่าเป็นภาพเก่าแก่ของลูกสาวเจ้าของเดิมของบ้านหลังนี้ เป็นวิญญาณวนเวียนอยู่ในบ้าน จะปรากฏให้เห็นก็แต่เฉพาะคนบางคนเท่านั้น

นับตั้งแต่นั้นเมื่อบุญทิพย์แต่งงานกับคุณทรง ก็จัดการดูแลห้องใต้หลังคาห้องนั้นให้สะอาดซ่อมแซมอย่างดี แล้วจุดธูปอธิษฐานถึงผอบแก้ว แล้วทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวัน แต่ก็แปลก เพราะหลังจากบุญทิพย์สมรสกับคุณทรง เข้ามาอยู่ในบ้าน ผอบแก้วก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย

••••••••••••••

โปรยปกหลัง

แหวนที่อยู่ในหีบนั้นเอง แหวนนพเก้าอีกวงหนึ่ง
รูปทรงเป็นเกล็ดคล้ายลำตัวงูขดเป็นวง
หัวแหวนแผ่ออกคล้ายพังพานงูใหญ่
เรียงลำดับด้วยเพชรและพลอยอีกแปดชนิด
เก่าหมองหลังจากถูกเก็บไว้ในหีบฝังไว้นานค่อนศตวรรษ
มันถูกเก็บอยู่ในนั้นตามคำสั่งของพระยารัชดาปริวรรตต่อทนายหน้าหอ
ให้ฝังอาภรณ์ทุกชนิกที่เขาเคยมอบให้ภรรยาไว้ใต้เรือนนพเก้า
เป็นการฝังความทรงจำ และความหลังไว้ในเรือนหลังนั้นตลอดกาล
ตลอดเวลา ผอบแก้วไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า แหวนทั้งสองที่ผูกพันเธอไว้
วงหนึ่งถูกนลส่งคืนไปให้อดีตคู่หมั้นของเธอแล้ว
และอีกวงหนึ่ง ฝังไว้ในเรือนที่พันธนาการดวงวิญญาณของเธอนั้นนั่นเอง

••••••••••••••

เรือนนพเก้า : แก้วเก้า
พิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ. 2540-2542
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2542 โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ปกภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 เดือนธันวาคม พ.ศ.2550
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก : ฟารุต สมัครไทย
ออกแบบปก : สารัตน์ วงศาโรจน์
ราคาปก 280 บาท
จำนวน 412 หน้า

••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ร่มไม้ใบบาง – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 45

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

ความจริงฉันอ่านนวนิยายเรื่อง ร่มไม้ใบบางจบตั้งแต่ซื้อมาใหม่ๆเมื่อปีก่อน หลังจากไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่เมืองทองธานี อ่านรวดเดียวเพราะเพลิดเพลินกับเนื้อหาและการเดินเรื่องชีวิตหญิงสาวคนหนึ่งตั้งแต่วัยเด็กจนแต่งงานมีครอบครัว มีลูก

น้ำเย็น ลูกสาวชาวสวนผักแถวตลิ่งชัน ที่ชีวิตเปลี่ยนเพราะหลวงพ่อที่วัดทำนายทายทักและแนะนำให้พ่อแม่น้ำเย็น ยกลูกให้คนอื่นเลี้ยง จะแก้เคล็ดที่เจ็บออดๆแอดๆ ตั้งแต่เล็ก

แล้วน้ำเย็นจึงได้ไปเติบโตในบ้านริมคลองศรีมหาสวัสดิ์ ที่มีคุณหลวง และคุณนายสงวนเป็นผู้อุปการะเธอนับตั้งแต่น้ำเย็นอายุได้ 8 ขวบ

ชีวิตในบ้านคุณหลวง น้ำเย็นถูกเลี้ยงแบบบ่าวรับใช้ส่วนตัวของลูกสาวคนเล็กของคุณหลวง ที่เอาแต่ใจและกดขี่น้ำเย็นแบบคนใช้

ในบ้านมีคุณกลาง ลูกชายคุณหลวงที่ใจดีและทำให้น้ำเย็นชื่นชมเขา จนเมื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ก็เปลี่ยนมาเป็นความรัก

ชีวิตน้ำเย็นระหกระเหินเมื่อถึงวัยสาว เพราะคุณหลวงผู้อุปการะ แทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่กับร่องกับรอย กลับกลายเป็นบ้าตัณหา พยายามจะปล้ำน้ำเย็น สุดท้ายน้ำเย็นก็ต้องระหกระเหินหนีกลับมาอยู่บ้าน และเริ่มต้นชีวิตที่เป็นของตัวเอง

เรื่องนี้มีตัวละครหลักฝ่ายชายสองตัวละคร คือคุณกลาง และเรียว
คนหนึ่งเป็นรักแรก ตามความฝันของหญิงสาวในวัยที่ยังมองความรักแบบภาพที่สวยงาม

อีกคนเป็นรักครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่ร่วมชีวิตจนแก่เฒ่า พบเจอกันในวัยที่เป็นผู้ใหญ่ มีเหตุมีผล มากกว่าอารมณ์หลงใหลล้วนๆ

นวนิยายเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ชอบ และอยากบันทึกการอ่าน และคัดลอกตอนสำคัญในเรื่องที่ชอบมาลงประกอบไว้

••••••••••••••••

ตอนที่ประทับใจ

ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง ในแบบที่หญิงสาวไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนด้วยซ้ำ วันนั้นเขาชวนหล่อนไปกินอาหารญี่ปุ่นกันสองคน เลือกห้องเป็นส่วนตัวไม่ปะปนกับแขกอื่นๆ เรียวกับหล่อนเคยไปกินอาหารค่ำกันทุกเดือน จนน้ำเย็นไม่นึกว่าเป็นโอกาสพิเศษ

หลังจากเล่าเรื่องอะไรเบาๆ ไปเรื่อยๆ อย่างอารมณ์ดี เรียวก็เริ่มเล่าถึงตัวเอง

“ผมมีข้อเสียหลายอย่าง อย่างแรกคือผมชอบทำงาน”

“ชอบทำงาน มันเป็นข้อเสียตรงไหนคะ” น้ำเย็นท้วงขำๆ

“ชอบมากไง ทำงานทั้งวัน บางทีต่อทั้งคืน เขาเรียกอะไรนะ..บ้างาน ใช่แล้ว ผมบ้างาน บางทีก็ทำงานจนลืมเรื่องอื่นๆ แฟนเคยโกรธผมมาก เพราะเขาเตรียมฉลองวันเกิดให้ผม แล้วผมมัวอยู่ออฟฟิศ ลืมไปเลย”

“ก็น่าโกรธละค่ะ แล้วเรียวทำไงล่ะ”

“ก็รับผิด ฟังเขาบ่นไปจนหยุดไปเอง แล้วพาเขาไปเที่ยวที่เขาชอบ จบไปที อีกเรื่องคือผมเป็นคนใจร้อน ผมทนไม่ได้ถ้าเจอคนมาช้า ทำอะไรๆช้าไม่ทันใจ ผมมีระเบียบ ไม่ชอบห้องรก ไม่ชอบคนขี้เกียจแล้วอ้างว่าทำตัวสบายๆ”

น้ำเย็นอมยิ้ม มองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเหมือนมองคนสมัครเข้าทำงานใหม่อธิบายคุณสมบัติตัวเอง

“อีกเรื่องคือผมไม่ใช่คนโรแมนติก พูดหวานๆไม่เป็น คุกเข่าขอแต่งงานใครไม่เป็น แฟนเก่าผมบอกว่าผมเป็นผู้ชายน่าเบื่อ แต่เขาคบผมเพราะผมไม่กะล่อน จนกระทั่งเราเลิกกันไปเอง”

“เอาละ รู้ข้อเสียแล้ว เรียวมีข้อดีไหมคะ”

“ถ้าผมแต่งงาน ผมมี 2 คำ คือเชื่อใจกับรับผิดชอบ” อีกฝ่ายตอบโดยไม่เสียเวลาคิด

“เมียผมเชื่อใจผมได้ ผมไม่เจ้าชู้ เพราะผมเกลียดเรื่องยุ่งยากที่จะตามมา ถ้าอยู่กันไม่ได้ จะด้วยอะไรก็ตาม ผมจะขอหย่าก่อน”

หญิงสาวก้มศีรษะนิดหนึ่งเป็นเชิงรับรู้
“มีอะไรอีกไหมคะ”

“ผู้หญิงที่อยู่กับผม ผมขออย่างเดียวคือซื่อสัตย์ ถ้าเห็นคนอื่นสำคัญกว่าผม เราก็อยู่กันไม่ได้”

น้ำเย็นเสียวปลาบในใจ เมื่อได้ยินคำว่า “เห็นคนอื่นสำคัญกว่า” ก็มิใช่เพราะคุณกลางเห็นแม่และพี่น้องสำคัญกว่าหล่อนหรอกหรือ สายใยรักจึงต้องขาดสะบั้นด้วยมือของเขาเอง

อารมณ์สะเทือนใจวูบขึ้นมา ทำให้จับความไม่ได้ว่าเรียวพูดอะไรต่อจากนั้น จนเห็นสายตาเขาจ้องมาแน่วแน่ เหมือนจะขอคำตอบ หญิงสาวจึงถามงงๆ
“ว่าไงนะคะ”

“ตกใจหรือแปลกใจ” เรียวย้อนถาม หัวเราะอย่างอารมณ์ดี แต่ก็เขินๆ

“ถามอีกทีก็ได้ อย่างผม…เย็นคิดว่าผมดีพอหรือเปล่า”

น้ำเย็นไม่ใช่ผู้หญิงที่ฝันหวานล่วงหน้าถึงฉากขอแต่งงานแสนโรแมนติกก็จริง แต่หล่อนก็ไม่เคยนึกว่าเรียวจะใช้คำสั้นๆว่า “ดีพอ” เขาคงไม่รู้ว่าคำนี้กระแทกใจหล่อนเต็มแรง เป็นคำแรงกล้าพอจะทำให้ขอบตาร้อนผ่าว หยาดน้ำออกมาคลอเต็มตาอย่างไม่ทันรู้ตัว ก่อนจะร่วงลงมา

“อ้าว!” เรียวอุทาน น้ำเสียงทั้งขำและยุ่งยากใจ “ผมพูดอะไรผิด หรือเย็นฟังผิด”

น้ำเย็นกระพริบตาถี่ๆ กล้ำกลืนน้ำตา นึกโมโหตัวเองที่อ่อนไหวเกินไปจนไม่ได้เรื่อง หล่อนยิ้มให้เขา เต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ

“ถ้าเรียวคิดว่าเย็นดีพอ เย็นก็เห็นคุณ…ดีเกินพอเสียอีกสำหรับเย็น”

………

ฉันประทับใจฉากขอแต่งงานฉากนี้มาก มันเป็นบทสนทนาง่ายๆ ที่ธรรมดาเหมือนทุกบทสนทนาของผู้คนในชีวิตจริง ในความเรียบง่ายในตัวตนของตัวละคร และผู้เขียนก็บรรยายได้ประทับใจจนฉันคิดว่า

ในชีวิตจริงๆของคนเรา นอกจากความรักความชอบที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกความสัมพันธ์แล้ว ความเข้าใจในตัวตนของกันและกันนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เส้นทางที่ตัดสินใจเดินร่วมกันต่อไปนั้นไปได้ยาวนานเท่านาน

เพราะทั้งคู่ต่างยอมรับตัวตนที่แท้ของกันและกัน พร้อมจะเป็นร่มไม้ใบบังให้กันและกันไปจนสุดทาง

เป็นนวนิยายแนวรักในชีวิตจริงที่คุ้มค่าในการอ่านค่ะ

••••••••••••••

โปรยปกหลัง

เขามองหล่อนยิ้มๆ อีกครั้ง
“แล้วคิโยะล่ะครับ ถ้าเป็นคุณ คุณจะตัดสินใจยังไง”
น้ำเย็นนิ่งคิดอยู่อึดใจ ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง
“เมื่อก่อนฉันนึกว่ามันมีแต่คำว่ารักกับไม่รัก
รักคือ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่รักก็ 0 เปอร์เซ็นต์
เอาเข้าจริงไม่ใช่ รักจริง แต่รักมากหรือรักน้อย ถ้ารักไม่มากพอ
เจออุปสรรคก็ผ่านไม่ได้ ถ้าฉันเป็นคิโยะ ฉันจะถือว่าอินจินรักฉันไม่มากพอ
ฉันก็ไม่ไปตามเขาละ ฉันยังมีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีงานในโรงเตี๊ยมต้องทำ
ชีวิตยังมีอะไรดีๆให้ทำอีกมาก ฉันคงจะไม่ยอมตายอย่างคิโยะหรอกค่ะ”
สายตาอีกฝ่ายบอกความพอใจมากขึ้นอีก เขายิ้ม พยักหน้ารับเป็นเชิงเห็นด้วย
“คิโยะน่าจะได้ฟังคุณนะ”
“แหม! ไม่ดีหรอกค่ะ คิดแบบฉันก็อดเป็นตำนานซีคะ”

••••••••••••••

ร่มไม้ใบบาง : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์ครั้งแรกเดือนตุลาคม 2562
ปกภาพประกอบคือฉบับพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อรุณ
ภาพปก : ฟารุต สมัครไทย
ออกแบบ : ดวงหทัย มิตตอุทิศชัยกุล
ราคาปก 395 บาท
จำนวนหน้า 348 หน้า

••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

เทวาพาคู่ฝัน – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 44

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เช้านี้ฉันตื่นขึ้นอย่างสะลึมสะลือ เมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย เหตุเกิดจากไปเริ่มอ่านนวนิยายตอนบ่าย สนุกติดพันจนวางไม่ลง อ่านยาวรวดเดียว กว่าจะได้นอนก็หลังเที่ยงคืน

นวนิยายเรื่องที่ว่าคือ “เทวาพาคู่ฝัน” ของ ว. วินิจฉัยกุล นักเขียนในดวงใจเช่นเดิม

“เทวาพาคู่ฝัน” เป็นนวนิยายเล่มต่อจากเรื่อง “ราตรีประดับดาว” ที่เป็นเรื่องราวของความรักรุ่นพ่อแม่ ที่เขียนจากเค้าโครงเรื่องจริง

ส่วน”เทวาพาคู่ฝัน” เป็นเรื่องแต่งที่ผู้เขียนจินตนาการต่อมาถึงชีวิตรักของรุ่นลูกของแม่เกดหรือคุณหญิงเกด นางเอกจากเรื่อง “ราตรีประดับดาว”

เรื่องหลังเป็นเรื่องราวความรักของ เกดแก้ว ลูกสาวคนกลางคนเดียวของแม่เกด กับ บุรีฉัตร หลานชายคนเดียวของเจ้าจอมอำพัน ที่ถูกจับคู่ไว้โดยผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย

เรื่องราวกลับโอละพ่อเมื่อต่างฝ่ายต่างหลบเลี่ยงที่จะพบกัน เพราะไม่ต้องการถูกคลุมถุงชน สุดท้ายก็พบกันจนได้ โดยที่บุรีฉัตรถูกเกดแก้วหลอกให้เข้าใจไปเองว่าเป็นสาวชาวสวนลูกสาวนายมั่น คนเก่าแก่ของครอบครัว

ความเข้าใจผิดของบุรีฉัตรและเรื่องราววุ่นวายที่เกดแก้วต้องสวมรอยเล่นตามบทหลอกพระเอกไปจนกว่าจะรู้ความจริงในตอนท้ายนั้นทำให้ฉันสนุกสนานกับบทและเรื่องราวที่ผู้เขียนสร้างไว้

เรื่องนี้ใช้ฉากหลังเป็นช่วงเวลาราวต้นปี 2500
มีบรรยากาศคล้ายๆกับเรื่อง “ปริศนา” ของ ว.ณ ประมวญมารค มีงานเต้นรำ มีการเดินทางโดยรถไฟไปเที่ยวชายทะเลที่หัวหิน พักโรงแรมรถไฟ ประกอบกับเรื่องราวรักพาฝันแบบเบาๆ ไม่เครียดหรือดราม่าชีวิตหนักหนาเหมือนเรื่องราวรุ่นพ่อแม่ใน “ราตรีประดับดาว”

เมื่ออ่านจบก็พลันนึกไปถึงคำกล่าวที่ว่า “คู่แล้วไม่แคล้วกัน” ตลอดจน “พรหมลิขิต” หรือ “บุพเพสันนิวาส”

แนวคิดเรื่องความรักที่เกิดขึ้นของชายหญิงเช่นนี้ฉันเชื่อว่าเป็นจริง จากประสบการณ์ที่ได้พบผู้คน

แต่ชีวิตจริงหลังจากสวรรค์สรรค์สร้างจะต่อเนื่องยาวนานจนถึงสุดท้ายแห่งชีวิตหรือไม่นั้น คงต้องแล้วแต่รายละเอียดการใช้ชีวิต และจิตใจที่มีต่อความรักหนักแน่นมั่นคงได้ยาวนานเพียงใดต่างหาก

การอ่านนวนิยายของฉัน ก็เหมือนการอ่านชีวิตผู้คนที่หลากหลายนอกเหนือจากคนในชีวิตจริง เป็นความบันเทิง คลายเหงา และสร้างสุขอย่างต่อเนื่องให้กับชีวิตมายาวนานตั้งแต่ยังเด็ก

การเดินทางร่วมไปกับความฝันของผู้เขียน เป็นส่วนหนึ่งของการเติมเต็มชีวิตอีกหลายรูปแบบ ที่ในการใช้ชีวิตจริงๆของคนเราคงไม่อาจได้พบเจอประสบการณ์ได้มากถึงเพียงนั้น

และก็เหมือนเช่นชีวิตของฉันที่เริ่มวันทำงานวันแรกหลังหยุดสุดสัปดาห์ คือเป็นดั่งจักรกลตัวเล็กๆ ที่หมุนวนทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ

บนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเช้านี้ก็เป็นภาพเดิมๆที่คุ้นตา ไกลออกไปกลางแม่น้ำเป็นแพขนานยนต์ยาวเหยียดที่บรรทุกสินค้า อยู่ไม่ไกลจากนั้นเป็นเรือขนส่งสินค้าลำใหญ่ที่จอดรอเทียบท่า

สองข้างสะพานและสองฝั่งแม่น้ำเป็นตึกสูงสลับกับบ้านริมน้ำหลังเล็กหลังน้อยที่แทรกตัวอยู่ในแนวกลุ่มต้นไม้เขียวชอุ่มยาวตามริมน้ำ

บนถนนทางด่วนบนสะพานเหนือแม่น้ำเต็มไปด้วยรถที่เดินทางข้ามจากฝั่งธนบุรีไปยังกลางเมืองฝั่งกรุงเทพมหานคร

ภาพชีวิตของฉันซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ตลอดชีวิตการทำงานอันยาวนาน

มีเพียงสิ่งชุบชูใจที่เป็นกำลังใจให้ทุกเช้าอันซ้ำซากนี้ คือชายหนุ่มที่เป็นดั่งเพื่อนชีวิต นั่งข้างๆร่วมทางกันมายาวนาน

ฉันดีใจที่อย่างน้อยในชีวิตจริงได้มีโอกาสพบประสบการณ์ “เทวาพาคู่ฝัน” กับเขาบ้าง

เรื่องราวชีวิตหลังจากนี้คือการพิสูจน์ว่าชีวิตที่เทวาพัดพาให้จะเดินไปถึงสุดทางตอนจบบทสุดท้ายของชีวิตอย่างที่ปรารถนาเช่นไร

บันทึกการอ่าน เมื่อ 30 กรกฎาคม 2562

•••••••••••••

ตอนที่ประทับใจ

“เห็นแก้วแวววับที่จับจิต
ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้ถึงที่
เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี
อันมณีฤๅจะโลดไปถึงมือ
อันของสูงแม้ปองต้องจิต
ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้ฤๅ
มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ
ฤๅแย่งยื้อถือได้โดยไม่ยอม
ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง
คงชวดดวงบุปผชาติสะอาดหอม
ดูแต่ภุมรินเที่ยวบินดอม
จึงได้ออมอบกลิ่นสุมาลี”

เกดแก้วปิดหนังสือพระราชนิพนธ์ ‘ท้าวแสนปม’ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่ออ่านจบข้อความนี้ ใจแปลบปลาบอย่างไรบอกไม่ถูก ก่อนจะเก็บหนังสือเล่มนั้นลงในหีบไม้ใบใหญ่ รวมกับตำรามหาวิทยาลัยเล่มอื่นๆที่หมดความจำเป็นต้องใชอีกแล้ว

คิดว่าตัวเองเป็น ‘แก้ว’ ให้คนต้องเอื้อมถึงที่ ถ้าอีกฝ่ายเขาไม่เอื้อม ‘แก้ว’ มิต้องคิดใหม่ หาทางหล่นลงไปสู่มือเขาเองให้เขาเก็บได้ง่ายกว่านี้หน่อยหรือ?

ถามตัวเองอย่างนี้ คำตอบก็ตามมา
ถ้าเขาขี้เกียจขนาดนั้น เธอจะไปหวังได้ยังไงว่าเขาจะเชิดชูทะนุถนอมแก้วที่เขาไม่ต้องออกแรงพยายามเลยล่ะ แม่แก้ว?

คำตอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถามตัวเอง ทุกครั้งก็ได้คำตอบตรงกัน เกดแก้วก็ได้แต่หักห้ามตัวเอง ไม่ให้ปริปากขอตามมารดาไปบ้านของเจ้าจอมอำพัน ด้วยความหวังว่าอาจจะได้พบหน้าใครบางคนที่นั้นบ้าง

คุณแม่จะคิดอย่างเดียวกันหรือไม่ก็ไม่แน่ แต่ท่านก็เฉยๆไม่เคยชวนหล่อน ผิดกับเมื่อก่อนที่จะเรียกให้ตามไปด้วยเป็นประจำ

หญิงสาวรู้ว่าหล่อนห้ามตัวเองได้ ข้อนี้ก็เป็นความโล่งใจเปลาะหนึ่งว่าหล่อนยังอยู่ในกรอบประเพณีของหญิงไทย เป็นกำแพงกั้นมั่นคงจากความเสียหายใดๆที่จะมาแผ้วพาน แต่อีกเปลาะหนึ่งที่ยังอึดอัดอยู่นี่ซิ…
คือยังห้ามใจไม่ให้คิดถึงเขาไม่ได้สักที

เกดแก้วยอมรับว่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกระดิ่งประตู ใจจะเต้นแรงขึ้นด้วยความหวัง…เมื่อหล่อนลงสวนไปเก็บค่าผลไม้ให้คุณแม่…ผ่านไปทางบ้านนายมั่น สายตาไม่วายชำเลืองมองลานหน้าบ้านที่เคยพบกันครั้งแรก…

เพลงจากวิทยุเมื่อตอนหัวค่ำ ชวนให้ใจประหวัดถึงห้องเต้นรำของโรงแรมรถไฟ …ก่อนเข้านอน รูดม่านมองไปนอกหน้าต่างเห็นจันทร์ครึ่งดวงลอยอยู่บนพื้นฟ้า ก็หวนนึกถึงจันทร์เจ้าเต็มดวงเหนือท้องทะเลและหาดทรายขาว…

วันนี้วันที่เจ็ดแล้ว นับแต่กลับมาจากหัวหิน ทุกสิ่งทุกอย่าง…แม้แต่สายลมที่พัดเฉื่อยผ่านม่านบังตาหน้าต่างพร้อมแดดยามสาย ก็ไม่วายเตือนใจให้นึกถึงลมแรงกลางแดดจ้าบนเขาตะเกียบ…

ถ้าพี่บุรีอยากมาหา เขาก็มาเอง แต่ถ้าเขาไม่อยากมา ต่อให้เราไปหาเขาถึงบ้าน เขาก็คงไม่อยากอยู่ดี

••••••••••••••

โปรยปกหลัง

“จวบวันราตรีเฉิดฉัน ดวงจันทร์แจ่มฟ้า
พบความรักดังใจมั่น เหมือนเดือนตะวันกลางหล้า
สมพรจากฟ้า พระทรงประทานปวงข้า ชีวิตในหล้ายืนยง”

เนื้อเพลงท่อนสุดท้ายของเพลง ‘เทวาพาคู่ฝัน’
บทเพลงพระนิพนธ์ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
ที่ตั้งชื่อเรื่องตามชื่อบทเพลง

•••••••••••••••

เทวาพาคู่ฝัน : ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ. 2546 – 2547
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี ในเดือนกรกฎาคม 2547
ปกภาพประกอบเรื่องคือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 เดือนกันยายน 2552
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก-ออกแบบ : เกริกบุระ ยมนาค
ราคาปก 300 บาท
จำนวนหน้า 424 หน้า

•••••••••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ราตรีประดับดาว – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 43

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เสียงกรอบแกรบ เหมือนใครเหยียบใบมะพร้าวแห้งบนลานดิน ใกล้เข้ามา เกดเหลียวไปมอง คิดว่าเป็นน้องสาวย้อนกลับมา แต่แล้วก็สะดุ้งสุดตัว!

ใครคนหนึ่ง…ร่างสูงใหญ่…เห็นเป็นเงาดำตัดกับพื้นฟ้าขมุกขมัว เคลื่อนเข้ามาใกล้ รีรอด้วยท่าทีระมัดระวัง แล้วหยุดอยู่ก่อนจะมาถึงสะพาน

เกดร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ ไม่คาดฝัน สัญชาตญาณทำให้ทำท่าจะทิ้งตัวลงในน้ำ แต่พอดีได้ยินเสียงห้าวๆ เรียกอย่างอ่อนโยน
“แม่เกด ไม่ต้องกลัว ฉันเอง”

หัวใจเกดแทบจะหยุดเต้น…จะด้วยความตกใจ ไม่คาดฝัน หรือมีอะไรมากกว่านั้นก็ยังบอกตัวเองไม่ได้ ได้แต่ผุดลุกขึ้นยืนตัวแข็งอยู่บนปลายไม้กระดาน

อีกฝ่ายหนึ่งหยุดยืนบนพื้นดินที่หัวสะพาน ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แต่ไม่ได้เดินเข้ามาใกล้มากกว่านั้น ในความมืดขมุกขมัวที่มีเพียงแสงสีครามแก่ส่องรางๆ จากท้องฟ้า เกดยังเห็นประกายตาคมกล้าของคุณหลวง เพ่งพิศหล่อนอย่างตะลึงลาน

เกดไม่รู้ตัวหรอกว่า เมื่อขึ้นจากน้ำใหม่ๆ ปล่อยให้ลมพัดหยาดน้ำแห้งไปกับกาย แต่ผ้าหมาดชื้นยังคงรัดแนบส่วนสัดของสาวน้อย แลเต็มตึงดุจดอกไม้ผลิบาน ผิวกายละเอียดนวล ดูสว่างอยู่สนความมืดขมุกขมัว ปากแก้มคิ้วคาง อ่อนสะอาด ดูจิ้มลิ้มพริ้มเพรานั้น เป็นความงามตามธรรมชาติอย่างที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน เกดทำให้สาวๆ ผู้ปรุงแต่งรูปโฉมด้วยเสื้อผ้าและผมเผ้า กลายเป็นดูเกะกะรุงรังเกินงามไปจนหมดสิ้น

เกดรู้แต่ว่าหน้าร้อนผ่าวไปหมด ความร้อนแล่นวูบวาบไปตลอดทั้งตัวราวกับถูกไฟจี้ สายตาคุณหลวงไม่ได้หยาบคายลวนลามก็จริง แต่…ก็มีอานุภาพเสียยิ่งกว่าการเกี้ยวพาราสีของเจ้าหนุ่มทั้งหมู่บ้านรวมกันเสียอีก

มือข้างหนึ่งจับชายผ้าที่ขมวดกระโจมอกไว้ อีกมือหนึ่งจับผืนผ้าแห้งที่เตรียมมาผลัด ยึดแน่นไว้ราวกับจะให้เป็นเกราะกำบัง แต่เกดก็รู้ว่ามันคงจะบังอะไรไม่ได้เท่าไหร่ ได้แต่ยืนสะท้านร้อนสะท้านหนาวอยู่ตรงนั้น

“ไม่ได้ตั้งใจจะให้แม่เกดตกใจ…แต่ฉันอยากพบแม่เกด ไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่รู้จะหาเวลาอื่นไหนอีก”

เกดพูดออกแล้วตอนนั้น แม้ว่าเสียงยังสั่น
“เจ้า…เอ้อ…เจ้านาย…จะพูดอะไรกับฉัน?”

“อย่าเรียกฉันว่าเจ้านายเลย” ชายหนุ่มท้วงเสียงเบาๆ แต่เกดก็ได้ยินชัดเจน
“ฉันไม่ใช่เจ้านายสักหน่อย แล้วไม่ได้คิดจะข่มเหงบีบบังคับแม่เกด เพียงแต่อยากได้ยินด้วยหูตัวเองให้ถนัดเท่านั้น…”

สายตาเกดชำเลืองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว หายใจไม่ทั่วท้อง กลัวว่าจะมีคนมาเห็น
“ฉันไม่ได้เอาใครมาด้วย” คุณหลวงบอกเหมือนรู้ใจ “ฉันมาคนเดียว…มาถามแม่เกดให้สิ้นสงสัย…จริงหรือที่ว่าแม่เกดไม่ประสงค์จะให้มาขอเพราะแม่เกดมีผู้ชายอื่นรักใคร่กันอยู่แล้ว”

คุณหลวงคงจะได้คำตอบจากน้าหมื่นแล้ว แต่ก็คงไม่ละความพยายามดั้นด้นมาหาถึงบ้าน เพื่อจะได้พูดจากับเกดโดยตรง

ความคิดของเกดแวบกลับไปที่พ่อแม่ เย็นนี้พ่อกับแม่ไม่อยู่ น้าหมื่นให้คนมาตามไปหาที่บ้านบอกว่าลูกชายคนโตจวนจะสึก จะจัดงานทำบุญที่บ้านเป็นการรับลูกชายกลับบ้าน เลยขอแรงพ่อแม่ไปช่วยตามเคย

เป็นไปได้หรือเปล่า…น้าหมื่นหาเรื่องบังหน้า เพราะลูกชายชาวบ้านไหนๆ เวลาสึก เขาก็สึกกันเงียบๆ ไม่เห็นจะต้องจัดงานทำบุญอะไร น้าหมื่นทำอุบายชวนพ่อแม่ออกไปให้พ้นบ้าน เพื่อให้คุณหลวงมาพบเกดได้สะดวกเสียละมัง

เกดรู้ดีว่า…เพียงแค่พยักหน้ารับทีเดียว ยอมเอออวยไปกับพ่อแม่ว่าเกดมีชายอื่นแล้ว คุณหลวงก็คงจะถอยทัพกลับไป เรื่องจะฉุดคร่าเกดไปเป็นเมียนั้น เกดไม่คิดว่าคุณหลวงจะทำ การที่ส่งน้าหมื่นมาเจรจาแต่แรก ก็แสดงแล้วว่า คุณหลวงประสงค์จะเข้าตามตรอกออกตามประตู

แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น…เกดจะพอใจหรือ?
เกดอึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไร จนได้ยินคำถามซ้ำ
“จริงหรือ แม่เกดมีผู้ชายอื่นเสียแล้ว บอกฉันมาตามตรง ไม่ต้องกลัว ฉันอยากได้ยินด้วยหูตัวเอง…ถ้าแม่เกดมีคนอื่นแล้ว ฉันก็จะไม่มายุ่งเกี่ยว ไม่ได้พบเห็นกันอีก”

เกดก้มหน้าต่ำ อายก็แสนจะอาย…แต่จนแล้วจนรอด ก็พยักหน้าไม่ลง
•••••••••••••••

ฉันคัดลอกฉากตอนต้นของนวนิยายเรื่องนี้ ฉากที่คุณนาถ พบกับแม่เกดอย่างใกล้ชิดครั้งแรก หลังจากเห็นหน้ากันในงานทำบุญและอื่นๆอีกหลายครั้ง จนคุณนาถติดเนื้อต้องใจแม่เกด สาวน้อยชาวบ้าน แห่งบ้านท่าหิน เพชรบุรี จนถึงกับมาสู่ขอกับพ่อแม่ของเธอ แต่พ่อแม่ไม่อยากให้เกดแต่งงานเพราะคำทักของท่านสมภารที่เคารพนับถือว่า ดวงชะตาของเกดจะลำบากเพราะคู่ครองที่มีบุญวาสนา

และเพราะฉากนี้ที่ทำให้เกดใจอ่อนและมีใจให้คุณนาถ และสุดท้ายได้แต่งงานเริ่มต้นชีวิตคู่ในฐานะภรรยาคนแรกที่คุณนาถเข้าพิธีสมรสด้วยแบบออกหน้าออกตา เป็นที่รู้กันไปทั่วบ้านท่าหิน

แล้วชีวิตเกดก็ระหกระเหิน เปลี่ยนแปลง ทุกข์ตรมตามคำทำนาย แต่เพราะความยึดมั่นในคำสัญญาและความถูกต้องในตำแหน่งแห่งตน จนท้ายสุดปลายทาง แม่เกดสาวน้อยชาวบ้านได้เปลี่ยนสถานะไปเป็น ‘คุณหญิงเกด’ เมื่อคุณนาถเติบโตในงานราชการจนถึงขั้นเป็น พระยาวิเศษสิงหนาท

นวนิยายเรื่องนี้ใช้ชื่อเรื่องว่า ‘ราตรีประดับดาว’ โดยนำมาจากชื่อเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เป็นเพลงที่คุณนาถชื่นชอบมากจนนำมาให้วงมโหรีบรรเลงขับกล่อมในวันแต่งงาน และคืนวันส่งตัว คุณนาถก็อธิบายให้เกดฟังถึงที่มาของเพลงนี้

นวนิยายเรื่องนี้ผู้เขียนได้บันทึกไว้ท้ายเล่มว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสืออนุสรณ์ในงานศพคุณหญิงวิเศษสิงหนาท (เก๋ง จุลลานนท์) ที่ถึงแก่กรรมไปเมื่อ พ.ศ. 2490 ผู้เขียนบันทึกไว้ว่าหลังจากได้อ่านบันทึกชีวิตวัยต้นจนถึงวัยมีครอบครัวของคุณหญิงวิเศษสิงหนาทที่บันทึกโดยบุตรชายคนใหญ่แล้ว ได้ขอนำเรื่องนี้มาเป็นเค้าโครงเรื่องนิยาย เพราะชีวิตคุณหญิงวิเศษสิงหนาท เป็นชีวิตที่น่าทึ่งของผู้หญิงไทย ประเภท ‘เปลก็ไกว ดาบก็แกว่ง’ โดยแท้ แม้ว่าท่านไม่ต้องไปสู้รบตบมือกับข้าศึกที่ไหน แต่การสู้รบในสมรภูมิชีวิต จนกระทั่งตั้งมั่นได้อย่างสง่างามในบั้นปลาย ก็สะท้อนความคิดได้อย่างหนึ่งว่า สังคมครอบครัวที่พัฒนาได้อย่างมีคุณภาพ เกิดจากคุณภาพของผู้เป็นแม่มีส่วนบันดาลอย่างมาก

ในประเด็นนี้ฉันเห็นด้วยกับผู้เขียนเป็นที่สุด ด้วยได้เห็นตัวอย่างในชีวิตจริงมาหลายครอบครัวแล้ว

นวนิยายเรื่อง “ราตรีประดับดาว” นี้จึงไม่ต่างจากเรื่องราวสมรภูมิชีวิตของตัวละครเอกอย่าง “แม่เกด หรือคุณหญิงเกด” ที่สามารถรับมือ จัดการ และเตรียมพร้อม ทำความเข้าใจอย่างไม่ประมาท ส่วนที่ฉันชอบมากเป็นพิเศษคือการบริหารจัดการดูแลเรื่องทรัพย์สิน การเงินภายในบ้านได้เป็นอย่างดี ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในเล่มต่อมา “เทวาพาคู่ฝัน” ซึ่งเป็นช่วงชีวิตในยามชราของคุณหญิงเกด

โปรยปกหลัง

ราตรีประดับดาว…
เพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
มีความหมายอย่างยิ่งต่อเกด สาวน้อยชาวเมืองเพชรบุรี
เมื่อเปลี่ยนชีวิตจากหญิงสาวชาวบ้านท่าหิน มาสู่ตำแหน่งภรรยาเอกของคุณนาถ…พันเอกพระยาวิเศษสิงหนาท
ทั้งเกดและคุณนาถต้องเผชิญปัญหาชีวิต และอุปสรรคนานัปการ ในช่วงความผันผวนทางการเมือง ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และกบฏบวรเดช ใน พ.ศ. 2476
กว่าจะลุล่วงถึงเป้าหมายได้อย่างหมดจดงดงามในบั้นปลาย

•••••••••••••••

ราตรีประดับดาว : ว.วินิจฉัยกุล
นวนิยายรางวัลคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติปี พ.ศ. 2542
ลงพิมพ์ในนิตยสารกุลสตรี และตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี ในเดือนกรกฎาคม 2542
ปกภาพประกอบเรื่องคือฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 6 เดือนพฤศจิกายน 2552 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก-ออกแบบ : เกริกบุระ ยมนาค
ราคา 370 บาท
จำนวน 591 หน้า

•••••••••••••••••

❤️🍀🪴ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ🍀🪴❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

จุดดับในดวงตะวัน – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 42

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

สองคืนที่ผ่านมาอ่านนวนิยายเรื่องนี้จนจบ และก็เหมือนทุกครั้งคืออ่านแล้ววางไม่ลง เพราะเหตุการณ์เรื่องราวชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ

จุดดับในดวงตะวัน ตามชื่อเรื่อง หมายถึงตัวละครเอกฝ่ายชาย “เสกสุธา” ที่เป็นรักแรกและพ่อของลูกของนางเอก “ ปัณณิกา” หรือ “ป่าน” หญิงสาวที่มองชายหนุ่มที่รักอย่างคุณเสก เป็นดังดวงตะวันที่ให้ความอบอุ่นและความสุข

ในขณะที่ชายหนุ่มอีกคน ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณเสก เติบโตขึ้นมาด้วยกัน แต่ถูกเลี้ยงดูมาในสถานะที่ต่างกัน “สรุจ” หรือ พี่ต้อม ของน้องป่าน ชายหนุ่มเจียมตัวและแสนดีที่ดูแลเอาใจใส่ปัณณิกาตั้งแต่เล็กจนโต ดุจดั่งพี่ชายที่แสนดี และเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ความรู้สึกแบบพี่ชายก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นความรักที่มั่นคงต่อเธอ

เสกสุธา เป็นดวงตะวันที่ค่อยๆเผยตัวตนที่แท้ ทำให้ปัณณิกาค่อยๆพบว่าดวงตะวันของเธอนั้นมีจุดบกพร่องที่ปกปิดไว้ จนในที่สุด ความรัก และความศรัทธาในชายหนุ่มรักแรกก็ค่อยๆ เหือดแห้งไปจากใจ ทิ้งไว้แต่บทเรียนชีวิตที่ปัณณิกาทุกข์ทรมานกับมันอยู่หลายปีกว่าจะผ่านพ้นไปได้

นวนิยายยุคหลังของผู้เขียน จะมีพล้อตออกมาในลักษณะนี้หลายเรื่อง ไม่ใช่เรื่องราวรักโรแมนติก แต่เป็นการถ่ายทอดชีวิตรักแบบไม่ชวนฝัน แต่เป็นรักในชีวิตจริงๆของผู้คน ผ่านตัวละครหลักหลายๆตัว และเรื่องราวที่สะท้อนความรัก ความโลภ อารมณ์และความคิดหลากหลายแบบ

ในเรื่องนี้สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือความอบอุ่น รักกันกลมเกลียวของสี่พี่น้องในครอบครัวนางเอก ที่มีคุณพ่อเป็นทนายความประจำตระกูลของเสกสุธาและสรุจ มีคุณแม่เป็นแม่บ้านที่เลี้ยงดูอบรมลูกทั้งชายหญิงจนเติบโตและมีชีวิตที่ดีในบั้นปลายทุกคน

ผู้เขียนเขียนเล่าเรื่องในรูปแบบการรำลึกความหลังของ ปัณณิกา และ เสกสุธา ในวัยปัจจุบันคือช่วงวัยเจ็ดสิบ จนถึงตอนท้ายเล่ม จบลงที่ดวงตะวันของปัณณิกาดับลง นั่นคือในวัยท้ายสุดของชีวิต “เสกสุธา”

อ่านจบแล้วก็คิดว่าชอบเรื่องราวนี้ แม้จะมีฉากรักหรือโรแมนติกน้อยมาก และชื่นชมอาจารย์เหมือนทุกครั้งว่าอาจารย์คิดพล้อตสนุกน่าติดตามจนทำให้ฉันหยุดอ่านไม่ได้เหมือนเดิม

โปรยปกหลัง

ย้อนนึกทบทวนตั้งแต่รู้จักเสกสุธา ปัณณิกาพบด้วยความประหลาดใจว่าแท้จริง
จะเรียกว่าเธอไม่รู้จักเขาเลยก็ว่าได้ เพื่อนรักในวัยเยาว์ที่ชื่อเสกสุธาตายจากไปแล้ว
ฝังอยู่ในดินแดนของอดีตอย่างไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้อีก
เสกสุธาคนที่เธอแต่งงานด้วยเป็นชายแปลกหน้าผู้มีดวงหน้าเหมือนเพื่อนรักของเธอเท่านั้น แต่ตัวจริงของเขาไม่ใช่…

เขาเป็นภาพลวงตา ซึ่งถูกเหตุการณ์หลายเรื่อง หลายวาระ ค่อยๆลอกตัวจริงออกทีละชั้น ทีละชั้น จนประจักษ์…

เสกสุธาเป็นตัวของเขามาแต่ไหนแต่ไร เขาคือดวงตะวันสว่างงาม
จนไม่มีใครเห็นจุดดับมืดในรัศมีอร่ามเรือง
เธอเองก็ใช้เวลานานพอสมควร…นานจนมีลูกกับเขานั่นแหละ
ถึงได้เห็นความจริงข้อนี้…

••••••••••••••

จุดดับในดวงตะวัน : ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ. 2554 – 2556
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ เดือนมีนาคม 2556
ภาพประกอบคือภาพปกฉบับพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก
ภาพปก-ออกแบบ : เกริกบุระ ยมนาค
ราคาปก 440 บาท
จำนวนหน้า 596 หน้า

••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

เจ้าสาวในสายลม – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 41

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือ

ฉันเพิ่งปิดหนังสือนวนิยายเล่มล่าสุดของ ว.วินิจฉัยกุล ลงหลังอ่านจบ ตอนที่เห็นชื่อเรื่องครั้งแรกพร้อมภาพปกสวยงามฝีมือ สุรเดช แก้วท่าไม้ ฉันประเมินว่าคงเป็นแนวโรแมนติก

แต่เมื่ออ่านหนังสือหนาสามร้อยกว่าหน้าจบลง กลับรู้สึกตรงกันข้าม เพราะนวนิยายเรื่องนี้แทบจะไม่มีความโรแมนติกในเรื่องราวเลย หากดูเป็นละครก็เป็นละครชีวิตจริงผสมดราม่าว่าด้วยชีวิตล้วนๆ

“เจ้าสาวในสายลม” เป็นเรื่องราวชีวิตของตัวละครหลักสองตัวละคร “ชลัย” และ “รสสินี” หญิงสาวสองคนที่แตกต่างกันทุกด้านทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอ และโชคชะตาพาให้มาเป็นเพื่อนสนิทกันในครั้งแรกของชีวิตการทำงานของทั้งคู่

ชลัย เป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดาๆ ไม่สวย แถมยังเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ชีวิตตัองปากกัดตีนถีบ ช่วยพ่อแม่ทำงานจุนเจือครอบครัวและน้องๆในวัยเรียน ในฐานะลูกสาวคนโต

รสสินี เป็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาสวยงาม มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม เธอเป็นหญิงสาวที่เอาแต่ตนเองเป็นที่ตั้ง เป็นลูกสาวคนเล็กที่ครอบครัวที่มีฐานะปานกลางค่อนข้างดี ก็ตามใจและไม่เคยเอาชนะเธอได้

หญิงสาวสองคนที่ต่างกันมาก มาพบกัน สนิทกัน ความสัมพันธ์และเรื่องราวต่อเนื่องที่สุดท้ายทำให้ต้องแตกหักเพราะเรื่องความรัก

ชื่อเรื่องที่ว่า “เจ้าสาวในสายลม” นั้นสื่อถึงเหตุการณ์สำคัญที่พลิกผันชีวิต “ชลัย” หญิงสาวธรรมดาที่คิดว่าตนเองโชคดีสมหวังในรักและมีโอกาสสวมชุดเจ้าสาว แต่สุดท้าย “รสสินี” คนที่เธอคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุด กลับทำลายความฝันนั้นจนสลายไปในสายลมอย่างไรอย่างนั้น

ในเนื้อเรื่องนวนิยายเล่มนี้สำหรับฉันคิดว่าค่อนข้างเครียดกว่าเรื่องอื่นๆ อ่านแล้วอึดอัด และรู้สึกว่าตัวละครสุดโต่งทุกตัว ดีก็ดีมาก เลวก็เลวมาก แถมไม่มีฉากหวานๆ น่ารักๆ ชวนฝันเลย

ถ้าหากเปรียบเทียบเป็นการดูหนัง ก็เหมือนดูประวัติชีวิตของนางเอกคือ “ชลัย” ตั้งแต่ต้นจนจบตอนท้ายช่วงวัยชรา ชีวิตรักที่สมหวังและพูนสุขกับหัวหน้างานคนแรกในชีวิต “สรวง” ในชีวิตช่วงบั้นปลายก็ค่อนข้างรวบรัด ไม่มีรายละเอียดเรื่องความรัก ความรู้สึก จนทำให้นวนิยายเรื่องนี้ค่อนข้างแห้งแล้งเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆที่ผ่านมา

สิ่งที่ประทับใจที่สุดในเรื่องนี้คือ คติที่สอดแทรกเรื่องชีวิตและการแต่งงาน บางทีคนสองคนที่จะมาพบกันและแต่งงานอยู่กินกันจนยืดยาวได้นั้น บางทีก็ต้องรอโชคชะตาพัดพาเข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสม และไม่ใช้ใจหรืออารมณ์ล้วนๆในการตัดสินใจ

และประโยคที่ชอบมากที่สุดในเรื่องนี้คือ คำสอนของพ่อ “ชลัย” ที่ว่า

“อะไรที่มันเข้ามาเอง เราไม่ได้ไปแสวงหามัน นั่นเขาเรียกว่ากรรมเก่า จะกรรมดีกรรมร้ายก็แล้วแต่. ส่วนอะไรที่เราไปเอามันเข้ามาในชีวิตเอง นั่นคือ กรรมใหม่ ดีร้ายก็แล้วแต่เราจะเลือกทางถูกหรือผิด”

ประโยคนี้สรุปเนื้อหาใจความสำคัญของนวนิยายเรื่องนี้ไว้อย่างครบถ้วน

บันทึกการอ่าน เมื่อ 2 สิงหาคม 2562

••••••••••••••

โปรยปกหลัง

“โอ๊ย! ขำ สุภาพบุรุษ…เออ! ใช่ สุภาพบุรุษเลยพูดไม่ได้
เธอพูดถูกแล้ว จำไว้ก็แล้วกัน สุภาพบุรุษเขาไม่กล้าบอกผู้หญิง
ว่าผมไม่เอาคุณแล้วนะครับ”
ชลัยหน้าร้อนวาบ หล่อนเข้าใจความหมายของรสสินี
ความเข้าใจนั้นเท่ากับถูกตบหน้าฉาดใหญ่
“พี่ปรียังไงก็เลือกฉัน ฉันเป็นคนที่เขาจะแต่งงานด้วย”
รสสินีลุกขึ้นยืน สีหน้าบอกอารมณ์เบื่อหน่ายที่จะพูดด้วย
“ก็ยังไม่ได้แต่งไม่ใช่เหรอ เอาละ พูดกันไปก็ไม่รู้เรื่อง
เลิกพูดดีกว่า โมโหกันเปล่าๆ นี่แน่ะชลัย ตัวจะดิ้นยังไงก็ดิ้นไปเถอะ
เราก็เข้าใจนะว่าตัวอยากเป็นเจ้าสาวเต็มทน ถ้าไม่แต่งเดี๋ยวไม่มีโอกาสอีก
แต่เราจะบอกให้เอาบุญ ชีวิตมันไม่ได้จบแค่วันแต่งงาน
ก่อนแต่งเขายังมีคนอื่น แต่งแล้วมีทางเหรอเขาจะมีตัวคนเดียว
หรือจะนอนกอดทะเบียนสมรสเอาไว้ เห็นคุ้มค่าก็ตามใจ “

•••••••••••••••

เจ้าสาวในสายลม : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์ครั้งแรกเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 โดยสำนักพิมพ์อรุณ
ภาพปกประกอบเรื่องคือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3
เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 โดยสำนักพิมพ์อรุณ
ออกแบบปก : ดวงหทัย มิตตอุทิศชัยกุล
ภาพปก : สุรเดช แก้วท่าไม้
ราคาปก 295 บาท
จำนวนหน้า 314 หน้า

•••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ความฝันครั้งที่สอง ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 40

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา หลังจากสำรวจตู้หนังสือของตนเอง และจัดระเบียบเรียบร้อย ฉันพบว่ามีหนังสือกองดองเป็นจำนวนมากที่ซื้อเพราะอยากอ่าน อยากได้ อยากเก็บ ซื้อทุกเดือน

ยิ่งในช่วงสองปีหลังที่มีนโยบายจากรัฐให้ลดหย่อนภาษีจากการซื้อหนังสือ ฉันก็เฝ้าเปิดเพจร้านหนังสือทุกร้าน เพื่อสำรวจหนังสือที่อยากอ่าน บางเล่ม ดูจากหน้าปก อ่านแค่คำโปรย ก็ตัดสินใจซื้อทันที

เมื่อมาสำรวจตู้ ฉันพบว่ากองดองหนังสือที่อยากอ่านท่วมท้นจนคิดว่า คงต้องเริ่มอ่านแล้ว ไม่งั้นอาจจะอ่านไม่ทัน เพราะมีหนังสือใหม่ๆ ออกทุกเดือน

ฉันจึงเริ่มจากการอ่านนวนิยาย ประเภทหนังสือที่ฉันชอบมากที่สุดก่อน ฉันเป็นแฟนคลับอาจารย์วินิตา ดิถียนต์ “ ว. วินิจฉัยกุล หรือ แก้วเก้า นั่นเอง

สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจหยิบ นวนิยายเรื่อง “ ความฝันครั้งที่สอง” ของ ว.วินิจฉัยกุล มาอ่าน

“ความฝันครั้งที่สอง” เป็นนวนิยายที่ผู้เขียนเล่าเรื่องราวในรูปแบบคล้ายบันทึกส่วนตัวของนางเอก เล่าเรื่องโดยใช้คำแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’ หรือ “ อิง” หญิงสาวในครอบครัว” ศรีเทพทอง คหบดีแห่งอำเภอเทพทอง อำเภอสมมติแห่งหนึ่งริมน้ำ ในจังหวัดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากเท่าไหร่

พ่อของอิง สืบเชื้อสายมาจากปู่ทวดที่เป็นอดีตปลัดอำเภอที่พัฒนาอำเภอเทพทองและชุมชนริมน้ำจนค่อยๆเจริญขึ้นตามวันเวลา

แม่ของอิง คือ หญิงสาวลูกคนโตในครอบครัวคนจีนที่มาตั้งรกรากทำกิจการโรงสีในอำเภอเทพทอง

ปู่ของพ่อแม่อิงเป็นเพื่อนสนิทกัน และจัดการแต่งงานแบบคลุมถุงชนให้ลูก

ความฝันครั้งที่สอง ชื่อเรื่องนี้คือเรื่องราวชีวิตของคนสองรุ่น ที่ชีวิตสมรสครั้งแรกที่คิดว่าจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย กลับไม่เป็นไปตามความฝัน

และเรื่องราวความรักในครั้งที่สองของตัวละครหลัก คือพ่อของอิง ที่ต้องหย่ากับแม่ในที่สุด และสุดท้ายกลับไปอยู่กับรักแรกที่ไม่สมหวัง

ชีวิตของอิงก็เช่นกัน พบรักตั้งแต่ครั้งวัยเรียนมหาวิทยาลัย ต่อเนื่องผ่านมาทั้งผิดหวังและสมหวัง จนเมื่อแต่งงาน อิงก็คิดว่าความรักที่ตนเลือกและตัดสินใจนั้นถูกต้องและใช่แล้ว

แต่ชะตาชีวิตมักเล่นตลกกับผู้คน เมื่อความรักที่ฝันไม่เป็นไปตามนั้น สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยความเจ็บปวด

การเริ่มต้นครั้งที่สองของชีวิตคู่ ก็คือ ความฝันครั้งที่สอง ตามแก่นเรื่องที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและความรักของผู้คนนั่นเอง

ฉันอ่านนวนิยายในรูปแบบบบันทึกเล่มนี้จบลงตั้งแต่เดือนสองเดือนก่อน วันนี้นึกอยากเขียนบันทึกเก็บเอาไว้ถึงเรื่องราวตัวละครชีวิตหลากหลายรูปแบบที่ผู้เขียนสรรค์สร้างและสะท้อนชีวิตครอบครัวหลายรูปแบบ

เป็นเรื่องราวที่ชีวิตเป็นดั่งละคร มีบทเรียนสอนใจมากมาย และฉันประทับใจในตอนหนึ่งที่ผู้เขียนถ่ายทอดผ่านความคิดของ อิง ออกมาถึง พี่อชิ “อชิระ” ชายหนุ่มผู้เป็นความฝันครั้งที่สองของเธอว่า

“ฉันมองเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ได้ดีงามน่ารักอย่างที่มินท์เคยเป็น ก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆ มีดีมีชั่ว มีถูกมีผิด แต่ก็เป็นคนที่เข้ากันได้ในหลายๆเรื่อง ข้อสำคัญคือ แม้ว่าพี่อชิไม่เคยหวังในตัวฉัน เขาก็ไม่เคยลืมฉัน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา”

ฉันเรียนรู้จากเรื่องราว โดยเฉพาะข้อความที่ชอบและตัดตอนมาว่า ความรักในชีวิตของคนเราที่พบพาน อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย กว่าเราจะรู้ว่ารักครั้งสุดท้ายของชีวิตคือครั้งไหน ต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

บันทึกการอ่าน เมื่อ 3 สิงหาคม 2562

ตอนที่ประทับใจ

…ฉันถอนใจยาว ลูบหน้าด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อนขึ้นมาจับใจ
“มินท์มาหาค่ะ เขามาขอคืนดีกับอิง”
พี่อชิชะงักนิดหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้ทำท่าแปลกใจ คงถามเพียงว่า
“ยังตัดสินใจไม่ได้?”
“อิงตัดสินใจนานแล้ว แต่…ทำไมก็ไม่รู้ อิงไม่สบายใจ ไม่อยากให้มินท์มาหา ไม่อยากให้เรื่องมันยืดเยื้อไม่รู้จบ”

พี่อชิมองฉันด้วยสายตาเพ่งเล็ง พูดช้าๆ เน้นถ้อยคำ
“คนที่จะทำให้มันยืดเยื้อได้ก็มีแต่อิงคนเดียว คนอื่นอีกร้อยคนพันคนไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนอิง นี่คือชีวิตอิง จะดีจะเลวก็อยู่ที่ตัวเอง”

ฉันรู้สึกดีขึ้น บางครั้งคนเราก็ต้องการใครสักคนมาช่วยย้ำสิ่งที่ตัวเองรู้แน่แก่ใจอยู่แล้ว

ฉันมองเห็นถนนสายยาวทอดอยู่เบื้องหน้า เป็นถนนสายว่างเปล่า มินท์เดินแยกไปคนละสาย แม้เขาพยายามกลับมาก็ไม่สำเร็จ ใจฉันไม่มีเขาอีกต่อไปแล้ว วันนี้คือวันสิ้นสุดอย่างแท้จริง

ฉันได้ยินใครคนหนึ่งพูดออกไป โดยใช้ปากของฉัน
“อิงจะไม่ทำให้มันยืดเยื้อค่ะ จบคือจบ”
ฉันรู้สึกว่าพี่อชิโล่งใจ
“งั้นเราฉลองกันไหม”
“อะไรนะคะ”
“ฉลองกัน กาแฟคงไม่เข้าท่าแล้วละ ไวน์สักแก้วดีกว่า”
ครู่เดียว ไวน์แดงก็ถูกส่งมาถึงมือ พี่อชิชนแก้วกับฉัน ด้วยคำว่า
“ดื่มให้ชีวิตที่ดีกว่า…ของอิง”
รสชาติของไวน์ชั้นดีหอมหวาน ทำให้ใจที่วุ่นวายเริ่มสงบลง ได้ยินพี่อชิพูดต่อไปว่า
“หัวใจคนมันพิเศษอย่างหนึ่ง มันไม่เป็นของใครอยู่นานนักหรอก ถ้าคนนั้นไม่เห็นค่า มันจะจากไปหาคนที่เห็นค่าของมัน”

•••••••••••••••••

โปรยปกหลัง

ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคืนนั้นเราคุยกันอยู่จนเกือบสว่างได้ยังไง
รู้แต่ว่ามีเรื่องมากมายเล่าสู่กันฟังไม่รู้จบ
พี่อชิถอดหน้ากากความเย็นชาวางไว้ที่อื่นชั่วคราว
เปิดเผยความรู้สึกต่างๆ ในใจออกมาจนหมดเปลือก

ฉันมองเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ได้ดีงามน่ารักอย่างที่มินท์เคยเป็น
ก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆ มีดีมีชั่ว มีถูกมีผิด แต่ก็เป็นคนที่เข้ากันได้ในหลายๆเรื่อง
ข้อสำคัญคือ แม้ว่าพี่อชิไม่เคยหวังในตัวฉัน เขาก็ไม่เคยลืมฉัน
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

บัดนี้ เส้นทางที่แยกห่างไปไกลคนละทิศได้ย้อนกลับมาบรรจบกันอีกครั้ง
ถึงกระนั้น มันก็ไม่ใช่ว่าจะราบรื่น ทุกอย่างล่วงเลยมาจนอาจจะสายเกินไปเสียแล้ว
สายเกินกว่าจะเริ่มความฝันครั้งที่สองในชีวิตได้อีกครั้ง

•••••••••••••••••

ความฝันครั้งที่สอง : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560
โดยสำนักพิมพ์อรุณ
ภาพประกอบเรื่องคือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง เดือนเมษายน 2560
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อรุณ
ภาพปก : สุรเดข แก้วท่าไม้
ออกแบบปก : ดวงหทัย มิตตอุทิศชัยกุล
ราคาปก 350 บาท
จำนวนหน้า 434 หน้า

•••••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

เพชรกลางไฟ – ว.วินิจฉัยกุล. หนังสือที่รัก เล่มที่ 39

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

อุรวศีทรงเหลือบมองชายหนุ่ม ก่อนจะหลบเนตรลงต่ำด้วยความเขินอาย ตามวิสัยหญิงสาว

เมื่อพบกันครั้งแรก ชายผู้นี้หาได้รู้ไม่ ว่าเขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าใคร ท่านหญิงเองก็ไม่ทรงทราบว่าเขาเป็นใคร

รุงรังดั่งหนึ่งอนาถา
แต่ดวงตามิใช่ตาไพร่
จ้องดูไม่หลบตาไป
นี่มิใช่คนทรามต่ำช้า

ผู้ชายคนเดียวกันนี้เอง ที่กล้าเขียนเพลงยาวมาถวายพระธิดาเสด็จในกรมฯ

น้อมเศียรแทบพระบาท
อนงค์นาถพิลาศพิไล
เพื่อขอประทานอภัย
ที่มิได้ระวังการ
มีตาหามีแวว
ผิดไปแล้ว โปรดสงสาร
รับผิดมิเนิ่นนาน
จึงส่งสารมาทูลความ

ความทรงจำ ประกอบด้วยอารมณ์งุนงงสงสัยย้อนคืนมาอีกครั้ง ในช่วงเวลานั้น ยังเยาว์เกินกว่าจะเข้าพระทัยว่านี่คือสะพานที่ทอดมาจากชายหนุ่ม แต่ก็มาเข้าพระทัยชัดเจนในเพลงยาวครั้งต่อมา

จึงองค์เทพธิดา
จากนภาเสด็จดล
ประทานทิพย์สุคนธ์
ชุบชีวิตให้คืนหาย
แม้ทรงเสด็จลับ
มิคืนกลับมาใกล้กราย
ฉ่ำเย็นมิเว้นวาย
ประทับทรวงแม้ล่วงกาล

ความคะนึงหาของชายผู้นี้ มีพลังแรงกล้าพอที่จะก่อให้เกิดความคะนึงหาในทางเดียวกัน อุรวศีเองในตอนแรกก็ไม่เข้าพระทัยว่า อนลมีอะไรดีถึงขั้นผูกพันพระทัยให้จดจ่อกับเขาได้ ถ้าเทียบกับชายอื่น ไม่ต้องดูอื่นไกล อย่างหม่อมเจ้าสุรคม ก็มิได้ทรงมีสิ่งใดด้อยกว่า แต่เหนือกว่าด้วยชาติกำเนิดเสียด้วยซ้ำ อุรวศีก็มิได้เคยตัองพระทัย หลายครั้งก็ทรงอึดอัดรำคาญที่จะต้องเข้าใกล้เจ้าชายหนุ่มเสียอีก

แต่มาบัดนี้ ทรงเข้าพระทัยแล้วว่า เสน่ห์ของชายหนุ่มผู้นี้อยู่ที่ความจริงใจ สัตย์ซื่อต่อความรู้สึกของตัวเอง อนลไม่ได้เป็นผู้ชายเข้มแข็ง เห็นบุคลิกองอาจมาแต่ไกล แต่เขาเป็นคนแน่วแน่มั่นคง ถ้อยคำอ่อนหวานนั้นไม่ได้แสดงออกมาอย่างฟุ่มเฟือยแบบชายเจ้าชู้ ที่ชอบหว่านโปรยเสน่ห์ไปทั่ว หากแต่ปักใจที่หญิงใด ก็แน่วแน่ที่หญิงนั้นเพียงคนเดียว

••••••ตอนหนึ่งจากนวนิยายเรื่องนี้ในช่วงท้าย ในฉากที่ท่านหญิงอุรวศีคิดคำนึงถึงอนล ชายหนุ่มที่ทรงตัดสินพระทัยเสกสมรสด้วย และใช้ชีวิตร่วมกันในชื่อใหม่ว่า ‘อุษา’ หลังผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิต จนต้องระหกระเหินหลบหนีภัยมาใช้ชีวิตที่เรือนแพ เป็นหญิงสาวชาวบ้าน

นวนิยายเรื่อง ‘เพชรกลางไฟ’ เป็นเรื่องราวความรักต่างศักดิ์ของตัวละคร ที่สนุกมากอีกเรื่อง เมื่อนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2560 โดย มิว-นิษฐา จิรยั่งยืนรับบทท่านหญิงอุรวศี (ท่านหญิงหลง) และ ไม้ – วริษฐ์ ศิริสันธนะ รับบท อนล รัชปาลี (พระนรารักษา) ข้าราชการหนุ่มแห่งกระทรวงมหาดไทย ฉันก็คิดว่าเป็นการเลือกนักแสดงที่เหมาะสม และผู้สร้างก็สร้างได้ดีและดูสนุกมากไม่ต่างจากอ่านนวนิยาย สำหรับคนที่ไม่เคยได้ชมละครโทรทัศน์เรื่องนี้ ฉันได้นำลิ้งค์จากช่องยูทูปของช่องสาม มาวางไว้ในโพสต์นี้ด้วย เผื่อวันใดวันหนึ่งจะกลับไปดูอีกสักรอบ

โปรยปกหลัง

•••••••

เขายื่นสมุดบันทึกให้เธอ เธอก็เอื้อมมือมารับ ระมัดระวังมิให้สัมผัสปลายนิ้ว

แต่อนลก็ชื่นใจเมื่อเห็นมือขาวเรียวจับอยู่บนแผ่นหนัง เขาเคยจูบสมุดบันทึกนี้ เพราะรู้ว่านิ้วของเธอจะต้องสัมผัสเมื่อได้รับบันทึกไป ถึงเธอไม่มีวันรู้ เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ เรื่องนี้ก็เป็นความลับอันสุขใจพอแล้ว

“ขอบใจคุณมาก”
กระดาษแผ่นหนึ่งปลิวลงจากบันทึก อุรวศีก้มลงเก็บ เข้าพระทัยว่าเป็นกระดาษที่เสด็จพ่อทรงบันทึกข้อความไว้ มองเห็นตัวอักษรเขียนด้วยหมึกดำเป็นตัวหนังสือเรียงเรียบชัดเจน มิอาจพบประสบพักตร์ ใช่ว่าจักคิดหักใจ

คิดถึงทุกวันไป แม้มิได้อยู่ใกล้กัน
ไม่ใกล้ก็เหมือนใกล้ เพราะดวงใจอันผูกพัน
เหมือนเห็นกันทุกวัน เราพบกันนั้นด้วยใจ

••••••••••••••••

นวนิยายเรื่อง “เพชรกลางไฟ” ของ ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์ ระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2558
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2558
ในภาพประกอบโพสต์นี้คือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 เดือนเมษายน 2558
ภาพปก-ออกแบบ : เกริกบุระ ยมนาค
ราคาปก 350 บาท
จำนวน 482 หน้า

••••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

สุดหัวใจที่ปลายรุ้ง – ว.วินิจฉัยกุล. หนังสือที่รักเล่มที่ 38

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

ฉากรักจากนวนิยายที่รัก

นิกยืนลังเลอยู่ไม่ถึงอึดใจ ก็ตัดสินใจก้าวเข้าไปหาหล่อน นั่งลงข้างๆ ก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง พาดแขนไปรอบบ่าหญิงสาวอย่างระมัดระวังเหมือนทำกับเด็กน้อย
“ไม่ต้องกลัวนะ”

นิลลาอยากจะขืนตัว แต่สัมผัสนั้นอ่อนโยน ไม่มีวี่แววของการลวนลาม บ่าแข็งแรงดูอบอุ่นเช่นเดียวกับวงแขนเมื่อหล่อนแนบแก้มลง อิริยาบถทุกส่วนลื่นไหลไปด้วยตัวของมันเองดังลีลาของเสียงเพลง มิได้เกิดจากการเหนี่ยวรั้งของฝ่ายหนึ่งหรือการจงใจของอีกฝ่ายหนึ่งจนดูผิดธรรมชาติ หากแต่มันเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นไป
หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย เมื่อศีรษะแนบกับซอกคออีกฝ่าย แขนของนิกตวัดรัดร่างไว้แน่น แต่ก็ทะนุถนอม มืออีกข้างหนึ่งเลื่อนมากุมมือหล่อนไว้

“มือเย็นเจี๊ยบ…คุณกลัวหรือ”
“ตกใจค่ะ” นิลลาตอบเสียงกระซิบ “ตอนเล็กๆ นิลเคยเป็น ตื่นขึ้นมาร้องกรี๊ดกลางดึก หลังแม่ตาย…คุณตาคุณยายเอานิลไปนอนในห้องด้วย”

วงแขนของนิกอบอุ่นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ถ่ายทอดสัมผัสของความจริงใจจนนิลลาเต็มตื้นไปด้วยความซ่านซ่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความอบอุ่นหลั่งไหลไปตลอดปลายนิ้ว เหมือนเส้นเลือดแล่นซ่านไปตามแขนขาแข็งขัดด้วยความหนาวเหน็บจนแข็งชา

นิกดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมบ่าหญิงสาวอีกครั้งเหมือนทำกับเด็ก ให้ไออุ่นภายนอกขับไล่ความหนาวเย็นในกายหล่อนออกไป แต่ความเย็นในหัวใจของนิลลา มีแต่ตัวเขาเท่านั้นจะทำได้

เพียงปลายนิ้วแตะคางหญิงสาวให้เงยขึ้น มองเห็นดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เหลือบขึ้นมอง กึ่งพิศวง กึ่งเก้อกระดาก เหมือนหล่อนเองก็ตระหนักว่าจะเกิดอะไรขึ้นในดวงหน้าที่ห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว จนได้ความอุ่นจากลมหายใจ

นิกแตะริมฝีปากแผ่วๆ ลงบนหน้าผากขาวมนเกลี้ยงเกลา หยั่งเชิงดูว่าหล่อนจะขัดขืนหรือไม่ ก็สัมผัสเพียงอาการไหวน้อยๆ เหมือนหล่อนสะทกสะท้านกับจูบแรกที่ได้รับ แต่มิได้ผละหนี

จูบของเขาจึงเลื่อนลง แตะบนเปลือกตาซึ่งหลับลงโดยอัตโนมัติ แล้วเลื่อนลงบนผิวแก้มนุ่มเนียนกรุ่นด้วยกลิ่นหอมอ่อนปะปนกลิ่นกายสาว ลมหายใจผะผ่าวอยู่บนผิวเนียน เลื่อนไล้ลงมาจนหยุดที่กลีบปากอิ่ม บางดุจกลีบกุหลาบ เป็นกุหลาบดอกหอมหวานที่สุดเท่าที่เคยพบมา…

•••••
❤️ชอบตอนนี้เพราะอาจารย์เขียนได้ละเมียดละไม รับรู้ได้ถึงความละมุนละไมของนิก❤️เป็นฉากรักที่สวยงามมากที่สุดฉากหนึ่งที่ประทับใจ❤️

นวนิยายเรื่อง “สุดหัวใจที่ปลายรุ้ง” โดย ว.วินิจฉัยกุล พิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสารสกุลไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2544 – 2545 พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2545

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากเรื่อง ‘ของขวัญวันวาน’ เมื่อเต้และพู่ไหม เรียนจบและต่อมาภายหลังก็แต่งงาน จบเรื่องราวของคู่นั้น

นิกเรียนต่อจนใกล้จบปริญญาเอก และได้มีโอกาสพบกับคุณหมอสาวสวย ‘นิลลา’
เรื่องราวในเรื่องเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่นิกอาสาเป็นไกด์ทัวร์พาคุณตาคุณยายของนิลลาเที่ยวระหว่างที่คุณตาคุณยายมาเยี่ยมหลานสาวที่อเมริกา

นิลลานั้นมีปมปัญหาในวัยเด็กจากปัญหาของพ่อและแม่ เธอได้รับการเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมจากคุณตาคุณยายที่มีฐานะสุขสบายร่ำรวย

นิกนั้นเป็นชายหนุ่มในครอบครัวธรรมดาที่ดิ้นรนและได้รับทุนการศึกษาและโอกาสในการเรียนต่อจนถึงขั้นปริญญาเอก

ความรู้สึกตอนที่ได้อ่านเรื่องนี้จะคนละบรรยากาศกับเรื่องของขวัญวันวาน เพราะเป็นชีวิตรักของหนุ่มสาวในช่วงวัยที่เป็นผู้ใหญ่กว่า และขัดใจบ้างในความเป็นสุภาพบุรุษและใจดีเกินไปของนิก ในช่วงที่มีผู้หญิงอย่าง ‘ดาหวัน’ เข้ามาเกาะแกะจนทำให้เรื่องเลยเถิด ตลอดจนถึงช่วงหลังที่ ‘แพรมน’ พี่สาวของพู่ไหม แทบจะกลายเป็นนางอิจฉาร้ายกาจเมื่อเข้ามาแทรกกลางในความสัมพันธ์ของนิกและนิลลา

โปรยปกหลัง

…จบกันที นักศึกษาหนุ่มผู้คร่ำเคร่งกับวิชาเรียน จะมีก็แต่อาจารย์หนุ่มไฟแรง มุ่งมั่นกับการทำงานในประเทศไทย อีกไม่กี่วันนับจากนี้

แต่นิกแน่ใจว่าจะแบ่งส่วนหนึ่งในชีวิต เป็นมุมเล็กๆ ที่สงบสบาย มีรอยยิ้มของใครอีกคนหนึ่งติดตรึงอยู่ ร้อยรัดด้วยความรักและความเข้าใจระหว่างกัน หากว่าจะมีความน้อยอกน้อยใจ หรือความเข้าใจผิดสักอย่างเกิดขึ้น ใยรักก็จะประสานมันให้เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนเดิม ดังที่เป็นมาแล้ว…

เขาเงยหน้าขึ้นมองนิลลาอีกครั้ง ดวงตาสีนิลประกายใสทอดตรงมา นิกมองเห็นสายรุ้งจางๆ โยงใยจากหัวใจของหล่อนมาสู่เขา เขามิได้รั้งรอที่จะคว้ามันเอาไว้แนบหัวใจเช่นกัน

•••••••••••••••

สุดหัวใจที่ปลายรุ้ง : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ. 2544 – 2545
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพประกอบเรื่องในโพสต์นี้คือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 เดือนกันยายน 2551
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก : เกริกบุระ ยมนาค
ราคาปก 380 บาท
จำนวนหน้า 578 หน้า ไม่รวมส่วนท้ายเล่มที่เป็นความคิดเห็นของผู้อ่านผ่านทางอินเทอร์เน็ต

•••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ของขวัญวันวาน – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รัก เล่มที่ 37

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้ของ

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

สไตล์งานเขียนที่รัก

ในคอร์สเรียนเขียนที่ฉันเคยเรียนกับครูปราย พันแสง เมื่อปีก่อน มีโจทย์จากครูถามถึงผลงานของนักเขียนคนโปรดของฉัน

ความจริงจากการอ่านหนังสือมาตั้งแต่วัยเด็ก ฉันคิดว่านักเขียนที่มีอิทธิพลต่อตัวฉัน น่าจะมีไม่กี่คน ส่วนใหญ่เป็นนักเขียนนวนิยาย ประเภทงานเขียนที่ชอบอ่านมากที่สุด

นักเขียนนวนิยายที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ เป็นนักเขียนเก่ารุ่นครูแทบทั้งสิ้น อาจเป็นเพราะเราโตมากับการอ่านงานเหล่านี้ จึงซึบซับรูปแบบการเขียนและสไตล์ที่เรียบง่าย ใช้ภาษาธรรมดาแต่บรรยายความรู้สึกได้กินใจ

ในช่วงต้นของขีวิตช่วงวัยเด็กจนถึงก่อนวัยรุ่น ชอบอ่านงานชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ ที่นักแปล ‘สุคนธรส’ แปลไว้ เป็นสำนวนการแปลที่เรียบง่าย บรรยายรายละเอียดได้เห็นภาพ เป็นนักแปลที่ฉันชื่นชอบงานแปลของนักแปลท่านนี้มาก

เมื่อฉันโตเป็นผู้ใหญ่และเริ่มติดการอ่านนวนิยายรัก อ่านนวนิยายของนักเขียนนวนิยายรุ่นเก่าทุกคน จะมีนักเขียนนวนิยายที่ฉันชื่นชอบและเขียนนวนิยายที่ฉันชอบและหยิบมาอ่านซ้ำบ่อยๆอยู่สองสามคน ได้แก่
•ว.ณ ประมวญมารค ผู้เขียนนวนิยายชุดปริศนา เจ้าสาวของอานนท์ และรัตนาวดี
•กาญจนา นาคนันทน์ ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง ผู้ใหญ่ลีกับนางมา และ ธรณีนี่นี้ใครครอง
•ว.วินิจฉัยกุล และแก้วเก้า นักเขียนนวนิยายที่ฉันตามอ่านและสะสมงานเขียนของท่านอย่างสม่ำเสมอจนปัจจุบัน

นักเขียนทั้งสามท่านจะมีจุดเด่นในงานเขียนคล้ายๆ กันคือ ใช้ภาษาเรียบง่าย มีรายละเอียดที่ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพและรู้สึกตามไปกับเรื่องราวนั้น

วันนี้จะขอนำตัวอย่างคือ หนึ่งในชิ้นงานที่ชื่นชอบของ ว. วินิจฉัยกุล เป็นตอนสำคัญในนวนิยายเรื่อง ‘ของขวัญวันวาน ‘ ที่ผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของนักเรียนไทยในสหรัฐ ที่ผู้เขียนนำประสบการณ์ที่เคยไปใช้ชีวิตระหว่างศึกษาต่อปริญญาโทมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวความรักในนวนิยายรักชุดนี้

••••••••••••••••••••••••••••••••

ตัวอย่างตอนหนึ่งจากนวนิยายเรื่อง ‘ ของขวัญวันวาน’ ของ ว.วินิจฉัยกุล
.
.
ผมของพู่ไหมลื่นเย็น คลี่กระจายเต็มบ่า ปลายผมอ่อนๆ ปลิวกระจายอย่างน่าขันเมื่อกระทบความร้อนจากเครื่องเป่า ครั้งหนึ่งเต้เคยมาหาตอนเธอสระผมแห้งหมาดๆ กำลังนั่งแปรงให้เรียบอยู่ในห้องด้านหน้าของชั้นล่าง เธอลุกขึ้นจะหนีเขาขึ้นข้างบนเพราะไม่อยากให้ดูตลกในสายตา แต่เต้ยึดตัวเธอให้นั่งลง ดึงแปรงไปจากมือหน้าตาเฉย แล้วบรรจงลากไปตามเส้นผมยาวนิ่ม ไม่กี่ทีมันก็เรียบสนิทเป็นมัน เธอจำได้ว่า ยังพูดล้อๆ
‘แปรงเก่งจังค่ะ ยังกะเคยแปรงให้ใครมาแล้วแน่ะ’
‘ถ้านับแมวเปอร์เซียนของคุณยายเจ้าของบ้านคนเก่า ก็ถือว่าเคยมีมาแล้วหนึ่งราย’
‘แหมดีนะ! เห็นพู่เป็นแมวไปแล้ว คนอะไร้’
‘ยังไงก็ไม่เหมือน ยังไม่เคยคิดจะจูบมันสักครั้ง’
เธอยังจำได้ถึงจูบอุ่นระอุที่แทรกผ่านเส้นผมละเอียดมาถึงผิวแก้ม ในอารมณ์รัก เต้หวานและช่างเล่นผิดไปเป็นคนละคน ในตอนนั้นเธอเชื่อเต็มเปี่ยมว่าในหัวใจเต้มีแต่แสงสว่างกระจ่าง ไม่เคยนึกเลยว่าเงาร้ายในหัวใจนั้นยังคงอยู่ไม่ต่างไปจากเดิม ในยามอารมณ์ร้ายมีพลังแรง เขาก็ทำกับเธอเหมือนความรักไม่เคยเกิดขึ้นเลย

‘แล้วเรื่องของเราล่ะ เต้จะเรียกว่าอะไร’
‘เรียกว่าอุบัติเหตุก็แล้วกัน’

ไม่เอาแล้ว ไม่คิดอีก เจ็บใจนัก ปล่อยให้ความทรงจำทำร้ายตัวเองซ้ำซากไม่รู้จบ

เสียงกริ่งประตูดังขึ้น แพรมนคงจะมาถึงแล้วพร้อมกับเพื่อนชาย พู่ไหมลุกขึ้นโดยเร็ว ถอดกลอนเปิดประตูออกไป ก่อนจะทันนึกว่าควรจะแหวกม่านมองจากหน้าต่างกระจกข้างประตูออกไปเสียก่อน เพื่อความรอบคอบ

ช้าเกินไปเสียแล้ว คนที่ยืนอยู่หน้าประตูเอื้อมมือมายึดบานไว้ทันควัน ก่อนเธอจะทันผลักมันปิดใส่หน้าเขา แล้วก้าวเข้ามาในห้อง หันไปปิดประตูกันลมหนาวเย็นจากภายนอกไม่ให้วูบเข้ามาอีก

พู่ไหมถอยเพื่อหันหลังกลับ แต่ความเร็วของเธอหรือจะเท่ากับนักกีฬาอย่างเต้ได้ สิ่งต่อมาที่รู้ก็คือ วงแขนแข็งแกร่งของเขาตวัดรัดตัวเธอไว้แน่น แทบหายใจไม่ออก เหมือนอย่างที่เขาเคยทำ ครั้งที่เธอวิ่งลงบันไดโรงแรมบนเกาะในมิชิแกนไปหาเขา

‘พู่ หนีเต้ทำไม’
‘ออกไปเดี๋ยวนี้นะ เต้ พู่ไม่ต้องการพบเต้ตอนนี้’ เสียงเธอควรจะแข็ง แต่มันก็กลับเครืออย่างไม่น่าเชื่อ
แขนล่ำสันในตอนนี้ รัดแน่นราวกับปลอกเหล็ก ไม่ใยดีต่อการผลักไสของอีกฝ่าย
‘ไปให้โง่! ตามหาแทบแย่ พอเข้ามายังไม่ทันพูดก็กลับ ใครยอมก็บ้าละ’
ความเป็นเต้คนเดิมกลับคืนมา พู่ไหมสงสัยว่าอะไรเป็นเหตุให้พายุร้ายพัดผ่านไปเร็วนัก แต่จะวางใจ ก็รู้สึกว่ายังไม่ควรง่ายขนาดนั้น
‘ปล่อยพู่ก่อน หายใจจะไม่ออกอยู่แล้ว’
‘ถ้าปล่อยก็โง่เหมือนกัน’ อ้อมแขนเขาคลายลงเล็กน้อย แต่ก็ห่างไกลจากคำว่าปล่อย
‘พู่ ขอให้เชื่อว่าคำพูดนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะต้องพูด เต้เสียใจ’

เขาหยุด นัยน์ตาดำเข้มนั้นมองเหมือนจะค้นหาคำตอบจากเธอ เมื่อพู่ไหมยังมองเขาอยู่โดยไม่พูดอะไร เขาก็ย้ำความหมาย
‘เต้มาขอโทษพู่ ยอมรับผิดทั้งหมด’
ถ้าหากว่าเธอใจแข็งได้สักครึ่งหนึ่งของพี่สาว คำตอบที่ควรมีก็คือ
‘มาพูดกันง่ายๆยังงี้น่ะรึ ไม่มีทาง’
แต่ในเมื่อเธอคือเธอ คำตอบทั้งหมดจึงไม่ล่วงผ่านลำคอออกมา พู่ไหมเบือนหน้าหนี ไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตาที่เริ่มปริ่มขอบตา เธอไม่ใช่เด็กที่จะน้ำตาร่วงง่ายๆเวลามีอะไรมากระทบ แต่..มันก็น่าเจ็บใจ ตรงที่คิดได้ แต่ทำไม่ได้ จนแล้วจนรอด

มือของเต้จับคางเธอไว้ มืออีกข้างหนึ่งหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า ซับน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน เป็นกิริยาที่เขาทำได้ดีเสมอ ยามอยู่ในอารมณ์รัก
‘เต้รักพู่มากแค่ไหน ก็หึงมากแค่นั้น ตอนนี้รู้แล้วว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหึง มันมีแต่จะทำให้พู่ไปจากเต้เร็วขึ้น ในความรัก ต้องมีความไว้ใจกันด้วย เต้ได้บทเรียนที่เจ็บมาก จากที่เรามีเรื่องกัน’
เขาเจ็บงั้นหรือ ใครกันแน่ที่เจ็บมากกว่า
‘อีกเรื่องหนึ่งล่ะ’ พู่ไหมพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น ‘เรื่องหึง เอาไว้ก่อนเถอะ อีกเรื่องสำคัญกว่า’
‘เรื่องไหน?’ เต้ทำหน้าฉงน
‘เรื่องระหว่างเราสองคน ที่เต้ขอให้คิดว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุ หมายความว่า เต้ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้นเลย จริงไหม’
สีหน้าอีกฝ่ายหนึ่งเหมือนยังนึกไม่ออกว่าเธอหมายถึงอะไร แต่ก็ค่อยคลี่คลายออกด้วยรอยยิ้ม
‘โธ่! พูดออกไปเพราะหึงนั่นแหละ’
‘แค่นี้น่ะรึ’ คราวนี้เสียงพู่ไหมดังขึ้น ทั้งดังทั้งสั่นเพราะโทสะแล่นเข้ามาแทนความน้อยใจ
‘ก็..แค่นี้ เต้คิดว่าพู่เองก็ไม่ได้ตั้งใจจะรักเต้ มันเกิดเพราะ.. เพราะอะไรก็พูดยาก อาจจะเป็นเพราะ..เราเผลอตัว ใกล้ชิดกันเกินไป เต้เป็นฝ่ายตั้งใจฝ่ายเดียว’
คราวนี้ น้ำตาที่ร่วงลงมา เกิดจากความโกรธมากกว่าเสียใจ ผ้าเช็ดหน้าผืนเดียวแทบจะไม่พอซับ
‘พูดอีกทีก็คือ พู่เป็นผู้หญิงใจง่าย’
‘ไม่ใช่! ไม่ได้คิดยังงั้น! เพียงแต่คิดว่า ผู้ชายถ้าอยากให้ผู้หญิงรัก เขาก็มีวิธีของเขาจนได้ แต่มันก็ได้แค่พักเดียว ถ้าหากว่าตั้งใจอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ใช่ทั้งสองฝ่าย’
น้ำตาที่ร่วง ห้ามไม่อยู่เสียแล้ว ยิ่งฟังก็ยิ่งแค้นใจ ไม่ว่าเธอหรือเขาเป็นฝ่ายไม่ตั้งใจ มันก็เลวร้ายพอๆกัน
‘แล้วใครล่ะ เป็นฝ่ายไม่ตั้งใจ’
‘โธ่! งั้นไม่ตอบดีกว่า’ เต้ครางออกมา ‘ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้พู่ร้องไห้ ไหนบอกมาซิ จะให้เต้ทำอะไรก็ยอมทุกอย่าง ขอแต่เลิกร้องเสียที’
พู่ไหมได้ยินประโยคว่า ‘น้ำตาจะท่วมบ้านอยู่แล้ว’ ดังมาจากในใจของอีกฝ่าย ที่เดาได้ ก็เพราะแพรมนใช้ประโยคทำนองนี้อยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังดี ที่เต้ไม่ได้หลุดปากออกมาอย่างที่เธอคิด
‘ก็ได้ ขอให้เราเลิก…’
พูดได้แค่กลางประโยค อีกฝ่ายหนึ่งก็ยกมือปิดปากเธอไว้ทันควัน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเอาจริงเอาจัง
‘เต้ไม่ขอฟังคำนี้ แล้วจะไม่มีคำนี้ระหว่างเราด้วย’
พู่ไหมปัดมืออีกฝ่ายหนึ่งออก
‘เราเป็นเพื่อนกันได้..’
‘ใครๆ ก็เป็นเพื่อนกันได้ แต่คนรักมีคนเดียว เต้ต้องการเป็นคนเดียวสำหรับพู่ เหมือนอย่างที่พู่เป็นคนเดียวสำหรับเต้เหมือนกัน’
เต้มีกำลังใจที่กล้าแข็งกว่าเธอ เขารู้ว่าเขาต้องการอะไร ในขณะที่เธอตอนนี้ ต้องรวบรวมกำลังใจอย่างหนักกว่าจะพูดได้อย่างที่อยากจะพูด
‘ตอนที่เราเป็นเพื่อนกัน เราไม่เคยมีเรื่องต้องขัดใจกันเลย’
เธอพูดเสียงแผ่วเบา ใจหายเมื่อนึกถึงครั้งก่อนๆ
เมื่อยังเป็นเพื่อนกัน หนุ่มน้อยผู้นั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นที่ขวางหู ขวางตาคนอื่นๆ มากเพียงใดในเมือง เธอก็ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อเขา และเชื่อว่าเขาเองก็มีความรู้สึกที่ดีต่อเธอเช่นกัน เขาไม่เคยทำร้ายเธอ ไม่เคยมีความร้าวฉานระหว่างกันสักครั้งเดียว

พู่ไหมเสียดายความทรงจำที่ดีครั้งนั้นเหลือเกิน เธออยากจะให้มันคืนกลับมาอีกครั้ง วันคืนเก่าๆ ที่เต้เคยเย้า เคยเล่น และเคยทำให้เธอสบายใจที่คบหาเขา
‘พู่ยังจำได้ว่าพู่ชอบเต้มาก แล้วคิดว่าเต้ก็ชอบพู่มากเหมือนกัน เราไม่เคยต้องพูดคำว่าเสียใจ ไม่เคยต้องขอโทษ แต่พอเราเปลี่ยนจากเป็นเพื่อน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด เราคิด เราเข้าใจกันคนละทาง ไม่เคยทำร้าย ก็ต้องมาทำ พู่คิดว่าเราควรจะเป็นเพื่อนกันอย่างเดิมดีกว่า เราอาจจะไม่เหมาะที่จะเป็น..คนรัก..มากกว่าเพื่อน’

มือของเต้ที่จับต้นแขนเธอไว้ร่วงผล็อยลง พู่ไหมมองเห็นว่าถ้อยคำของเธอเหมือนกระสุนจากมือผู้อ่อนหัด แต่มันก็กลับทะลุหัวใจอีกฝ่ายอย่างตรงเป้าเกินคาดหมาย
‘พู่คิดยังงั้นจริงๆรึ’
พู่ไหมไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้จากเต้มาก่อน มันแผ่วเบาเกือบจะเท่าเสียงของเธอเอง มีความร้าวรานและคาดไม่ถึงอยู่ในน้ำเสียง เหมือนเขาเห็นรอยแยกลึกของหุบเหวพาดขวางอยู่ระหว่างกลางระหว่างเขากับเธอ เป็นรอยแยกที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเอง
เป็นครั้งแรกที่พู่ไหมรู้สึกว่าความเจ็บปวดที่เธอได้รับ เต้ก็เริ่มประจักษ์เหมือนกัน แต่เธอก็จำต้องย้ำคำตอบ
‘ใช่ พู่คิด พู่ตัดสินใจแล้ว’
เต้นิ่งอั้น แต่อารมณ์เขาไม่ได้นิ่ง สีหน้าของเต้เป็นกระจกสะท้อน พายุอารมณ์ที่เริ่มโหมกระหน่ำ เธอมองเห็นความโกรธ ความเจ็บปวด ความผิดหวัง…ความเสียใจ คละปนด้วยกำลังแรงกล้าดุจพายุหมุน
พู่ไหมใจสั่นไปหมด รอรับพายุที่จะพัดทลายห้องนั้นและตัวเธอราบลงไปพร้อมกัน แต่เต้ก็ไม่ได้ทำ เขาบังคับตัวเองได้เก่งจนเธอนึกไม่ถึง
‘ถ้าพู่ต้องการจริงๆ เต้ก็ยอม’
ในที่สุด เขาตอบเสียงเรียบ จนเธอนึกไม่ถึง
‘ขอให้เราเป็นเพื่อนที่ดีกันอย่างเดิม ดีกว่าจะเสียทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ความเป็นเพื่อน’
คำตอบของเขา ทำให้พู่ไหมหล่นลิ่วลงไปในหุบเหวตรงหน้า เธอไม่เคยตระหนักเลยว่า ความเจ็บปวดของเต้จะส่งผลมาถึงตัวเธอไม่น้อยไปกว่ากัน

17 มีนาคม 2562

••••••••••••••••••••••

ของขวัญวันวาน เป็นนวนิยายเรื่องโปรดที่ชอบมากๆ หนึ่งในหลายๆเรื่อง เป็นเรื่องราวชีวิตรักของ เต้ และ พู่ไหม นักเรียนไทยในสหรัฐ โดยผู้เขียนใช้วิธีการเปิดเรื่องในยุคปัจจุบันของพู่ไหม ในวันที่เป็นแม่ของลูกวัยหนุ่มสาว และถ่ายทอดความทรงจำในช่วงชีวิตที่ได้พบรักและแต่งงาน ในยุคที่คนหนุ่มสาวจากเมืองไทยไปเรียนต่อสหรัฐกันมากมายเป็นยุคแรกๆ ช่วงปี ค.ศ. 1970-1990 (พ.ศ.2513 – 2533)

ในเรื่องนี้มีตัวละครที่เด่นมากๆ คู่กันมากับเต้และพู่ไหม อีก 2 คน คือ นิก ชายหนุ่มอ่อนโยนใจดี ชอบช่วยเหลือ และแพรมน พี่สาวของพู่ไหม ที่มีบุคลิกตรงข้ามกับน้องสาวทุกประการ แพรมน มั่นใจ ปราดเปรียว ตรงไปตรงมาต่อความรู้สึกของตนเอง ในขณะที่พู่ไหม เป็นหญิงสาวที่อ่อนไหว หัวอ่อน เรียบร้อย

พระเอกของเรา เต้ เป็นหนุ่มขรึมเข้ม เก็บความรู้สึก และมักใจร้อน อารมณ์รุนแรง ความที่พื้นฐานเป็นบุตรชายในครอบครัวทหารที่ครองอำนาจทางการเมืองและร่ำรวย ความเก็บกดจากการถูกเลี้ยงดูอยู่ในกรอบและบังคับให้เดินตามทางอย่างที่บิดาต้องการ ทำให้เขาเป็นคนเงียบขรึม ไม่แสดงความรู้สึก

ในเรื่องนี้ผู้อ่านจะเชียร์นิกให้เป็นพระเอก แต่เมื่อเรื่องจบลง พระเอกคือเต้ หลายคนก็ผิดหวัง แต่สุดท้ายผู้เขียนก็เขียนเรื่องต่อ ให้นิกไปเป็นพระเอกในเรื่อง สุดหัวใจที่ปลายรุ้ง

เมื่ออ่านของขวัญวันวานจบ ฉันรู้สึกมีความสุขเหมือนได้ย้อนกลับไปดูภาพอดีต และบรรยากาศความรักของหนุ่มสาวในยุคนั้น คล้ายๆกับการมองตนเองในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

เหมือนใน #โปรยปกหลัง ที่เขียนเอาไว้ว่า

ในกล่องของขวัญ ฉันเห็นอดีตเมื่อวันวานวางอยู่ในนั้น
สภาพยังดี เพราะทะนุถนอมเอาไว้ด้วยฝีมือแม่และพ่อ
แม่หยิบขึ้นมาดูทีละชิ้น แล้วเล่าให้ฟังว่า
ชิ้นไหนคือรอยยิ้ม…
ชิ้นไหนคือเสียงหัวเราะ…
ชิ้นไหนคือหยาดน้ำตา…
ชิ้นไหนคือความผิดหวัง…
ชิ้นไหนคือความสมหวัง…
ทุกชิ้นประกอบกันเข้าเป็นของขวัญ
ที่แม่ตั้งใจหยิบยื่นให้ฉัน
เผื่อว่าวันหนึ่งฉันอาจจะมีประสบการณ์อย่าง…พ่อและแม่
จะได้รู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไร
เพื่อจะเผชิญทั้งเสียงหัวเราะ…และน้ำตา

•••••••••••••••

ของขวัญวันวาน : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2541
ภาพประกอบเรื่องในโพสต์นี้คือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่ 9
โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2553
ภาพปก-ออกแบบ : ฟารุต สมัครไทย
ราคาปก 400 บาท
จำนวนหน้า 611 หน้า ไม่รวมท้ายเล่มที่มีตอนพิเศษ ‘เพียงความเชื่อมั่น’ และความคิดเห็นของผู้อ่านผ่านทางอินเทอร์เน็ต

••••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

บูรพา – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รัก เล่มที่ 36

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

บูรพา เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องที่ 4 ของผู้เขียน ว วินิจฉัยกุล นับจากเรื่อง ‘รัตนโกสินทร์’ ‘สองฝั่งคลอง’ และ ‘ราตรีประดับดาว’ ตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ปี พ.ศ.2553

จุดมุ่งหมายของเรื่องนี้ ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องมาจนต้นรัชกาลที่ 5 เพื่อให้เห็นภาพเรื่องสำคัญของรัชสมัยคือ ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันตก

คุณหญิงวินิตา เล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในท้ายหนังสือไว้ว่าเรื่องนี้เตรียมข้อมูลประมาณ 4 ปีเศษ และเขียนต่ออีกเกือบ 2 ปีจึงจบบริบูรณ์

โดยผูกเรื่องผ่านฉากหลังคือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ และมีตัวละครหลายตัวในเรื่องเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนจริงๆ โดยเฉพาะที่มีรายละเอียดมากที่สุดคือส่วนของ “วังหน้า” ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์องค์ที่สองในสมัยรัชกาลที่ 4

แต่ตัวเอกของเรื่อง พระเอกและนางเอกเป็นตัวละครสมมติ คือหม่อมเจ้าวิชชุประภา หรือ เจ้าสายฟ้า หรือ ‘จัสติน’ ของ แคธรีน หญิงสาวชาวอังกฤษ ที่ชะตาชีวิตพัดพาให้มาพบรักกับเจ้าชายหนุ่มจากสยาม ซึ่งคุณหญิงได้ปรารภไว้ในเกร็ดท้ายเรื่องว่า ได้แนวคิดมาจากชีวิตของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ และ หม่อมแคธเธอรีน ในปลายรัชกาลที่ 5

เมื่ออ่านเรื่องราวรักของชายหนุ่มและหญิงสาวที่ต่างทั้งเชื้อชาติ ชนชั้น และขนบธรรมเนียมประเพณี ผ่านเหตุการณ์ตั้งแต่พบกันจนปลายทางของชีวิต ก็ซาบซึ้งและประทับใจในเรื่องราวความรักและความมั่นคงในรักของตัวละครสมมติคู่นี้ จนระหว่างที่อ่านรู้สึกลำคอตื้นตันและสะเทือนใจสลับกันไปกับความละมุนละไมของภาษาที่สละสลวยในการกล่าวคำรักที่มีต่อกันของแคธรีนและเจ้าสายฟ้า

เรื่องนี้มีที่ขัดใจอยู่อย่างเดียว เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของฉัน ถ้านางเอกเป็นคนไทย เรื่องราวรักอันพลัดพรากนี้จะทำให้เรามีความรู้สึกร่วมและซาบซึ้งได้มากกว่านี้ เหตุเพราะเวลาอ่านแล้วนึกภาพตามจินตนาการ เราจะไม่ค่อยอินภาพพระเอกคนไทยกับแหม่มฝรั่งในชุดแบบวิคตอเรียเท่าไหร่ ช่วงแรกๆ ที่หยิบอ่าน และรู้สึกขัดใจ ทำให้ดองไว้บ้างเหมือนกัน ไม่เหมือนเรื่องอื่น จะอ่านยาวตั้งแต่ต้นจนจบ และในระหว่างอ่านบางทีฉันก็เห็นใจและสงสารแม่บัว จนอยากจะให้เธอไปเป็นนางเอกในเรื่องอื่นเถอะ เพราะบทเธอนั้นคือนางเอกชัดๆ

และเป็นประจำที่เมื่ออ่านจบ ฉันมักจะชอบหยิบยกตอนที่ชอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบทรักพระนาง แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยมีตอนไหนที่โดนใจเท่าไหร่ จึงหยิบเอาตอนที่สะเทือนใจและประทับใจมาประกอบบันทึกหลังอ่านจบไว้ตรงนี้ เป็นการบรรยายฉากเพียงสั้นๆ ฉากหนึ่ง

“จดหมายหลุดจากพระหัตถ์โดยไม่ทันรู้องค์ เจ้าสายฟ้าทรงล้มทั้งยืน พระองค์ฟาดเข้ากับโต๊ะ กวาดกระปุกหมึกทำด้วยแก้ว ตลอดจนเครื่องประกอบการเขียนอื่นๆ ซึ่งวางประดับอยู่บนนั้นแตกกระจายเปรื่องปร่างบนพื้นไม้ขัดมัน”


ฉากนี้เป็นเพียงฉากที่ผู้เขียนบรรยายไว้สั้นๆ แต่สะดุดใจจนฉันเห็นภาพชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจและแข็งแกร่ง ชายหนุ่มผู้สามารถเอาชนะอุปสรรคใหญ่หลวง แต่กลับล้มทั้งยืนเมื่อหญิงอันเป็นที่รักจากไป ทำให้ฉันสงสารเจ้าสายฟ้าในช่วงชีวิตที่แคธรีนหนีกลับอังกฤษ และไม่ได้พบกันอีกร่วมยี่สิบปี

เป็นชีวิตที่ต้องอยู่กับความรักและความทรงจำอย่างเจ็บปวด และมีช่วงเวลาแห่งความสุขในชีวิตคู่เพียงสั้นๆ เป็นไปดั่งคำกล่าวของ อัมราฮัม ลินคอล์น ที่ผู้เขียนยกมาในตอนท้ายเรื่องว่า

“And in the end, it’s not the years in your life that count, it’s the life in your years”

จำนวนปีในชีวิตหาได้มีความหมายไม่ แต่ชีวิตในจำนวนปีที่คุณอยู่อย่างมีค่าและมีความหมายนั่นต่างหาก เป็นสิ่งควรคำนึงถึงมากกว่า

••••••••••••••••

โปรยปกหลัง

แคธรีนไม่เคยตระหนักมาก่อนเลยว่าอารมณ์ล้ำลึกบางอย่างเปรียบได้กับน้ำที่ค่อยไหลซึมขึ้นมาจากใต้ดิน กว่าจะรู้ น้ำใสก็เต็มแอ่งในหัวใจของเธอเสียแล้ว เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าว่าจัสตินคือความอบอุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้…คือความรื่นรมย์ที่จะได้พูดคุยด้วย ได้ฟังเขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบูรพาอย่างที่ไม่เคยฟังมาก่อน และท้ายสุด คือการรับรู้จนไม่มีความรู้สึกแปลกแยกว่าเขาคือชายผู้ซึ่งแตกต่างทั้งเชื้อชาติและศาสนา

••••••••••••••••

บูรพา : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2543
ภาพประกอบเรื่องนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2552
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก : เกริกบุระ ยมนาค
จำนวน 728 หน้า
ราคาปก 475 บาท

•••••••••••••••••

❤️🪴🍀ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

เรือนไม้สีเบจ – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รัก เล่มที่ 35

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากนวนิยายที่รัก

ฉันไม่ได้โผเข้าไปกอดเขาหรอก…ทำอย่างนั้นมันเหมือนเด็กแสนงอนกลับมาคืนดีกับเด็กอีกคน ความรู้สึกท่วมท้นขึ้นมามากกว่านั้นหลายเท่า

ฉันเพียงแต่ก้าวด้วยฝีเท้ามั่นคงไปที่เตียง เมื่อพี่อาร์มทรงตัวลุกขึ้นนั่งเต็มตัว ฉันก็เข้าไปสวมกอดเขาไว้…อย่างเงียบๆ แล้วแนบหน้าลงบนบ่ากว้าง ไขว่คว้ายึดมือเขาไว้แน่น

คำพูดไม่จำเป็นสำหรับเราสองคน

อย่าปล่อยมือฉันได้ไหม
ไม่ว่าอะไรก็ตาม
เจ็บปวดชอกช้ำแค่ไหน
จับมือฉันไว้ตลอดเวลา
อย่าปล่อยมือฉันได้ไหม
ถึงฉันจะมีน้ำตา
ก็จะขอยืนยัน
ว่าฉันจะอยู่กับเธอ

แขนของพี่อาร์มเลื่อนมากอดฉันไว้ มืออีกข้างหนึ่งประสานยึดมือฉันไว้แน่นเช่นกัน แน่นจนฉันรู้สึกว่าเจ็บ

เมื่อเขาแนบหน้าลงบนเส้นผม…ฉันสัมผัสลมหายใจสะท้านแรง…เหมือนพี่อาร์มกำลังเก็บกลั้นอารมณ์ท่วมท้นหัวใจเช่นเดียวกับหัวใจอีกดวงหนึ่งซึ่งแนบอกเขาอยู่ในตอนนี้

“มุกคือชีวิตของพี่…รู้ไว้ด้วย ถ้าไม่มีมุก..พี่ก็ไม่มีชีวิตเหลืออีก”

นานเท่านาน…เรายังอยู่ในอ้อมแขนกันและกัน

ตอนหนึ่งจากนวนิยายเรือนไม้สีเบจ ของ ว.วินิจฉัยกุล

นวนิยายเรื่องนี้เคยพิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสารหญิงไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2543 – 2544

ภาพประกอบปกเล่มนี้เป็นฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ ภาพปกโดย เกริกบุระ ยมนาค

เป็นนวนิยายอีกเรื่องที่ได้ชมละครทีวีก่อนจะตามหาซื้อนิยายมาอ่าน ประทับใจทั้งสองแบบเช่นกัน

ละครเรื่องเรือนไม้สีเบจ ฉายทางช่องสาม เมื่อปี พ.ศ. 2547 สร้างโดยทีวีซีน เขียนบทโดยเอกลิขิต นำแสดงโดย แอนดริว เกร็กสัน และ เข็มอัปสร สิริสุขะ

ชอบละครมากๆ ค่ะ ใครไม่เคยดูติดตามดูได้ตามลิ้งค์ข้างล่างค่ะ

เมื่อดูละครแล้วค่อยมาอ่านหนังสือ บางทีฉันก็ติดภาพแอนดริว เกรกสัน กับเชอรี่ เข็มอัปสร มาบ้างตอนอ่านนิยาย

พี่อาร์ม หนุ่มนักกีฬาที่พบกับ มุก หญิงสาวรุ่นนัองที่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่เชื่อมเข้าหากัน เมื่อแม่ของพี่อาร์ม ไปแต่งงานเป็นภรรยาใหม่ของหนุ่มใหญ่ไฮโซ และอยู่ในแวดวงสังคมเดียวกับมุก

ทั้งคู่สนิทสนมกันมากขึ้นเมื่อต่างฝ่ายต่างไปเยี่ยมบ้านของกันและกัน มุกได้รู้จักเรือนไม้สีเบจของพี่อาร์ม และรับรู้ว่ามันเป็นสถานที่ที่สำคัญและมีความหมายมากเพียงใด

พี่อาร์ม เมื่อมาบ้านมุก ก็พบว่าตนเองและมุกนั้นอยู่บนเส้นทางที่ไม่น่าจะมาบรรจบกันได้

พี่อาร์มตัดสินใจจากมุกไปอยู่กับพ่อที่แยกกับแม่ไปมีครอบครัวใหม่ที่อเมริกา

ความรักของตัวละครเรื่องนี้ค่อยๆ เติบโต โดยมีบ้านพี่อาร์ม เรือนไม้สีเบจ เหมือนเป็นที่พักพิงใจและศูนย์รวมความรัก และเส้นทางชีวิตที่ผ่านอุปสรรคขวากหนาม

เมื่อมาเขียนบันทึก ฉันเริ่มจำรายละเอียดเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แต่จำบรรยากาศถึงความรักที่มุกและพี่อาร์มมีให้กันได้ และจำบรรยากาศและรูปแบบการเขียนเรื่องนี้ของผู้เขียนว่าแตกต่างจากเรื่องอื่น

ผู้เขียนใช้วิธีเขียนแนวบันทึกส่วนตัวของตัวละครเอกสลับไปมา เวลาเขียนเรื่องของมุก ก็จะเป็นความรู้สึกและการเล่าเรื่องที่ดำเนินไป ความรู้สึกที่มุกมีต่อพี่อาร์ม

เวลาอ่านบันทึกของพี่อาร์มที่เล่าถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อมุก ก็จะเป็นแบบผู้ชายที่ทำทุกอย่างด้วยเหตุผลมากกว่าหัวใจ

เมื่อมาเขียนลงเพจอีกครั้งในวันนี้ ฉันรู้สึกว่ารายละเอียดเรื่องมีมากมาย และอยากกลับไปอ่านอีกครั้ง เร็วๆ นี้ น่าจะได้เวลารื้อมาอ่านจริงๆ

•••••••••••

โปรยปกหลัง

วิญญาณของเรือนไม้สีเบจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผม
คงจะเป็นเพราะเราเห็นกันมาตั้งแต่เกิด
เราเคยสุขด้วยกันเมื่อครอบครัวยังอยู่พร้อมหน้า…
เคยเหงาด้วยกันเมื่อคนอื่นๆ แต่ละคนพากันจากไป…
เมื่อสาวน้อยคนหนึ่งก้าวเข้ามา
เธอก็นำชีวิตชีวามาให้ทั้งผมและเรือนหลังนี้
เธอรักและไม่ทอดทิ้งบ้านเช่นเดียวกับเธอทำกับผม

•••••••••••

เรือนไม้สีเบจ : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารหญิงไทย พ.ศ.2543 – 2544
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก กรกฎาคม 2544
ภาพประกอบในเรื่องคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 เดือนธันวาคม 2550
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก-ออกแบบ : เกริกบุระ ยมนาค
ราคาปก 325 บาท
จำนวน 404 หน้า

••••••••••••••••••••••••••••••••

❤️🍀🪴ขอประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ🍀🪴❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ทางไร้ดอกไม้ – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รัก เล่มที่ 34

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

นวนิยายเรื่อง “ทางไร้ดอกไม้” โดย ว.วินิจฉัยกุล เป็นนวนิยายที่มีแก่นของเรื่องว่าด้วยเส้นทางสู่การเป็นนักเขียน เล่าเรื่องราวผ่านตัวละครหลักคือ ‘หลิว’ หญิงสาวที่รักการอ่านการเขียน และมีความฝันมาแต่วัยเยาว์ว่าเมื่อเติบโตขึ้น เธอจะเป็นนักเขียน

ชีวิตของหลิวหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยคือการพยายามเดินตามความฝันของตนเอง ด้วยการตัดสินใจทำงานที่เธอรัก หลิวเริ่มต้นจากการเขียนเรื่องสั้น และมีความฝันอยากเป็นนักเขียนนวนิยายเรื่องยาวที่มีชื่อเสียง

เมื่อเรียนจบเธอตัดสินใจเข้าไปพบคุณพรทิพาเจ้าของและบรรณาธิการนิตยสาร ‘สวัสดี’ ที่เธอเคยส่งเรื่องสั้นมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ และได้รับโอกาสเริ่มต้นฝึกงานในสำนักงานนิตยสารนั้น แต่เส้นทางสู่การเป็นนักเขียนนวนิยายของหลิวนั้นก็ยาวนานกว่าจะเดินไปถึง

นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2526 เล่าเรื่องราวในวงการนิตยสารและนักเขียน ว่าเส้นทางในวงการน้ำหมึกนั้นเป็นเส้นทางที่กว่าจะขึ้นสู่ความสำเร็จได้นั้นต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ตามที่อาจารย์วินิตาตั้งเป็นชื่อเรื่องว่า ‘ทางไร้ดอกไม้’ อย่างไรอย่างนั้น

อ่านแล้วก็ทำให้นึกถึงยุคก่อนที่เราติดตามนวนิยายในนิตยสารดังๆ อย่างสกุลไทย ขวัญเรือน พลอยแกมเพชร ดิฉัน แพรว นึกถึงแล้วก็เสียดายบรรยากาศการอ่านนิยายจากนิตยสารเมื่อหลายปีก่อน

ใน ‘ทางไร้ดอกไม้’ เน้นเรื่องราวชีวิตการเป็นนักเขียนของนางเอก และชีวิตคนรอบข้างในวงการหนังสือ ในมุมชีวิตรักผู้เขียนได้ผูกเรื่องราวชีวิตรักคู่กันไปด้วย

นวนิยายเรื่องนี้เป็นนิยายเล่มไม่หนามากที่อ่านเพลิน เส้นเรื่องเกี่ยวกับความรักของนางเอกอย่าง ‘หลิว’ และพระเอกอย่าง ‘รัม’ ก็เรียบง่ายแต่น่ารักน่าประทับใจไม่แพ้กัน

พระเอกนางเอกเป็นเพื่อนเป็นพี่ที่เติบโตอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ ขนาดแก้ผ้าเล่นน้ำกันมาตั้งแต่เล็กๆ เป็นความผูกพันอันยาวนานที่น่ารักน่าประทับใจ เพราะครอบครัวของทั้งสองฝ่ายสนิทสนมกันและบ้านอยู่ใกล้ๆกัน

รัม เป็นหนึ่งในสามหนุ่มที่มีขื่อเล่นเป็นเครื่องดื่มว่า เบียร์ รัม ไวน์ ของครอบครัวนักธุรกิจเชื้อสายจีนทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ที่สนิทสนมกับพ่อแม่ของหลิวตั้งแต่หลิวยังไม่เกิด

เป็นความรักที่เริ่มจากเพื่อนเล่นในวัยเด็ก โตมาก็เป็นดั่งพี่ชายที่คอยดูแลกันและกัน เรียบๆเรื่อยๆ แต่มั่นคง

ขอยกตัวอย่างตอนหนึ่งที่ชอบประกอบบันทึกการอ่านดังเช่นเคย

ตอนที่ประทับใจ

“รัมจูบหลิวอย่างอ่อนโยน ทะนุถนอมเหมือนเมื่อสมัยที่เคยประคับประคองดูแลหลิวสมัยหลิวเป็นเด็กเล็กๆ ลักษณะของรัมนั้นเป็นทั้งคนรักและพี่ชายระคนกัน…บวกด้วยความเป็นมิตรแท้ที่จริงใจต่อหลิวตลอดมา

นางเอกในนวนิยายเรื่องหนึ่ง เคยพูดกับผู้ชายที่หลงรักหล่อนว่า
“ฉันรักคุณอย่างพี่ชาย..ขอให้ฉันเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่งของคุณนะคะ”

ถ้าหล่อนมีตัวตนจริง หลิวนึกเสียใจแทนหล่อนที่ไม่เลือกผู้ชายคนนั้น หากแต่กลับไปรักพระเอกผู้แสนหยิ่งแสนกร้าว มีแต่คำพูดอันเชือดเฉือน ดูถูกดูหมิ่นหล่อนสารพัด แทนที่จะเลือกผู้ชายที่สุภาพอ่อนโยนกับหล่อนอย่างสุจริตใจ

แต่นั่นแหละ นิยายก็คือนิยาย ไม่ใช่ชีวิตจริง

ชีวิตที่หลิวประสบอยู่ขณะนี้ต่างหากคือชีวิตจริงที่หลิวไม่ต้องการแลกกับนวนิยายเรื่องใดทั้งสิ้น

ฉันอ่านนวนิยายเรื่องนี้จบก็นึกชอบใจที่ว่าอาจารย์วินิตาได้เขียนสอดแทรกมุมมองของบรรณาธิการหนังสือในการพิจารณาคัดเลือกเรื่องพร้อมเล่าถึงปัจจัยหลายอย่างเช่นเงินลงทุน และกระแสความชอบของผู้อ่านที่มีผลอย่างมากต่อความสำเร็จของนักเขียน

และสุดท้ายได้เรียนรู้ว่าโลกในอุดมคติที่ฝันใฝ่มักยากที่จะจูงมือเดินร่วมทางไปกับเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจในทุกวงการ ไม่พ้นแม้แต่วงการหนังสือ

••••••••••

โปรยปกหลัง

การเป็นนักเขียนนั้นไม่ใช่ว่าง่ายดายเพียงเขียนอะไรให้เต็มๆ หน้ากระดาษแล้วก็เอาไปขายได้เงิน โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลยนอกจากค่าปากกากับกระดาษ

หลิวรู้ว่าความยากเย็นแสนเข็ญนั้นอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรเนื้อความที่เขียนลงไปนั้นจึงจะเป็นที่ยอมรับ และคำตอบที่เป็นสูตรแจ่มแจ้งนั้นไม่เคยมีเลย

คนเป็นจำนวนมากเดินเข้าสู่เส้นทางนี้แล้วพบแต่ความแห้งแล้ง…พบแต่ขวากหนาม มาลัยเกียรติยศตรงปลายทางนั้น มองดูเหมือนภาพลวงตามากกว่าของจริง

•••••••••••

ทางไร้ดอกไม้ : ว.วินิจฉัยกุล
รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2526
ฉบับภาพประกอบเรื่องคือ
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 เดือนพฤษภาคม 2558
สำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก-ออกแบบ : ฟารุต สมัครไทย
ราคาปก 220 บาท
จำนวน 303 หน้า

••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

❤️🪴🍀ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

คุณชาย – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 33

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้ คุณชาย #ววินิจฉัยกุล

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

ชีวิตคนมิใช่ไม้ป่าที่ไม่ต้องการความรักและเอื้ออาทร แต่คือไม้บ้านที่ต้องการการรดน้ำ พรวนดิน และใช้ความรักเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงลำต้น

โด่งและรวงข้าว คือไม้บ้านที่เติบโตแบบไม้ป่า ไม่ได้รับความรักและความเข้าใจ ชีวิตเธอและเขาแสวงหาความรัก เพื่อที่จะยืนหยัดท้าทายพายุ และลมฝนที่โหมพัดเข้ามาเป็นอุปสรรคชีวิต ซึ่งจะทำให้ทั้งคู่เป็นต้นไม้ที่ยืนต้นอย่างแข็งแกร่งและมีคุณภาพ

โปรยปกหลังจากหนังสือนวนิยายเรื่อง’คุณชาย’ ของ ว.วินิจฉัยกุล นวนิยายชีวิตที่เล่าถึงผู้คนผ่านตัวละครหลักๆ ที่เห็นชัดเจน เช่น

โด่ง ชายหนุ่มที่มีชาติกำเนิดไม่ชัดเจน ในตอนต้น และเปิดเผยตอนท้ายเรื่อง วัยเด็กอยู่กับยาย ที่เร่ร่อนมาปลูกกระต๊อบอยู่ในสวน

แล้ววันหนึ่งยายก็ป่วย โด่งมาขอความช่วยเหลือจาก ตาแหยม ชายแก่ไม่มีประวัติความเป็นมาชัดเจนเช่นกัน ตาแหยมปล่อยตัวทรุดโทรม ภาพคุ้นตาชาวบ้านคือตาแหยมนอนกอดขวดเหล้าโรงหรือไม่ก็กระแช่หลับกลิ้งอยู่ในกระต๊อบเล็กๆท้ายสวนของแป๊ะเฮง วันๆแกมักจะเที่ยวเดินไปคุยกับชาวบ้านในร้านกาแฟ ไม่ก็ไปแวะเวียนขอข้าวก้นบาตรหลวงพ่อที่วัด

เมื่อเด็กน้อยอย่างโด่ง มาขอความช่วยเหลือเมื่อยายป่วย ตาแหยมก็มาขอให้คุณมหา ผู้อารี ช่วยแทน คุณมหาเป็นลูกชายเจ้าของสวนที่ไปบวชเสียนับสิบปี รับมรดกสวนมาแล้วก็รับราชการด้วยเป็นชาวสวนไปด้วย

คุณมหามีภรรยาเป็นพยาบาลชื่อสุภา มีบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนที่ถูกเลี้ยงแบบคุณหนูชื่อ คุณเต้ย

หลังยายตาย คุณมหาก็รับอุปการะโด่ง ส่งเสียให้เรียน และช่วยงานเล็กๆน้อยๆในบ้าน เป็นเหมือนกับเด็กรับใช้ให้คุณเต้ย

ส่วนรวงข้าวเป็นหลานสาวคนสำคัญของคุณหญิงละม้ายทิพย์เจ้าของโรงพยาบาลที่สุภา ภรรยาคุณมหาทำงานอยู่

แล้ววันหนึ่งเด็กหนุ่มสาวสามคนเมื่อโตเป็นวัยรุ่นก็ได้พบกัน คุณเต้ยเป็นคนทะเยอทะยานหัวสูง พยายามเข้ามาใกล้ชิดเป็นเพื่อนกับโบ หลานสาวอีกคนของคุณหญิง ญาติผู้พี่ของรวงข้าว ส่วนโด่งได้พบกับรวงข้าวโดยบังเอิญ และถูกชะตากัน

ทั้งโด่งและรวงข้าวมีความคล้ายกันคือความเป็นลูกครึ่ง หน้าตาผิวพรรณสวยงาม แต่ขาดความรัก

โด่งถูกแม่ทิ้งให้อยู่กับยาย แล้วหายสาบสูญไป ส่วนรวงข้าวถูกแยกจากแม่ชาวอเมริกันหลังแม่เลิกรากับพ่อ ต้องเติบโตมาอย่างถูกทอดทิ้งและขาดความอบอุ่นจากความรักของพ่อแม่ ภายใต้ความเข้มงวดของคุณหญิงละม้ายทิพย์ผู้เป็นย่า

เมื่อคนสองคนที่มีอะไรคล้ายๆกัน เห็นอกเห็นใจกัน เป็นเพื่อนกัน ก็เกาะเกี่ยวกันไว้ด้วยความรู้สึกผูกพันกันจนในที่สุดก็ค่อยๆเติบโตเป็นความรัก

แต่ชีวิตที่ขาดของโด่ง ต้องพิสูจน์ตนเองและอดทนรอคอยกว่าจะถึงวันที่สำเร็จและทำอะไรตามใจตนเองได้ก็ต้องใช้เวลาอันยาวนาน

ชื่อเรื่อง ‘คุณชาย’ นี้ อาจหมายถึงตัวละครชายหลักๆได้ทั้งสามคนคือ

ตาแหยมที่ดูเป็นคนไร้ค่า แต่จริงๆแล้วเบื้องหลังที่แกเก็บซ่อนไว้คือความเป็นราชนิกุลหนุ่มที่ทิ้งชีวิตและชาติกำเนิดสูงส่งลงมาสู่ดิน

โด่ง จากเด็กชายไร้ญาติขาดมิตร ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และสร้างชีวิตใหม่ให้ตนเองได้ดีขึ้นมาไม่แพ้ และอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับ ‘คุณชาย’ คนอื่นที่ได้มาจากชาติกำเนิดและการเลี้ยงดู เช่นคุณเต้ย

นวนิยายเรื่องนี้เป็นนวนิยายชีวิต สะท้อนสังคม อ่านแล้วก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์หลากหลายจากตัวละครมากมายในเรื่อง มีเรื่องราวความรักของตัวละครหลักบ้างแต่ไม่มาก

และที่ขาดไม่ได้ทุกครั้งที่บันทึกการอ่าน คือยกตอนที่ประทับใจที่ส่วนใหญ่คือเรื่องราวรักของตัวละครหลักมาบันทึกเก็บไว้อ่านเช่นเดิม

…..

ตอนที่ประทับใจ

รวงข้าวมองชายหนุ่มด้วยความทึ่งในตอนแรก แล้วกลับนึกขึ้นได้..จริงสินะ เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มเมื่อสิบปีก่อนอีกแล้ว บัดนี้เขามีประสบการณ์ มีความเป็นหนุ่มเต็มตัว ย่อมจะพูดลดเลี้ยวโต้ตอบหล่อนแทนที่จะชอบนิ่งๆ ใช้สายตาแทนคำพูดเหมือนเมื่อก่อน

“คนที่มี ‘ใคร’ หรือ ‘อะไร’ มากมาย เห็นจะไม่ใช่ฝ่ายรวงข้าวแน่” หล่อนย้อน ด้วยความแง่งอนอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใคร

“พี่โด่งนึกออกไหมว่าเป็นใคร”

เขาหัวเราะเบาๆ กระแสเสียงบอกความสุขเต็มเปี่ยม
“แค่รู้ว่ารวงข้าวไม่มี พี่ก็ดีใจที่สุดแล้ว นึกอะไรนอกจากนี้ไม่ออก แล้วไม่เคยนึกด้วย”

หล่อนเลยต้องนิ่ง ไม่อยากตอบอะไรเพราะเกรงว่าจะเข้าเนื้อยิ่งไปกว่าตอนแรก ในที่สุด ก็เห็นเขายิ้มให้หล่อน

นัยน์ตาเข้มลึกอย่างนั้น เมื่อมีแววอ่อนหวาน มันก็ให้ความอบอุ่นยิ่งกว่าแสงตะวันยามสายเสียอีก

เขากับหล่อนคุกเข่าอยู่ห่างกันก็จริง แต่ด้วยสายตานั้น…รวงข้าวรู้สึกว่าแก้มร้อนผะผ่าว..ถึงเขาไม่ได้แตะต้องหล่อน ก็ไม่ต่างอะไรกับเขากำลังจูบหล่อนด้วยสายตา…ไม่มีผิดเลย

•••••
ภาพประกอบ
นวนิยาย ‘คุณชาย’ โดย ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ. 2536-2537
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ธันวาคม 2537
โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า มี 2 เล่มจบ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

❤️🪴🍀ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ 🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ
📚ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

🌟ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

🎡ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

🍀และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

🌎และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

❤️🍀🪴ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

วสันต์ลีลา ของ แก้วเก้า หนังสือที่รัก เล่มที่ 32

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

“ความรักเหมือนสายฝน ถึงฤดูกาลของมัน มันก็จะโปรยลงมาเอง ไม่ว่าคุณจะต้องการมันหรือไม่ก็ตาม แต่ตราบใดที่ท้องฟ้ายังแห้งแล้งไม่มีละอองน้ำ ต่อให้คุณต้องการแค่ไหน ฝนก็ยังไม่มาอยู่ดี”

คำพูดของ มิลินท์ พระเอกของเรื่อง พูดกับนางเอก คุณหนูเพลิน

“มิลินท์” ชายหนุ่มที่ต้องหลีกลี้หนีจากเมืองไทยมาใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นเพื่อนบิดา นักการเงินที่ถูกคดีทุจริต หลบหนีคดีมาใช้ชีวิตในต่างแดน

“เพลิน” หญิงสาวในครอบครัวชนชั้นสูง นักการเมืองทรงอิทธิพล ที่ตลอดชีวิตตั้งแต่เติบโตมาเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ถูกเลี้ยงดูดั่งดวงแก้ว พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ สิ่งหรูหราชั้นเลิศ และชีวิตในแบบสวยงามเลอเลิศ

“เพลิน” ไม่เคยได้รับรู้อารมณ์ความคิดที่แท้จริงของผู้คนรอบข้างที่รายล้อมและปฎิบัติตัวต่อเธออย่างดีเยี่ยม ทุกคนใส่หน้ากากเข้าหาเธอเพราะผลประโยชน์ เปลือกที่ห่อหุ้มเธอไว้ทำให้เธอกลายเป็นหญิงสาวที่ถูกชายหนุ่มที่เธอสนใจ มองเธอราวกับ “ตุ๊กตาบาร์บี้”

เรื่องราวแนวโรแมนติกแฟนตาซี ผลงานนวนิยายของแก้วเก้า ที่ใช้ฉากหลังตอนต้นเรื่องเป็นวิวทิวทัศน์อันสวยงามของปราสาทริมทะเลสาบในสก็อตแลนด์

และตัวละครสำคัญที่เป็นแกนกลางของเรื่องราวแฟนตาซีและความรักของ มิลินท์ และ เพลิน คือ ซิลเวีย สูตินรีแพทย์ชาวอังกฤษที่เป็นแม่ทูนหัวของหนุ่มสาวทั้งคู่

ซิลเวียเป็น “Fey Woman” หรือ “ผู้หญิงเฟย์” ที่ผู้เขียนอธิบายไว้ว่า

“คือมันเป็นความเชื่อเก่าแก่ของพวกสก๊อต “ผู้หญิงเฟย์” ไม่ใช่เป็น”แม่มด” หรือ “นางฟ้า” เป็นผู้หญิงที่ได้รับพรบางอย่างจากสวรรค์ ให้มองเห็นอนาคต หรือมีลางสังหรณ์แม่นยำ และมีสติปัญญาผิดจากมนุษย์ทั่วไป แล้วเขาเชื่อกันว่า “ผู้หญิงเฟย์” ให้พร หรือ สาบแช่งได้ด้วย “

เมื่อมิลินท์และเพลินได้พบกัน เพลินรู้สึกอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดจากชายหนุ่ม และพยายามหักห้ามใจเพราะเธอกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นหนุ่มที่ใครๆต่างชื่นชมถึงความเหมาะสมเพียบพร้อม

มีเรื่องราวเบื้องหลังมากมายที่เพลินไม่เคยรู้ และมีโอกาสได้รับรู้ความจริง เมื่อเธอได้รับของขวัญที่ระลึกจากซิลเวีย สร้อยคอคริสตัลรูปหัวใจสีขาวเส้นหนึ่ง

“ ถ้าเธอสวมสร้อยเส้นนี้เมื่อใด จะไม่มีใครจำได้ว่าเธอคือเธอ เธอจะกลายเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ต่อจากนั้น เธอจะพบว่าทุกคนจะพูดแต่ความจริงกับเธอ ถึงตอนนั้นละนะ เธอจะได้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอปรารถนาจะรู้ “

แล้วคุณหนูเพลิน ก็ใช้สร้อยเส้นนั้นเรียนรู้เรื่องราวและจิตใจผู้คนรอบตัว ยามสวมสร้อย เธอจะกลายเป็นอีกคน “ นางสาวสริน” หญิงสาวที่ทำหน้าที่เลขานุการส่วนตัว คุณหนูเพลิน

เธอเรียนรู้ความจริง และ “เติบโต” กลายเป็นหญิงสาวคนใหม่ที่ไม่อ่อนโลกและเป็นดั่งสาว “ไร้สมอง” เช่นในอดีต เมื่อจิตใจเธอเติบโตเข้มแข็งขึ้น พร้อมๆไปกับเรียนรู้ความจริงในจิตใจว่าสิ่งไหนคือ “ความรัก” ที่แท้จริง

สุดท้ายเธอก็ค้นพบ “สายฝน” แห่งรักที่แท้

•••

ฉันอ่านนวนิยายเรื่อง “วสันต์ลีลา” ของ “แก้วเก้า” จบลงเมื่อคืน ชื่นชมจินตนาการของผู้เขียนที่หยิบเกร็ดเรื่องราวของ “ผู้หญิงเฟย์” มาเขียนนวนิยายรักได้ละเมียดละไมพร้อมสอดแทรกคติการเรียนรู้ชีวิต

การอ่านนวนิยายคือการพักผ่อนที่ได้ความสนุกในเรื่องราวชีวิตของตัวละครเป็นของแถมทุกคราวไป และทุกครั้งฉันก็จะได้เกร็ดในการดำเนินชีวิตเพิ่มขึ้นสะสมเป็นประสบการณ์

ทุกเรื่องราวมีบทเรียนไม่มากก็น้อยให้เรียนรู้เสมอ

บันทึกการอ่านเมื่อ 3 สิงหาคม 2562

ตอนที่ประทับใจจากนิยายที่รัก

เพลินจับตามองดวงหน้าชายหนุ่ม เปรียบเทียบกับหนึ่งปีก่อนที่พบกัน มองเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้น นอกจากผมสีเข้มยาว ระบ่า ซึ่งกลายเป็นผมทรงสั้น เรียบสะอาด แนบต้นคอแล้ว หล่อนมองเห็นแววที่เปลี่ยนไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มใสนั้นด้วย

ครั้งก่อนในสกอตแลนด์ แม้ว่ามิลินท์ยิ้ม หัวเราะ แสดงความร่าเริงเป็นปกติ แต่ก็มีอะไรบางอย่างบอกบ่งถึงความอ้างว้างในอารมณ์ของเขาอยู่เสมอ มาบัดนี้ เพลินแน่ใจว่าสิ่งที่ขาดหายไป มีอยู่เต็มเปี่ยมในเสียงหัวเราะและรอยยิ้มโดยเฉพาะในแววตาเมื่อเขามองหล่อน

กำลังนึกเพลินๆ มือของอีกฝ่ายก็เอื้อมมาแตะคางหล่อน ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้

“เพลิน ขออะไรสักอย่างได้ไหม”

เพลินกลั้นใจ สัมผัสของผู้ชายคนนี้ แม้เพียงแผ่วเบาและผิวเผิน ก็ยังร้ายกาจยิ่งนัก หล่อนไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหัวใจหล่อนจึงเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นหลังจากการหลับไหลอันยาวนาน นับแต่พบเขาเป็นครั้งแรก โดยยังไม่ทันรู้เสียด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครมาจากไหน

มือเขาเลื่อนไปแตะลำคอด้านหลังของหญิงสาว ปลดสร้อยที่คล้องหัวใจคริสตัลออก มันก็เลื่อนหลุดออกมาอย่างง่ายดาย

“ต่อไปถ้าหากว่าเราจะใช้ชีวิตร่วมกัน จะต้องมีคุณหนูเพลินคนเดียว ไม่มีสรินอีก ผมไม่อยากมีผู้หญิงสองคนในชีวิตผม”

เพลินก้มลงมองดูหัวใจคริสตัลในอุ้งมือชายหนุ่ม ประกายของมันเริ่มจางลงไปแล้ว ราวกับอำนาจที่เคยมีบัดนี้เริ่มโบยบินห่างไปเมื่อหมดบทบาทลง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

วสันต์ลีลา : แก้วเก้า
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก เมื่อเดือนมกราคม 2542
ฉบับภาพประกอบคือฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 7 เดือนตุลาคม 2552
จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก-ออกแบบ : เกริกบุระ ยมนาค
ราคาปก 400 บาท
จำนวน 619 หน้า

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

❤️🍀🪴ขอประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ🍀🪴❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

หลงเงา – พลอยเปลี่ยนสี ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 30 และ 31

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

หลงเงา – พลอยเปลี่ยนสี (หลงเงา ภาค 2) ว.วินิจฉัยกุล. ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

ฉันชอบตัวละคร ‘ชนาณัติ’ พระเอกในเรื่องพลอยเปลี่ยนสีนี้มาก เป็นพระเอกที่ผู้เขียนบรรยายจากต้นเรื่องจนจบเรื่อง เห็นถึงบุคลิกและการพัฒนาตัวละครที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ได้ละเอียดชัดเจน เป็นพระเอกที่มีทั้งภาพสีขาวสีดำสีเทาปะปนกันไปแบบมนุษย์ปุถุชนธรรมดา

เมื่อครั้งผู้เขียนเขียนเรื่องหลงเงา ในภาคแรก เมื่อปี 2539 ที่เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของอ้อมรักกับเอราวัต เป็นความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างเห็นกันเพียงเงา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แล้วสุดท้ายก็ไปต่อไม่ได้

ชนาณัติออกมาตอนท้ายเรื่องนิดเดียว แต่กลับประทับใจคนอ่านจนอยากอ่านเรื่องราวชายหนุ่มคนนี่เพิ่มเติม

ฉันประทับใจเสน่ห์ของชนานัติที่ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ให้เราอยากติดตามเรื่องราวของเขาและเธอต่อ

ฉากตอนท้ายที่น่ารักและประทับใจ ตอนชนาณัติขับรถมาส่งอ้อมรักที่บ้าน

…อ้อมรักปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวอย่างกระฉับกระเฉงแล้วพนมมือไหว้เขา
“ดิฉันจะลงไปกดกริ่งเอง ขอบคุณมากค่ะ…สำหรับทุกอย่าง”

มือเขายื่นออกมา คล้ายจะกุมมือไว้ในทีแรก แต่แล้วก็ยั้งไว้เพียงแตะปลายนิ้วหญิงสาวเอาไว้เป็นเชิงบอกว่า…เขามีเรื่องจะพูดกับหล่อน

ไฟจากเหนือเสาประตูสาดแสงผ่านกระจกติดฟิล์มเข้ามามองเห็นแววตานั้นเป็นสีน้ำเงินเงาจางๆ อยู่ในเงามืด

“คุณคิดอย่างไร…” เสียงเขาแผ่วต่ำลง “สำหรับครั้งแรกที่คุณรู้จักผม”

ลึกลงไป น้ำเสียงนั้นมีความกระวนกระวายแฝงอยู่ จนหญิงสาวอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ ชนาณัติเองก็มีคำถามเหมือนอย่างที่หล่อนอยากถามเขานั่นแหละ

“ดิฉันคิดว่าคุณมีอะไรที่…” หล่อนทอดจังหวะนิดหน่อยให้เขาอยากรู้เพิ่มขึ้น “แปลกกว่าคนอื่นๆ”

“ในทางดีหรือไม่ดี”
“ต้องทางดีซีคะ…จำไม่ได้หรือ ดิฉันบอกคุณว่า…คุณทำให้ดิฉันมีความสุขมาก”
………
แล้วคนอ่านก็อินฟินกับคุณชนาณัติ รอคอยจนต่อมา ในปี 2552 ผู้เขียนก็ได้เริ่มเขียนเรื่อง พลอยเปลี่ยนสี ลงในนิตยสารสกุลไทย ทำให้ผู้อ่านได้รู้จักตัวละคร ชนาณัติ พระเอกตัวจริงในที่สุดของ อ้อมรัก มากยิ่งขึ้นแบบเต็มอิ่ม เพราะเล่มสอง หนาปึก และสนุกมาก (โชคดีว่าฉันซื้อมาอ่านรวดเดียวสองเล่มในภายหลัง)

นวนิยายเล่มสองนี้หนามาก แต่ก็อ่านสนุกและลุ้นไปกับชีวิตและความคิดทัศนคติของอ้อมรักที่มีต่อเรื่องความรักและคู่ครอง หลังจากเธอได้รับบทเรียนแรกจากเรื่องก่อน ในเรื่องนี้ก็ยังมีบททดสอบที่กว่าอัอมรักจะผ่านไปได้ และยอมรับชนาณัติในท้ายเรื่องนั้น ไม่ใช่ง่ายๆเลย

ฉันชอบคติสอนชีวิตในเรื่องนี้มาก ที่ผู้เขียนถ่ายทอดผ่านคำสอนของพ่อที่จากไปของเธอในยามที่อ้อมรักประสบปัญหา คำสอนของพ่อจะคอยเตือนสติเธออยู่เสมอ ทำให้อ้อมรักเป็นคนที่ใช้เหตุผลตอบคำถามในใจของตนในทุกเรื่อง

และตามธรรมเนียมขอจบท้ายบทบันทึกนี้ด้วย ความประทับใจจากฉากรักในนวนิยายเช่นเคย

•••

แม้ว่าเวลาล่วงผ่านไปนาน อ้อมรักก็ยังจำได้ติดตาติดใจ ถึงแววตาแห้งแล้งของชายหนุ่มเปลี่ยนมาวาววับราวกับประกายแก้วใส เป็นสิ่งที่จับใจหล่อนยิ่งนัก ราวกับเขาพาตัวขึ้นพ้นจากห้วงน้ำลึกสู่อากาศบริสุทธิ์เหนือผิวน้ำ พบแสงสว่างใสของท้องฟ้าอีกครั้งหนึ่ง

ก่อนจะรู้ตัว หล่อนก็พบว่าอีกฝ่ายสวมกอดหล่อนไว้แน่น แนบแก้มลงบนเส้นผมนุ่มๆ นิ่งอยู่ในท่านั้นอีกนาน

“ขอบคุณ อ้อม…ขอบคุณมาก”

สัมผัสของชายหนุ่มไม่ใช่ความเสน่หาเชิงชู้สาว แต่เต็มตื้นไปด้วยปีติ เหมือนคนที่ซวนเซอยู่กลางพายุฝนกระหน่ำ แล้วพบว่ามีประตูบ้านหลังหนึ่งเปิดรับ ให้พ้นจากอากาศหนาวเย็นและเปียกปอน เข้าไปพบแต่ความอบอุ่นปลอดภัยใต้ชายคา

ชนาณัติคลายวงแขนออก ประคองดวงหน้าหญิงสาวไว้ในอุ้งมือ มองลึกลงในดวงตาหล่อน

“ผมจะไม่ทำให้อ้อมผิดหวัง”

คำสั้นๆ แต่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับคนฟัง อ้อมรักรู้ว่าชนาณัติไม่ได้หมายถึงเรื่องในเวลานี้เท่านั้น หากย้อนไปถึงอดีตอีกด้วย

เขาจูบหล่อนเป็นครั้งแรก ในสองปีที่รู้จักกันมาก่อนหน้านี้ชนาณัติทำอย่างมากก็แค่โอบไหล่หลวมๆ หรือว่าจูบมือหล่อนเล่นๆ เพราะรู้ว่าอ้อมรักเป็นผู้หญิงหัวเก่า ไม่ชินกับโอบกอดสัมผัสเนื้อตัวอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เขาเคยโอบเอวหล่อนเมื่อรู้จักกันใหม่ๆ เมื่ออ้อมรักเกร็งตัวและเบี่ยงออกห่าง เขาก็ดูออกว่าหล่อนไม่ชอบ จึงไม่เคยทำอย่างนั้นอีก

•••••••••

หลงเงา : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ต้นอ้อ เมื่อปี 2539
ภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก : เกริกบุระ ยมนาค
ราคาปก 260 บาท
จำนวน 341 หน้า

พลอยเปลี่ยนสี (หลงเงา ภาค 2) : ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ.2552 – 2554
ภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2554
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก-ออกแบบ : ฟารุต สมัครไทย
ราคาปก 470 บาท
จำนวน 711 หน้า

•••••••••••••••••••••••••••

❤️🍀หมายเหตุเพิ่มเติม ขอประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์❤️🍀

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
http://www.facebook.com/booksandmyquotes

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

http://www.facebook.com/seriesteerak
http://www.facebook.com/myonlineworldco

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
http://www.facebook.com/tarotwelove

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
http://www.facebook.com/ourstoriesbegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ลมพัดผ่านดาว และ เพลงสายลม-หน้าต่างสายลม ของ ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 28 และ 29

เล่มที่28 #เล่มที่29 #หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของหญิงสาวกับชายหนุ่มสองคน ดารชา หญิงสาววัยทำงานที่มีความมั่นคงในชีวิต มีงานประจำเป็นหลักแหล่ง มีบ้าน มีครอบครัว ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบกลับมาหลงรักวายุ ชายหนุ่มที่อ่อนวัยกว่าดารชาถึงเจ็ดปี

ทรงวัชร์ ชายหนุ่มอีกคน เป็นชายหนุ่มสมบูรณ์แบบในอุดมคติ ทั้งบุคลิกหน้าตา ฐานะทางสังคม หน้าที่การงาน เป็นชายหนุ่มที่ดารชาแอบหลงรักมาตลอดตั้งแต่วัยสาว

แต่เมื่อดารชามาพบกับวายุ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่แตกต่างจากแบบแผนทั่วไปในสังคม วายุเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ใช้ชีวิตอิสระ ไม่วางแผนอนาคต ใช้ชีวิตไปวันๆ ทำงานเป็นจ๊อบๆ ใช้ชีวิตล่องลอยผ่านไปแต่ละวัน เป็นหนุ่มติสท์ในฝันของสาวๆ

และเพราะวายุมีเสน่ห์ในความต่างนี้เองที่ทำให้ชีวิตอันราบเรียบของดารชา มีสีสัน เขาสอนให้เธอรู้จักความรัก อารมณ์ปรารถนา แต่ความสัมพันธ์กับชายหนุ่มที่มีความต่างกันอย่างสุดขั้วนี้ เป็นอุปสรรคในการครองคู่ในชีวิตจริง เพราะครอบครัวและคนรอบข้างต่างคัดค้านความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่

ฉันประทับใจเรื่องราวความรักในนวนิยายเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นชีวิตและความรักที่เกิดขึ้นได้จริงๆในสังคมปัจจุบัน และเรื่องราวก็ท้าทายผู้อ่านให้เลือกตอนจบเอง เพราะความพิเศษของนวนิยายเรื่องนี้อยู่ที่ผู้เขียน เขียนตอนจบออกมาสองแบบ ในเล่มต่อมา โดยแบ่งออกเป็นสองตอน ให้ดารชาตัดสินใจลงเอยแต่งงานกับตัวละครชายสองคนในเล่มต่อที่ชื่อว่า “ เพลงสายลม – หน้าต่างสายลม”

ใน “เพลงสายลม” ดารชาตัดสินใจเลือกชีวิตที่มั่นคงตามแบบคตินิยม คือแต่งงานกับทรงวัชร์ ส่วนใน “หน้าต่างสายลม” คือชีวิตต่อมาเมื่อดารชาเลือกความรักความปรารถนามากกว่าความมั่นคงในชีวิต โดยแต่งงานกับ ‘วายุ’ ซึ่งทั้งสองตอนผู้เขียนเปิดกว้างให้ผู้อ่านเลือกตอนจบที่ชอบตามแต่ทัศนคติของตนเอง

เมื่อตอนที่ฉันได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้ ฉันแต่งงานแล้ว สามีฉันในชีวิตจริงก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉันเลือกแต่งงานเพราะความรักมากกว่าความมั่นคงในชีวิต สามีฉันไม่สมบูรณ์แบบในเรื่องหน้าที่การงาน แต่ในเรื่องความรัก ฉันเชื่อมั่นเต็มที่ และฉันเชื่อว่าความมั่นคงในชีวิตเป็นสิ่งที่มาร่วมกันสร้างได้หลังแต่งงาน

เมื่อมาอ่านเรื่องนี้ เลยรู้สึกเหมือนได้อ่านเรื่องของตัวเอง ถึงแม้จะไม่เหมือนซะทีเดียว แต่ฉันก็เข้าใจดารชาและวายุ ฉันจึงอ่านไปจินตนาการไปว่าตนเองเป็นดารชา และหลงรัก วายุ เข้าจริงๆ

‘ลมพัดผ่านดาว’ เขียนโดย ว. วินิจฉัยกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พศ. 2547 เป็นนวนิยายที่แสดงชีวิตของคนหนุ่มสาว ในช่วงปี 2550 ที่มีค่านิยมการดำเนินชีวิต ผิดแผกแตกต่างไปจากคนรุ่นพ่อแม่ ไม่ว่าเป็นเรื่องงาน ความรักและการเลือกคู่

นวนิยายเรื่องนี้มีความพิเศษกว่านวนิยายเรื่องอื่นๆของ ว.วินิจฉัยกุล ตรงที่มีตอนจบให้เลือกสองแบบ แบบแรกเป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่วางโครงเรื่องไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนแบบที่สอง จุดประกายขึ้นมาในสมองเมื่อเขียนมาใกล้จะถึงตอนจบ เมื่อผู้เขียนได้สนทนาพาทีกับเพื่อนเก่าที่เป็นนักอ่านท่านหนึ่ง ทำให้สามาถแยกตอนจบออกไปอีกแบบได้โดยไม่ต้องมารื้อเนื้อเรื่องและรายละเอียดเดิม โดยตอนจบแบบที่สอง ได้นำมาเรียบเรียงไว้เป็นภาคพิเศษท้ายเล่ม ซึ่งผู้เขียนถือว่าเป็น ‘นวัตกรรม’ ในประสบการณ์การเขียน และอาจทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ถึงแม้นวนิยายเรื่องนี้มีตอนจบให้เลือกสองแบบ แต่เพราะในตัวเรื่อง “ลมพัดผ่านดาว” เล่มแรกนี้ ผู้เขียนเน้นและให้น้ำหนักไปกับเรื่องราวความรักของดารชาและวายุมากกว่าทรงวัชร์ จึงทำให้ฉันและผู้อ่านส่วนใหญ่น่าจะหลงรัก ‘วายุ’ กันมากกว่า

ชายหนุ่มรุ่นน้อง อย่างวายุ ที่มีอารมณ์ศิลปิน อ่อนไหว เอาใจผู้หญิงเก่ง และบริหารเสน่ห์ในความสัมพันธ์ตลอดเวลา น่าจะมีแรงดึงดูดทางเพศมากกว่าชายหนุ่มอีกคนอย่างทรงวัชร์ ที่อยู่ในแบบแผน เข้าตามตรอกออกตามประตู เป็นชายหนุ่มธรรมดาๆ ที่พบได้ทั่วไป

ฉันอยากยกตัวอย่างจากฉากหนึ่งที่ประทับใจในนวนิยายเรื่องนี้มาให้ทดลองอ่าน

…. ❤️#ตอนประทับใจ❤️

” เส้นทางของสายลม ชื่นชมในเสรี
พัดไปในวันนี้ และวันหน้า
ผ่านทะเลอันกว้างไกล ผ่านพงไพรสุดสายตา
ผ่านไปใต้ท้องฟ้า อย่างชื่นบาน”

ดารชาเบือนหน้าไปอีกทาง ไม่อยากให้วายุเห็น หล่อนปิดเปลือกตาแน่นสนิท ลำคอตีบตัน แปลบร้าวลึกถึงใจ

“หากจะกักสายลม เพื่อชมให้ชื่นใจ
สายลมอยู่เคียงใกล้ เวลานาน
ก็จับด้วยความรัก กับดักคือความหวาน
ใต้สายลมเนิ่นนาน ชั่วกาลนิรันดร์”

นอกหน้าต่าง ฝนซาลง แต่ยังตกพรำอยู่เบาบาง วายุเอี้ยวตัวไปแหวกม่านออก พอมองเห็นภายนอก
“ฝนเกือบหายแล้ว ผมกลับก่อนนะ”
โดยไม่รู้ตัว ดารชาเอื้อมมือไปรั้งแขนเขาไว้
“อย่าเพิ่งกลับเลยค่ะ” เสียงหล่อนเครือจนตัวเองรู้สึก “นอกจากว่า..วายุต้องรีบไปทำงาน”
เขามองหล่อน…นิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะยักไหล่ หัวเราะกร่อยๆ
“เรื่องงาน…ไม่มีหรอก ผมยกเลิกงานไปสองจ๊อบ”
“อ้าว! ทำไมล่ะคะ?”
“ไม่ชอบ เบื่องานซ้ำซาก”
คำตอบนี้ไม่ใช่ของแปลกสำหรับหญิงสาว วายุมีคำตอบแบบนี้ให้หล่อนมาหลายครั้ง
“หาใหม่ได้แล้วหรือยังคะ?”
“กว่าจะได้งานใหม่ ก็เดือนหน้ามั้ง” เขาตอบสั้นๆ ไม่สนใจเรื่องที่พูดอยู่
เมื่อเป็นแบบนี้ ดารชาก็รู้ตัวว่าไม่ควรถามอีกต่อไป หล่อนระบายลมหายใจยาวอย่างไม่รู้ตัว
วายุก็อุตส่าห์สังเกตเห็น เขาขยี้ผมหล่อนเบาๆ เสียงหัวเราะแจ่มใสกลับคืนมาอีกครั้ง
“ผมไม่อดตายหรอกน่า ไม่ต้องแอบแช่งในใจก็ได้”
หญิงสาวฝืนยิ้ม วายุยังหัวเราะออก แต่หล่อนหัวเราะไม่ออก ทั้งที่รู้ว่ายังไงเขาก็ต้องเอาตัวรอดจนได้ ไม่เคยสักครั้งที่อับจนหนทาง
“รู้เท่าด้วยนะ ว่าแช่ง” หล่อนทำเสียงเป็นเชิงเย้า ทั้งที่ใจก็ฝืดฝืนจนรู้ตัวว่าเสียงหล่อนคงแห้งแล้งเต็มที
“ถ้าคุณหนูดาวอยู่อย่างผมก็คงไม่รอด แต่คนอย่างผมไม่อดตายหรอก อย่างมากก็อดมื้อสองมื้อ ยังไงก็ดิ้นไปจนได้ ชีวิตเรามันไม่เหมือนกันนี่”
จริงของเขาอีกนั่นแหละ วายุชินกับชีวิตตามแบบของเขา ส่วนหล่อนก็ชินกับชีวิตตามแบบของหล่อน ดารชาถอนใจเบาๆอย่างไม่ทันจะรู้ตัว
ปลายนิ้ววายุเอื้อมมาสัมผัสหน้าผากกลมมนของหญิงสาว คลึงให้แผ่วเบาระหว่างคิ้ว
“ขมวดคิ้วทำไม กล้ามเนื้อทำงานหนักนะ เดี๋ยวแก่เร็ว”
กระแสบางเบาแต่ลึกซึ้งส่งผ่านสัมผัสปลายนิ้ว ก่อให้ซาบซ่านให้หล่อนได้อย่างไรเมื่อก่อนนี้ เดี๋ยวนี้ก็ยังเหมือนเดิม วายุมีวิธีแสดงออกหลายทางให้รู้ว่าหล่อนมีความหมายกับเขามากแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องออกเป็นคำพูด
หล่อนเผลอไผลพูดคำเชยๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะพูด
“วายุ รักดาวมากไหม”
หล่อนได้ยินเสียงหัวเราะขันๆ ในลำคอ
“มาก เคยรักผู้หญิงมาหลายคนแล้ว มากทุกคน”
ดารชาตื่นจากความฝันท้นที กระเถิบห่างจากอีกฝ่าย
“ทำไมพูดยังงี้ล่ะ” หล่อนไม่อยากน้อยใจ แต่ก็อดไม่ได้ “ดาวก็เป็นผู้หญิงหนึ่งในหลายๆคนที่วายุรักเท่านั้นหรือ”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงก้อง เลื่อนตัวออกห่างจากหล่อนเช่นกัน กางแขนทั้งสองพาดพนัก แหงนคอขึ้น มองโคมแก้วบนผนังอย่างไม่รู้ไม่ชี้
“ผู้หญิงก็เป็นงี้แหละ พูดความจริงก็ทนฟังไม่ได้ ชอบให้โกหกซ้ำซากว่า..ไม่เคยรักใคร มีคุณคนเดียว หรือไม่ก็เคย..เคยรัก แต่ไม่เคยรักใครเท่าคุณ ฟังคำพูดโหลๆทีไรไม่เคยเบื่อ งั้นเดี๋ยวผมพูดให้ฟังก็ได้ บอกมาละกันว่าเอาแบบไหน”
ดารชากัดริมฝีปาก หักห้ามความน้อยใจเอาไว้ลึกๆ บอกตัวเองว่า..อันที่จริงเขาก็พูดถูก
“ดาวขอโทษ ไม่ควรถามบ้าๆออกไปยังงั้น แต่ผู้หญิงก็เป็นยังงี้แหละ อยากได้ยินว่าเราเป็นคนเดียวที่เขารัก แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็เถอะ”
“มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนี่” เขากลับสำทับมา ราวกับไม่นึกถึงใจหล่อนแม้แต่น้อย “ทีคุณเอง ยังมีใครอีกคนที่คุณรักยิ่งกว่าผม ผมไม่สนข้อนี้ คุณให้ผมได้แค่ไหน ผมก็เอาแค่นั้น คนอย่างผมให้อะไรคุณไม่ได้มาก ผมจะไปหวังอะไรจากคุณมาก”
ดารชารู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายสะบัดหลังมือตบหน้าหล่อนเต็มแรง จนชาไปหมด นึกคำพูดไม่ออก บอกไม่ถูกอยู่อึดใจใหญ่
หล่อนอยากจะร้องไห้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง น้ำตาก็ได้แต่ไหลรินอยู่ในใจ หล่อนเดินเลยจุดนั้นมาแล้ว เข็ดขยาดกับความเจ็บปวดรวดร้าว จนไม่ขอยอมกลับไปเป็นดารชาที่อ่อนแอเอาแต่อารมณ์อีกครั้ง

…………………

ฉันชอบท่อนนี้มาก เพราะแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ดีมาก เป็นอารมณ์อ่อนไหวของดารชาที่รักในตัววายุ แต่ก็รู้สึกไม่มั่นคงและมองไม่เห็นอนาคตร่วมกัน

หากเราเป็นดารชาเราจะเลือกทางออกแบบไหน

นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดตาม คิดต่อ และตัดสินใจเลือกเอาเอง

นวนิยายของ ว.วินิจฉัยกุล มักจะเป็นเรื่องราวสะท้อนสังคม และสอดแทรกคติการดำเนินชีวิตดีๆ ให้ผู้อ่านในทุกเรื่องที่เขียน

ใน ‘ลมพัดผ่านดาว’ นี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงทัศนคติในการเลือกคู่ครองของหญิงสาวยุคใหม่ ที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่เพราะพื้นฐานของครอบครัวแต่ละคนต่างกัน ทัศนคติเรื่องนี้จึงมีหลากหลายความเห็น

ทางเลือกสองทาง ที่ผู้เขียนเขียนไว้ ให้ผู้อ่านเลือกในเล่มต่อของนวนิยายเรื่องนี้ ถ้าแบบฝันเพ้อโรแมนติก สาวๆส่วนใหญ่ก็เลือกวายุ ทั้งๆที่ในชีวิตจริงของคนเรามีปัจจัยมากมาย และตัวเลือกแบบวายุไม่น่าจะทำให้ชีวิตคู่สมบูรณ์แบบและมีความสุขได้ แต่เพราะเงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่อาจตัดสินได้ว่าเลือกแบบไหนถูกแบบไหนผิด

เพราะในชีวิตจริงๆ การแต่งงานจะมองว่าเป็นเรื่องของคนสองคนก็ได้ ถ้าเราไม่แคร์สังคมรอบข้าง ขอเพียงครอบครัวเข้าใจก็เพียงพอแล้ว ยิ่งยุคนี้ จะอยู่ก่อนแต่ง หรือไม่แต่งงานเลย อยู่เป็นเพื่อนกันไปจนแก่เฒ่าก็มีให้เห็นมากมาย

สำหรับคนที่ชอบอ่านนวนิยาย และยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ ก็อยากชวนให้ลองหามาอ่านและคิดตามว่าชีวิตแบบไหนที่เป็นไปได้และเหมาะสมที่สุดในชีวิตจริงของเรา

สำหรับฉันที่มั่นใจในความเป็นคนบูชาความรักของตนเอง ย่อมเลือกตอนจบแบบให้วายุเป็นพระเอกอย่างแน่นอน

เล่มแรก ‘ลมพัดผ่านดาว’
ผู้เขียน : ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ. 2550-2551
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ ในเดือนสิงหาคม 2551
ภาพประกอบโพสต์คือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ 2553
ภาพปก : สุขุมาล เล็กสวัสดิ์
ออกแบบ : สารัตน์ วงศาโรจน์
จำนวน 573 หน้า ไม่รวมท้ายเล่มอีกประมาณ 35 หน้าเป็นความคิดเห็นจากผู้อ่านผ่านนิตยสารสกุลไทย

เล่มสอง ‘เพลงสายลม-หน้าต่างสายลม’
ผู้เขียน : ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ.2552
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553
ภาพประกอบเรื่องคือ
ฉบับพิมพ์ครั้งแรก เดือนกุมภาพันธ์ 2553
ภาพปก : สุขุมาล เล็กสวัสดิ์
ออกแบบ : สารัตน์ วงศาโรจน์

ภาคเพลงสายลม 189 หน้า
ไม่รวมความคิดเห็นของคนอ่านผ่านอินเตอร์เน็ตและคำชี้แจงของผู้เขียนประมาณ 14 หน้า
ภาคหน้าต่างสายลม 93 หน้า ไม่รวมความคิดเห็นของคนอ่านผ่านอินเตอร์เน็ตอีก 6 หน้า

บันทึกการอ่าน

เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2562

•••••••••

📍หมายเหตุเพิ่มเติม📍ขอประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์🪴🍀❤️
แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก
หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อกได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ตามลมปลิว – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 27

เล่มที่27 #หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

ระหว่างที่ฉันจัดตู้หนังสือเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา ฉันค้นพบว่ากองดองเฉพาะนวนิยายของนักเขียนคนโปรดนั้นมีไม่ใช่น้อยๆ

เมื่อมานั่งเช็คไล่เรียงรายชื่อผลงานเขียนของทั้ง ว. วินิจฉัยกุล และแก้วเก้า ที่ตีพิมพ์วางจำหน่ายแล้ว รวมถึงนักเขียนท่านอื่นๆ ที่ตามอ่านผลงานไม่แพ้กัน อย่าง โสภาค สุวรรณ , กฤษณา อโศกสิน , ทมยันตี และอีกหลายท่าน

ฉันพบว่าตนเองยังพลาดไปอีกหลายเล่ม หลายเรื่อง ที่น่าอ่าน น่าสนใจ ซึ่งเป้าหมายการซื้อเก็บสะสมจะยังดำเนินต่อไป ควบคู่ไปกับการอ่านเพื่อเคลียร์กองดองเท่าที่มีในตู้หนังสือ ตบท้ายด้วยการเขียนบันทึกการอ่านไว้ระลึกถึงในภายหลังยามคิดถึง

สำหรับวันนี้ถึงคิวของนวนิยายที่ชอบมากอีกเรื่องของว. วินิจฉัยกุล เรื่อง “ตามลมปลิว”

ความจริงเรื่องนี้ฉันเคยอ่านไปรอบหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ยังจำได้ถึงความประทับใจในตัวละครเอกของเรื่อง ประกอบกับฉากสำคัญๆ ที่ผู้เขียนเลือกเมืองหลวงพระบาง มาเป็นสถานที่พบกัน เรียนรู้กันของพระเอกและนางเอก

พรีมา หรือ พราว นางเอกสาวสวยที่สมบูรณ์พร้อม เติบโตมาในครอบครัวที่มีผู้ใหญ่ดูแลอบอุ่น ทั้งคุณย่า คุณป้า และคุณแม่ของเธอ เป็นครอบครัวหญิงแกร่งที่อยู่ด้วยกันหลังหัวหน้าครอบครัวคือพ่อจากไป เธอเรียนจบ ทำงานบริษัทเอกชน มั่นคง และมีแววก้าวหน้า แล้วก็มีแฟนและแต่งงาน ตามขั้นตอนชีวิตที่สมบูรณ์

ที่บ้านของพราวแบ่งพื้นที่เปิดเป็นร้านอาหาร เป็นกิจการที่คุณป้าและคุณแม่ของพราวดูแล

พราวเป็นหญิงสาวที่น่าจะมีความสุขสมบูรณ์ เพราะเรื่องราวเริ่มต้นด้วยชีวิตแต่งงานแสนสุขกับหนุ่มรูปหล่อ ดีกรีด็อกเตอร์หนุ่มจากอังกฤษ “ดลภพ” นักวิชาการในหน่วยงานราชการ มีงานมั่นคง และหลังแต่งงานก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเจ้าสาว

แต่นวนิยายที่เริ่มต้นด้วยการแต่งงานของนางเอกแล้วนั้น เรามักจะเดาเรื่องได้ว่าสุดท้ายชีวิตแต่งงานนั้นไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ดั่งเช่นพล้อตเรื่องระยะหลังๆ ของผู้เขียน ที่ฉันคิดว่าสะท้อนชีวิตแต่งงานของหนุ่มสาวยุคใหม่ที่เมื่อแต่งงานแล้วไปไม่รอดก็ไม่จำเป็นต้องทนอยู่กันต่อ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน

“ตามลมปลิว” ชื่อเรื่องชื่อนี้สะท้อนถึงชีวิตทั้งของพระเอกและนางเอกของเรื่อง

เมื่อพราวพบปัญหาชีวิตหนักหน่วง เธอก็วิ่งหนีความทุกข์และปัญหา ในช่วงเวลาที่ทุกข์ใจที่สุด เมื่อโชคชะตาพัดพาให้เธอหนีเหมือนใบไม้ที่ถูกลมพัดปลิวไปตามทิศทางใดก็ได้ที่จะไปให้พ้นจากชีวิตเดิมๆ

สุดท้ายพัดพาเธอไปไกลถึงหลวงพระบาง ไปพบกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตที่ผ่านมาล่องลอยอย่างอิสระและเลือกเส้นทางที่ต่างจากคนอื่นทั่วไป เพื่อทำตามที่หัวใจปรารถนา

“ต้นไทร” ชายหนุ่มรักอิสระที่ไม่ยอมมีชีวิตอยู่ในกรอบแบบคนทั่วไป เขาเลือกชีวิตที่จบการศึกษาในระบบเพียงมัธยมปลาย หลังจากนั้นคือการเรียนรู้ชีวิตจากการทำงานทุกชนิดเพื่อแลกประสบการณ์และการได้ท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ

เขาเป็นชายหนุ่มที่ปล่อยให้ชะตาชีวิตล่องลอยไปอย่างอิสระตามลมพัดพาให้ปลิวไปยังที่ต่างๆ ไม่เคยคิดเรื่องลงหลักปักฐานแบบคนอื่น

แต่เมื่อทั้งคู่มาพบกัน พราว หนีความทุกข์จากปัญหาชีวิตแต่งงาน ไปพบกับต้นไทร ชายหนุ่มที่ช่วยงานพี่สาวของพราวในการออกแบบตกแต่งจัดการเรื่องร้านอาหารในโรงแรมที่กำลังจะเปิดใหม่ เขาเป็นทั้งฟู๊ดสไตลิสต์ และมัณฑนากรผู้ออกแบบไปในตัว

ทั้งคู่พบกัน กระชับความสัมพันธ์จากเรื่องงาน พัฒนาเรียนรู้อารมณ์ความรู้สึกที่ค่อยๆซึมซับเข้ามาในจิตใจของตนเอง และชีวิตที่ตัดสินใจเลือกเดินต่อไปในเส้นทางนั้น ต้องขึ้นกับความสำคัญของการให้คุณค่าต่อความรักความรู้สึกตรงหน้าว่ามากน้อยเพียงไหน

ฉันประทับใจฉากสำคัญจากบทสนทนาของพราวและต้นไทร ในตอนหนึ่งที่ว่า

❤️#ตอนที่ประทับใจ❤️

“ฉันก็ยังเป็นตัวของตัวเองอยู่นะคะ ต้นไทร” หล่อนเรียกชื่อเขาเต็มปาก ด้วยเสียงชัดเจน

“เปลี่ยนไปบางอย่าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าหากว่าคุณคิดจะคบกับฉัน ฉันก็ยินดี คุณเป็นคนน่ารัก มีหลายอย่างน่าทึ่งมากด้วย แต่ว่าคบในแบบของฉันนะคะ ไม่ใช่แบบของคุณ ฉันจะไม่เปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ผู้ชายคนไหนพอใจ…”

ต้นไทรลุกขึ้นบ้าง ทั้งคู่มองกัน ราวกับจะหยั่งถึงความในใจของแต่ละฝ่าย ก่อนชายหนุ่มหัวเราะเสียงต่ำๆ

“ตรงดีเชียวละ งั้นมันจะถูกหรือคุณ คุณไม่ยอมเปลี่ยน แต่ผู้ชายต้องเป็นฝ่ายเปลี่ยน ก็ถ้าเขาอยากจะเป็นตัวของเขาเองเหมือนกันล่ะ มันจะหาจุดพบกันได้ตรงไหน”

พราวเริ่มเดินกลับไปตามทางเดิม เลียบแม่น้ำโขงที่เห็นเป็นสีเงินสลัวอยู่ในแสงเดือนอ่อนๆ ต้นไทรเดินคู่มาด้วย

“ไม่รู้ซีคะ ฉันไม่คิดว่าเป็นเรื่องถูกหรือผิด เอาเป็นว่าถ้าผู้หญิงคนหนึ่งมีความหมายพอสำหรับคุณ คุณก็คงหาวิธีเปลี่ยนตัวเองได้ ถ้าคุณไม่ได้สนใจมากขนาดนั้น เราก็ไม่มีจุดพบกันอยู่ดี”

หล่อนหัวเราะเบาๆก่อนจบลง
“เราสองคนก็เหมือนใบไม้ที่ถูกลมพัดปลิวมาอยู่บนพื้นดินใกล้กัน พอลมพัดมาอีกที ก็ปลิวกันไปคนละทาง”

ฉันเรียนรู้ความสัมพันธ์ในความรักอีกรูปแบบหนึ่งจากนวนิยายรักเรื่องนี้

การให้ค่าและความหมายต่อกันของคู่รักทุกคู่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการประคับประคองชีวิตและความรักนั้นให้ยืนยาวร่วมทางกันไปจนสุดเส้นทางชีวิต

บางทีเราอาจคิดว่าเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยเมื่อต้องอยู่ร่วมกันกับอีกคน

แต่จริงๆแล้ว ฉันคิดว่าทุกคนเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงนั้นโอบกอดด้วยความรู้สึกรักที่ทำให้เราเผลอไผลหลงลืมไม่ใส่ใจโดยไม่รู้ตัว

ฉันถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เต็มใจและเป็นไปเอง อันมีต้นเหตุมาจาก “ความรัก” นั่นเอง

บันทึกไว้เมื่อ 8 สิงหาคม 2562

•••••••••

โปรยปกหลัง

บาดแผลที่คนรักก่อให้พราว ใส่ยาเท่าไหร่ก็ไม่หาย
ผิดหวังก็ผิดหวัง เสียดายก็เท่านั้น
พราวไม่รู้จะมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายใดได้
เรือชีวิตของเธอกำลังจะถูกลมร้าย
หอบปลิดปลิวไปอย่างไร้ทิศทาง
ทว่าผู้ชายที่เปรียบเสมือนโลกทั้งโลกของเธอ
เอาเข้าจริงก็เป็นแค่โลกจำลองใบเล็กเท่านั้นเอง

•••••••••
ตามลมปลิว : ว.วินิจฉัยกุล
พิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ.2547-2548
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก เดือนเมษายน พ.ศ. 2548
ภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 เดือนธันวาคม พ.ศ.2551
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก : สุขุมาล เล็กสวัสดิ์
ราคาปก 300 บาท
จำนวน 400 หน้า
•••••••••

❤️📍☘️ แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

http://www.facebook.com/seriesteerak
http://www.facebook.com/myonlineworldco

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
http://www.facebook.com/tarotwelove

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
http://www.facebook.com/ourstoriesbegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

เยี่ยมวิมาน – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 26

เล่มที่26 #หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เมื่อวานนี้ฉันอ่านนวนิยายขนาดสั้นเรื่องหนึ่งของ ว.วินิจฉัยกุล จบลงเป็นเล่มล่าสุด ชื่อเรื่องแสนโรแมนติกอ่อนหวานว่า “ เยี่ยมวิมาน”

ตอนเห็นชื่อเรื่อง ฉันก็จินตนาการไปไกลถึงชีวิตอันหรูหรามีความสุขของนางเอกตามภาพวาดบนหน้าปกหนังสือ

แต่เมื่อเปิดอ่านแล้วกลับไม่ใช่ คำว่า “เยี่ยมวิมาน” น่าจะหมายถึงการเยี่ยมชมปราสาทราชวังของอังกฤษ เริ่มจากลอนดอน ต่อเนื่องยาวไปหลายแห่งหลายที่ จนถึงเวลส์ และ สก็อตแลนด์

นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวแบบ ไพรัชนิยาย คือการเล่าเรื่องโดยมีฉากของเรื่องเป็นสถานที่ในต่างประเทศ

เป็นเรื่องราวการเดินทางของคณะทัวร์จากกรุงเทพไปยังประเทศอังกฤษ จุดประสงค์หลักของเรื่องราวคือ ชายหนุ่มคนหนึ่งอยากให้แฟนสาวที่คบหาดูใจ สนิทสนมและทำความใกล้ชิดกับว่าที่แม่สามี ด้วยการร่วมเดินทางไปในคณะทัวร์ท่องเที่ยวนี้

แววพลอย คือ หญิงสาววัยยี่สิบห้า ทำงานเป็นครีเอทีฟในบริษัทโฆษณา และ นิธิศ ชายหนุ่มร่ำรวยเจ้าของบริษัทก็ชื่นชมในความเก่งและดีของเธอ จนตัดสินใจคบหาเธอเป็นแฟนจนถึงขั้นจะแต่งงานกัน

แต่แล้วการเดินทางยาวไกลร่วมกันในทริปนี้ สุดท้ายก็เปิดเผยความจริงและส่วนลึกสุดของนิสัยมนุษย์ออกมาได้อย่างหมดเปลือก

ความรักความหลังของแววพลอยที่มีต่อ คริส ชายหนุ่มอีกคนที่เธอคิดว่าเป็นอดีตไปแล้ว กลับถูกรื้อฟื้นและเปิดเผยให้แววพลอยเรียนรู้ข้อผิดพลาดและความอ่อนแอของตนเองในอดีต

เรื่องราวช่วงเวลาสั้นๆ ตลอดระยะเวลาท่องเที่ยวของคณะทัวร์ที่ผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตรักของชายหนุ่มหญิงสาว คือ แววพลอย คริส และนิธิศ ที่เมื่อจบสิ้นการเดินทาง แววพลอยก็ได้เรียนรู้ชื่นชมวิมานจากสถานที่ท่องเที่ยวตรงหน้า กับ วิมานที่เธอวาดฝันสวยหรู สุดท้ายกลายเป็นลูกโป่งที่หมดลมแบนฟีบไปในระยะเวลาไม่นาน

เป็นนวนิยายเล่มไม่หนามาก อ่านเรื่องราวรักไปพร้อมกับการบรรยายสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆของอังกฤษได้เพลิดเพลิน

ขอลงท้ายบทบันทึกการอ่านนวนิยายเล่มนี้ด้วยสำนวนการเขียนของผู้เขียนที่ฉันโปรดปรานชื่นชอบและมีอารมณ์ร่วมไปด้วยในทุกเรื่อง สำหรับเรื่องนี้ ฉันชอบตอนนี้มาก

•••#ตอนที่ประทับใจ❤️•••

ยิ้มหยันของคริสเลือนหายไป เขาเพ่งมองหล่อนเหมือนจะค้นเข้าไปถึงความในใจลึกสุด
“ผมรู้ว่าคุณไม่แคร์กับครั้งก่อน”
“ใครว่า” หล่อนย้อนถาม ขมขื่นทั้งน้ำเสียงและแววตา “ใครไม่แคร์กับความล้มเหลวครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตก็บ้าเต็มที กว่าฉันจะลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง…ก็แทบไม่ได้ ครั้งก่อนฉันใจเร็ว ใจร้อน ไม่อดทน … ครั้งนี้ ฉันจะไม่เป็นยังงั้นอีกแล้ว”

กระแสน้ำที่กักเก็บไว้นานนับปี เริ่มซึมออกมาตามรอยแตกร้าว แล้วเพิ่มแรงดันขึ้นจนหญิงสาวรู้สึกว่า…หล่อนจะกลั้นไว้ไม่สำเร็จ

ด้วยน้ำตาเต็มหน้า หญิงสาวหมุนตัวกลับเพื่อจะผละออกจากที่นั้นโดยเร็วที่สุด แต่ก็ยังช้ากว่าวงแขนแข็งแรงที่เอื้อมมาเร็วยิ่งกว่านั้น ตวัดรัดร่างหล่อนเข้าไปกอดไว้แนบแน่น

“พลอย…” เสียงของคริสสั่นพร่า
หล่อนสัมผัสดวงหน้าที่ก้มลงแนบเส้นผม คางสากอ่อนๆระคายเกลือกอยู่ข้างแก้ม วงแขนนั้นเต็มไปด้วยความโหยหารัญจวนอันเร่าร้อน
“ผมเสียใจ…แล้วผมแคร์…แคร์มากด้วย”

•••

ความรักสำหรับบางคนบางคู่ บางครั้งคงต้องปล่อยให้ “กาลเวลา” เป็นผู้เยียวยาและพัดพาไปจนถึงจุดที่เหมาะสมลงตัว ทั้งคู่จึงจะเรียนรู้ว่าตลอดเวลายาวนานที่ห่างไกลนั้น “ความรัก” ยังคงอยู่ที่เดิมในซอกลึกๆข้างในใจ

บันทึกการอ่านเมื่อ 9 สิงหาคม 2562

••••••
เยี่ยมวิมาน : ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารกุลสตรี พ.ศ.2538 – 2539
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ในเดือนกรกฎาคม 2539
ภาพประกอบโพสต์นี้คือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 เดือนสิงหาคม 2554
โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
ภาพปก-ออกแบบ : ฟารุต สมัครไทย
ราคาปก 185 บาท
จำนวน 224 หน้า

•••••❤️🪴☘️ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์🪴🍀❤️•••••

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

http://www.facebook.com/seriesteerak
http://www.facebook.com/myonlineworldco

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
http://www.facebook.com/tarotwelove

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
http://www.facebook.com/ourstoriesbegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ปลายเทียน – แก้วเก้า หนังสือที่รักเล่มที่ 25

เล่มที่25 #หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

“ให้ฝืนใจไม่รักหักอาลัย
หักเท่าไรเหลือจะหักรักแก้วตา’

น้ำตาร่วงลงมาอีกจนภาพดวงหน้าชายหนุ่มพร่าเลือนไปหลังม่านน้ำตา

เกาลัดสะอื้นแรงออกมาอย่างลืมตัว

“อย่าตายนะ..เพชรกล้า..อย่าตาย อยู่เพื่อฉัน..อยู่เพื่อคนที่คุณรัก”

ไม่มีเสียงตอบจากเพชรกล้า ไม่มีแม้แต่ลมหายใจ แต่ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่หล่อน เหมือนจะพิมพ์ดวงหน้านั้นติดตัวไปด้วยขณะเขาย่างเท้าเข้าสู่ประตูปรโลก ซึ่งไม่มีทางหันกลับมาอีก

หล่อนยังคงซบหน้าสะอื้นกับดวงหน้าคมสันซึ่งพิงอยู่แนบอกหล่อน ไม่ขยับเขยื้อนจากท่านั้น แม้ว่าร่างของคนหลายคนค่อยๆเคลื่อนผ่านประตูทางเข้านอกชานมาก็ตาม ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของหญิงสาว

เพชรกล้านอนนิ่งสงบเหมือนนอนหลับ ดวงตาปิดสนิท ไม่มีริ้วรอยความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ในสีหน้า

ถ้าหากว่าเขาฝันถึงใครสักคน ฝันอันยืนยาวปราศจากการตื่นก็คงเป็นฝันอันสงบสุข ไม่เจ็บปวดพะว้าพะวังอีกต่อไป”

ฉันเริ่มงานเขียนวันนี้ด้วยฉากจบในนวนิยายรักที่เต็มไปด้วยจินตนาการรักที่ประทับใจ

เป็นฉากจบในนวนิยายที่แสนเศร้า ที่นำมาจากนวนิยายแนวจินตนาการเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจของ “แก้วเก้า” อีกนามปากกาหนึ่งของ รองศาสตราจารย์ คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ หรือ ‘ว.วินิจฉัยกุล’

นามปากกา ‘แก้วเก้า’ นั้นอาจารย์วินิตาใช้เขียนในนวนิยายแนวเหนือจริงที่ใช้จินตนาการสร้างเรื่องราว

ฉันเลือกหนึ่งในหลายๆเรื่องที่ชอบและคิดว่ามีความโดดเด่นและน่าประทับใจในพล้อตที่ผู้เขียนเลือกเขียน เป็นนวนิยายแนวข้ามเวลาที่ดึงเอาตัวละครจากวรรณคดีไทยคือเรื่อง ‘ขุนช้างขุนแผน’ มาเป็นหลัก นวนิยายเรื่องนี้ชื่อว่า ‘ปลายเทียน’

นวนิยายเรื่อง ปลายเทียน เคยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทย ระหว่างปี พ.ศ.2542-2544 และพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี 2544 ฉบับที่ฉันซื้อมาอ่านนี้พิมพ์ครั้งที่ 5 เมื่อมกราคม 2549 ปัจจุบันน่าจะพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง

ฉันชอบพล้อตเรื่องแปลกและน่าประทับใจในเรื่องนี้ที่นำตัวละครจากวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผน โดยผู้เขียนจินตนาการเพิ่มเติมว่า มีสองตัวละครที่ไม่มีบทในเรื่องขุนช้างขุนแผนฉบับที่เราอ่านกันทั่วไป เพราะหลบหนีจากการตามล่าของขุนแผน เมื่อครั้งพระเจ้าเชียงใหม่ยอมแพ้แก่พระพันวษา ซึ่งตามธรรมเนียมต้องนำตัวลูกสาวมาถวายตัวเป็นบรรณาการ

ในเรื่องขุนช้างขุนแผนจะมีกล่าวถึงนางสร้อยฟ้าที่ต้องไปเป็นบรรณาการที่กรุงศรีอยุธยา แต่ผู้เขียนได้จินตนาการเพิ่มอีกตัวละครคือ สร้อยสุมาลี ลูกสาวอีกคนที่หลบหนีไปพร้อมกับนางพี่เลี้ยง โดยมีตัวละครอีกตัวที่เพิ่มมาคือ เพชรกล้า องครักษ์หนุ่มที่พาหนีและเป็นผู้คุ้มกันภัยให้สร้อยสุมาลี

ในนวนิยาย สร้อยสุมาลีและเพชรกล้า พร้อมนางพี่เลี้ยง เดินทางข้ามเวลามาสู่ยุคปัจจุบันผ่านสมุดข่อยโบราณ โดยมี วงศ์เมือง นักเขียนนิยายผู้หลงใหลของเก่าและเรื่องโบราณ เป็นผู้ประมูลได้จากการประมูลของเก่า

วงศ์เมืองช่วยเหลือสร้อยสุมาลีและเพชรกล้า โดยให้หลบหนีมาพักพิงที่บ้านโบราณของเขา

เรื่องวุ่นวายทั้งหลายเกิดขึ้นเมื่อวงศ์เมือง บอกเล่าเรื่องราวประหลาดนี้ให้ วัจน์ น้องชายเพื่อขอความช่วยเหลือ กลับถูกน้องชายเข้าใจผิดว่าพี่ชายเป็นโรคประสาทเพราะเรื่องโบราณ จึงถูกน้องชายบังคับให้เข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์ แต่วงศ์เมืองไม่ยินยอม จึงขอร้องให้หลานชาย เรวิทย์ และ เกาลัด เพื่อนสาวคนสนิทของเรวิทย์ช่วยเหลือ

แรกๆทั้งคู่ก็ไม่เชื่อเรื่องราวประหลาดนี้ เกาลัดสาวห้าวผู้อยากรู้อยากเห็นจึงไปพิสูจน์ด้วยตนเอง และได้พบกับเพชรกล้าและสร้อยสุมาลี

เรื่องราวความวุ่นวายตลอดเรื่อง คือการช่วยเหลือให้ทั้งสองหนีให้พ้นจากการตามหาของขุนแผน มีเรื่องราวสนุกๆ ตื่นเต้น จากการผจญภัยและความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวจากยุคกรุงศรีอยุธยา กับหนุ่มสาวสมัยใหม่

เรื่องราวความรักที่ไม่อาจเป็นไปได้ในชีวิตจริง แต่ผู้เขียนก็จินตนาการเรื่องราวความรักสลับคู่ของตัวละครเอกสี่คน คือเขียนให้ สร้อยสุมาลี รักกับ เรวิทย์ และ เพชรกล้า รักกับสาวสมัยใหม่อย่าง ‘เกาลัด’

ฉันประทับใจในเรื่องราวตลอดเรื่องที่ผู้เขียนให้ตัวละครในอดีตพูดคุยกันเป็นภาษาโบราณแบบเสภา ทำให้ฉันได้อ่านบทเสภาเพราะๆมากมายในนวนิยายเรื่องนี้

บทเสภาที่ฉันประทับใจและจะยกมาพูดถึงมีอยู่สองบท

บทแรก คือบทบรรยายถึงตัวละคร ‘เพชรกล้า’ ตัวเอกฝ่ายชายที่เป็นนักรบ แต่ไม่ประสาในเรื่องรัก

“…เพชรกล้ายิ้มออกมานิดหนึ่ง มีความเก้อเขินแทรกอยู่ในรอยยิ้มอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็น ทำให้สีหน้ากร้าวกระด้างดูอ่อนโยนลงราวกับหนุ่มน้อย เขาตอบอย่างจริงจังเปิดเผย ไม่มีการซ่อนเร้นปิดบัง

“บวชเรียนแต่น้อยจนเติบกล้า
ร่ำเรียนวิชาทั้งคุณไสย
หากกลั้วโลกีย์พลันจักจัญไร
เรียนจบจึ่งจะได้แต่งภรรยา
อยุธยารบรุกบุกเชียงใหม่
ท่านบิดาบรรลัยกลางทัพหน้า
อกบ้านเมืองแตกแยกพารา
จะมีคู่กายาก็ป่วยการ
หน้าที่ต้องพาพระบุตรี
หลบหนีจากบุรินทร์ถิ่นสถาน
ช่อนตัวกลางดงกันดาร
จึงไม่เคยพบพานนางนงลักษณ์”
…..

และอีกบทหนึ่ง คือตอนท้ายๆที่เพชรกล้ารู้ตัวว่าชอบสาวน้อยสมัยใหม่อย่างเกาลัด และบอกรักเธอแบบเสภา เป็นสไตล์การเขียนสุดแสนประทับใจ

“..ดวงตาคมลึก ดำสนิท มองดวงหน้าใส ผิวสีน้ำตาลอ่อนเนียนราวกับสีทราย เหมือนจะพิมพ์ไว้ในความทรงจำ ก่อนตอบช้าๆ

“ถ้าหากเจ็บเพียงแผลยังแก้หาย
เจ็บแค่กายชีวาไม่อาสัญ
แต่เจ็บยิ่งกว่าตายวายชีวัน
เจ็บต้องจากจอมขวัญพรากกันไกล”

เกาลัดงง ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงใคร และเรื่องอะไร แต่สายตาหม่นเศร้าของชายหนุ่ม ให้คำตอบหล่อนในอึดใจต่อมา

“เสียใจที่จะต้องกลับไปมิติของคุณนะหรือ?” หล่อนถอดความออกมาได้อย่างง่ายที่สุดเท่าที่นึกออก “งั้นฉันจะพูดอะไรสักอย่างได้ไหม เพชรกล้า”
“ถามตรงๆ ขอให้ตอบตรงๆ คุณคิดยังไงกับฉัน สงสัยมานานแล้ว แล้วอย่าพูดว่ารัก มันเป็นไปไม่ได้”

เพชรกล้าค่อยๆ ระบายลมหายใจยาว อ่อน..และเศร้า เหมือนเขาเองก็หมดทิฐิที่จะฝืนความรู้สึกในส่วนลึกอีกต่อไป

“ไม่ให้ตอบว่ารักจักไม่ตอบ
แต่บอกเพียงแค่ชอบตอบไม่ได้
ให้ฝืนใจไม่รักหักอาลัย
หักเท่าไหร่เหลือจะหักรักแก้วตา”
……….
เพชรกล้าพูดเสียงต่ำต่อไป ตายังจับอยู่ที่ดวงหน้าหญิงสาวไม่คลาดสายตา เหมือนจะพิมพ์จดจำไว้ในส่วนลึกสุด

“ไม่รู้รักเริ่มต้น ณ หนไหน
กว่ารู้ใจก็รักเป็นหนักหนา
หากฟังแล้วขุ่นข้องหมองอุรา
อย่าถือสายกโทษโปรดอภัย
อยากจะเก็บซ่อนไว้เสียในอก
สุดจะยกออกไปให้ห่างได้
แต่ยิ่งล่วงเวลานานร้าวรานใจ
บอกเจ้าไปเหมือนหินยกจากอกเรียม”

ฉันประทับใจมากมายกับบทเสภาบอกรักสาวของเพชรกล้า……ชายหนุ่มจากโลกยุคโบราณสมัยอยุธยา

ความประทับใจในจินตนาการแห่งรักของนวนิยายเรื่องนี้ ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวจินตนาการแห่งรักมากมายที่ได้อ่านจากนวนิยายและได้รับชมจากภาพยนตร์หรือซีรีส์มากมาย

เรื่องราวจินตนาการรักเหล่านั้น อาจเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง แต่ความรักในเรื่องราวเหล่านั้นกลับเติมเต็มจิตใจของผู้คนเป็นจำนวนมาก นักอ่านที่ในชีวิตจริงอาจขาดรัก โหยหาความรัก หรือแม้แต่ผู้อ่านอย่างฉันที่รักเรื่องราวรักทุกรูปแบบ ก็เชื่อในเรื่องราวจินตนาการของผู้เขียนทุกครั้ง

ฉันเชื่อว่าในโลกแห่งจินตนาการ คือโลกที่ผู้คนหาความสุขกับเรื่องราวที่เป็นไปได้ยากในชีวิตจริงที่เรามีความรักแบบมีเงื่อนไขเสมอ ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางสังคม ความคิดเห็นของคนรอบข้าง

ความรักเป็นสิ่งสวยงามและจรรโลงโลกจริงอันเต็มไปด้วยปัญหาให้ดูมีความหวังและผูกพันกันด้วยความรักที่สวยงามเสมอหรืออะไรก็ตามแต่

จินตนาการแห่งรักจึงเป็นมุมเล็กๆในนวนิยายที่ผู้คนในโลกความจริง ปรารถนาที่จะสมหวังสักครั้งในชีวิต ที่บางทีหรือบางคนไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสและลิ้มรสความหวานหอมแห่งอารมณ์รักเลยสักครั้งในชีวิต

ในวันที่อากาศร้อนแต่จิตใจฉันกลับเยือกเย็นและชุ่มชื่นด้วยอารมณ์รักเต็มอิ่มในจิตใจจากจินตนาการรักที่ได้พบเจอผ่านตัวอักษรสวยงามที่เรียงร้อยกัน

ในโลกแห่งความจริง ฉันมีความหวังเต็มเปี่ยมในใจว่าพรุ่งนี้และวันต่อๆไป ความรักที่ฉันมีต่อครอบครัว ผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะสังคม จะเป็นแรงผลักแรงเล็กๆจากปลายปากกาในวันนี้ สู่วันที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้

ฉันแหงนมองท้องฟ้าก่อนก้าวเท้าเข้าบ้าน สองมือดึงประตูรั้วปิดลง

ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าจัดสดใสไร้เมฆ หากคุณมองเข้าไปในแววตาของฉัน

คุณจะรู้ว่า ฉันมีความหวังให้กับชีวิตในวันพรุ่งนี้เสมอ

บันทึกการอ่านและแรงบันดาลใจจากนวนิยายเมื่อปี2562

บันทึกเพิ่มเติมฉากที่ชอบอีกฉากในปี2563

ฉากที่เพชรกล้าใช้อาคม เข้าหาเกาลัด แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะหญิงสาวที่นอนบนเตียงกลายเป็นสร้อยสุมาลี แล้วเพชรกล้ากับสร้อยสุมาลีก็สมรักกันภายใต้อาคมของเถรขวาด

มานั่งนึกว่า ถ้าบนเตียงเป็น ‘เกาลัด’ อย่างที่เพชรกล้าตั้งใจเข้าหา เรื่องราวจะเป็นอย่างไร

เป็นนวนิยายที่สนุกมาก และอยากให้สร้างเป็นละครอีกสักครั้ง

คราวที่แล้วสร้างละครเมื่อปี 2545 ไม่ทันได้ดู
ว่าจะลองไปดูฉบับเก่าว่าเป็นยังไงบ้าง
เจอตัวอย่างบ้างในยูทูป แต่ตอนนี้ลบไปแล้ว

••••••••••

ตอนที่ประทับใจจากหนังสือที่รัก

เพชรกล้านั่งลงบนเตียง ปลดเครื่องราง และผ้ายันต์ออกจากกายวางไว้หัวนอน เช่นเดียวกับผ้าประเจียดโพกศีรษะ เอนกายลงบนเตียงอ่อนนุ่ม เลิกผ้านวมขึ้นสัมผัสความอ่อนละมุนของร่างซึ่งนอนนิ่งอยู่ ใจระทึกจนแทบโลดออกมานอกทรวงอกด้วยความไม่เคยใกล้ชิดหญิงใดถึงเพียงนี้ ประจักษ์เป็นครั้งแรกถึงความอ่อนนุ่มอบอุ่นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ไม่แห้งแล้งไร้ความหมายอย่างสัมผัสของปุยนุ่นหรือสำลี

ค่อยประคองลองจูบค่อยลูบไล้
ใจวูบไหวระทึกนึกวาบหวาม
เอนอกอิงแอบแนบอกงาม
ไม่อาจห้ามใจป่วนรัญจวนใจ
โอ้อกเอ๋ยไม่เคยพบประสบเห็น
เหมือนกับเป็นเพียงฝันนั้นไฉน
หากสมรักแก้วตายอดยาใจ
สรวงสวรรค์ชั้นไหนไม่เปรียบปาน

. . . . .

โปรยปกหลัง

ถ้าหากเจ็บเพียงแผลยังแก้หาย
เจ็บแค่กายชีวาไม่อาสัญ
แต่เจ็บยิ่งกว่าตายวายชีวัน
เจ็บต้องจากจอมขวัญพรากกันไกล

. . .

ปลายเทียน – ผู้เขียน : แก้วเก้า
พิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทย ปี พ.ศ.2542 – 2544
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ เมื่อเดือนเมษายน 2544
ภาพประกอบโพสต์คือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 เดือนมกราคม พ.ศ. 2549
จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ทรีบีส์
ราคาปก 330 บาท
ภาพปก : สุขุมาล เล็กสวัสดิ์
จำนวน 487 หน้า ไม่รวมท้ายเล่มที่เป็นผลงานของผู้อ่าน
ในหัวข้อ ‘ปลายเทียนแบบที่ใจอยากให้เป็น’
และ ‘ความคิดเห็นผู้อ่านผ่านทางอินเทอร์เน็ต’

. . . . . .

❤️🍀🪴ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ 🍀🪴❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🍀🪴❤️

สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ทานตะวัน – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 24

เล่มที่24 #หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

เรื่องราวระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

“จำได้ไหมว่าอาม่าเคยสอนเอาไว้…ทำตัวอย่างดอกทานตะวัน ดอกไม้อื่นกลัวความร้อน มันจะเหี่ยวเฉาเมื่อกระทบแดด ทานตะวันเป็นดอกไม้อย่างเดียวที่สู้แดด ไม่เคยหันหนี มันจะหันตามตะวันตลอดวัน มันไม่กลัวความร้อน เหมือนคนที่ไม่เคยกลัวความลำบาก แล้วเห็นไหมว่าทานตะวันเป็นดอกไม้ที่สวย สง่า ใหญ่ เห็นที่ไหนก็สะดุดตากว่าดอกไม้อื่นๆ”

ข้อความโปรยไว้บริเวณปกหลังของหนังสือนวนิยายเรื่อง ‘ทานตะวัน’ ของ ว.วินิจฉัยกุล ที่เขียนขึ้นครั้งแรกและตีพิมพ์ลงในนิตยสารสกุลไทยเมื่อราวปี 2538-2539

เป็นนวนิยายแนวสะท้อนชีวิตและสังคมที่ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยายจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2540

เรื่องราวชีวิตของสองครอบครัวที่บังเอิญมาเกี่ยวข้องกัน

อาม่าคือย่าของนางเอก ‘หลีส่วง’ หรือ กานติรัตน์ หญิงสาวลูกสาวคนโตในบรรดาพี่น้องสามคนของครอบครัวเชื้อสายจีน ที่พ่อและแม่ก่อร่างสร้างตัวในอาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง พ่อแม่ต้องทำงานนอกบ้าน ย้ายไปตามถิ่นที่รับงานก่อสร้าง พี่น้องสามคน หลีส่วง ยิกกวง หลีย้ง ได้รับการเลี้ยงดูจากอาม่าอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เด็ก

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่พ่อแม่ของเด็กทั้งสามคน ย้ายให้เด็กๆและอาม่ามาอยู่ตึกแถวในเมือง ช่วงที่เด็กๆ กำลังเรียนมหาวิทยาลัย แล้วเปิดเป็นร้านขายของชำให้อาม่าขายของแก้เหงา

ฝั่งตรงข้ามตึกแถวที่ตั้งร้านขายของชำ เป็นบ้านเก่าแก่ของนายพลเรือและคุณนายเกยูร ผู้ที่ถือดีและคิดว่าตนเองเป็นผู้ดีเป็นชนชั้นสูง คนรอบข้างล้วนแต่เป็นคนชั้นอื่นที่ต่ำกว่าเธอ เธอแต่งงานแต่ไม่มีลูก มีแต่ลูกเลี้ยงติดสามีมาสองคน เธอก็ไม่รักไม่แยแส กลับไปรับ สาริศ หลานชายแท้ๆ ลูกชายคนเดียวของคุณอร น้องสาวเธอ มาเป็นบุตรบุญธรรม แล้วเลี้ยงดูราวกับไข่ในหิน เป็นคุณหนูผู้สูงส่ง และต้องอยู่ในโอวาทของคุณแม่ ในขณะที่แม่แท้ๆ แม่อร ที่อยู่ด้วยกันแทบจะไม่สามารถมีสิทธิ์มีเสียงในตัวลูกชายคนเดียวคนนี้

เหตุการณ์วุ่นวายที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวนวนิยายนี้ เกิดขึ้นจากการที่ลูกเลี้ยงคนหนึ่ง “ศมน” มาพบกับหลีส่วง และสนิทกัน

คุณนายเกยูรไม่พอใจและไม่ยอมให้คนในครอบครัวใฝ่ต่ำไปคบกับเด็กสาวข้างถนนนั้น วันหนึ่งเธอก็เรียก ‘อาม่า’ เข้ามาที่บ้าน แล้วต่อว่าอาม่า ให้สั่งสอนหลานสาว ไม่ให้มายุ่งกับชายหนุ่มในบ้านผู้ดีของเธอ

หลีส่วงที่เป็นคนที่รักอาม่าที่สุดในชีวิต มากกว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด เมื่อรู้เรื่องเข้า ก็โกรธมาก เธอเข้าไปอาละวาดในบ้านคุณนายที่บังอาจมาว่าอาม่าที่รักของเธอ

หลีส่วงในขณะนั้นเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เธอกลับมาจากเรียน เมื่อประตูรั้วเปิดก็วิ่งตามรถเข้าไป ปรากฎว่าคุณนายไม่อยู่ เจอเข้ากับสาริศ ลูกชายบุญธรรมของคุณนาย ซึ่งเพิ่งเรียนจบปริญญาโทกลับมาจากต่างประเทศ และเข้าทำงานรับราชการ เป็นหนุ่มหล่อเนื้อหอม

เธอโกรธต่อว่าเขา ทั้งๆที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ทั้งคู่ต่อปากต่อคำกันด้วยอารมณ์ จนในที่สุดหลีส่วงโกรธถึงขนาดตบหน้าคุณสาริศ

ชายหนุ่มผู้ถูกเลี้ยงดูอย่างดีมาตลอดชีวิต ไม่เคยมีใครทำกิริยาแบบนี้กับเขามาก่อน อารมณ์โต้กลับด้วยความโกรธทำให้เขาตอบโต้เธอกลับแบบชายหนุ่มกระทำต่อหญิงสาวตรงหน้า

แล้วหลังจากวันนั้นไม่นาน ครอบครัวหลีส่วงก็ย้ายออกจากตึกแถวไป

ในนวนิยายเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ปัจจุบันเมื่อพ่อแม่หลีส่วงร่ำรวยจากธุรกิจ จนเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทใหญ่โต หลีส่วงที่ไม่เคยลืมความแค้นในวันเก่าๆ สมัยเรียน เธอกลับมาที่บ้านนั้นอีกครั้ง ในฐานะนักธุรกิจพัฒนาที่ดิน เธอเข้ามาเจรจาเพื่อซื้อบ้านหลังนั้นเป็นของตนเอง และรอคอยวันที่จะแก้แค้นคุณนายเกยูรและคุณสาริศ

เป็นนวนิยายแนวชีวิตที่สะท้อนบุคลิกตัวละครสุดโต่งและบุคคลรอบข้างที่ถูกยึดโยงเข้าไว้ เรื่องราวสนุกและอ่านเพลิน ฉันชอบประเด็นเรื่องความรักที่ผู้เขียนแต่งเรื่องให้ตัวละครหลีส่วงและสาริศที่เริ่มจากความขัดแย้ง แต่ปมจากความขัดแย้งนั้นกลับฝังลึกอยู่ในใจของคนทั้งคู่ แม้เวลาผ่านไปหลายปี เมื่อมาพบกันอีกครั้ง สิ่งลึกๆในใจที่ฝังอยู่ ก็กลับผุดขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางความเป็นไปไม่ได้เลยที่จะครองคู่กัน

ใครชอบแนวชีวิตก็ลองหามาอ่านดูนะคะ

•••••

ทานตะวัน ผู้เขียน – ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ. 2538 – 2539
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2539
ภาพประกอบโพสต์คือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4
โดย สำนักพิมพ์ทรีบีส์
เดือนกุมภาพันธ์ 2554
ภาพปก : ศรีวรรณ อรรถวิภัชน์
ออกแบบ : สารัตน์ วงศาโรจน์
ราคา : 370 บาท
จำนวน 579 หน้า

. . . . . . . .❤️🍀🪴ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์🪴🍀❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

http://www.facebook.com/seriesteerak
http://www.facebook.com/myonlineworldco

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
http://www.facebook.com/tarotwelove

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
http://www.facebook.com/ourstoriesbegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

มายา ของ ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รักเล่มที่ 23

เล่มที่23 #หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เมื่อนึกถึงเรื่องมายา จะนึกถึงตัวละคร พิตะวัน บุษบามินตรา แล้วก็ รชานนท์

เล่มนี้อ่านครั้งแรกนานมาแล้ว เคยสนุกสนานกับเรื่องราวทั้งฉบับนิยายและละครทีวี จนทำให้ระลึกถึงเรื่องนี้เสมอๆ

วันนี้หยิบมาพลิกๆ ดู อ่านเจอตอนนี้ เลยทำให้อยากบันทึกไว้ แล้วเริ่มอ่านใหม่อีกรอบ เพราะลืมรายละเอียดเรื่องบางส่วนไปแล้วค่ะ

ตอนนี้เป็นตอนที่หลังจากพ่อแม่นางเอกประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกระทันหัน ครอบครัวนางเอกก็ขาดเงิน นางเอกเอาสร้อยมาขายให้พระเอกค่ะ

••••••• #ตอนที่ประทับใจ❤️

รชานนท์มองนกตัวนั้น แล้วก็เลื่อนสายตาขึ้นมองหล่อน…ดูดวงหน้าที่ขาวสะอาดอ่อน เกลี้ยงเกลาปราศจากเครื่องฉาบทาแม้แต่บนริมฝีปากบางสีเนื้อเรื่อๆ นัยน์ตาชายหนุ่มฉายแววอะไรอย่างหนึ่ง..คล้ายจะเป็นยิ้ม เมื่อเห็นสีหน้าหล่อน คล้ายกับคนที่กำลังเชือดเนื้อตัวเองออกขาย แทนที่จะยอมขอทานเลี้ยงชีวิต

“เก็บไว้เสียเถอะ คุณมิ้นต์รู้ดีว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้มันเลยถ้าพูดกับผม”

หล่อนส่ายศีรษะ ผมดำเป็นมันเลื่อมราวกับปีกแมลงเคลื่อนไปมาบนหลังไหล่แบบบาง

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ คุณไม่เข้าใจ ไม่ว่ากับใครมิ้นต์ก็ต้องทำอย่างนี้ทั้งนั้น แต่ถ้าขายให้คุณรชานนท์ มิ้นต์รู้สึกลำบากใจน้อยกว่าพูดกับคนอื่น…ถึงอย่างไร คุณก็เคยดีกับมิ้นต์มามาก”

“ถึงอย่างไร?” เขาทวนคำพูดของหล่อนเป็นเชิงถาม

บุษบามินตราหน้าแดง…หล่อนไม่เคยกระดากผู้ชายหนุ่มคนไหนมาก่อนเลยในชีวิต แม้แต่กับรวิศก็ตาม

“คำนี้ แปลว่า ถึงผมจะเลว แต่ถึงอย่างไรก็เคยดีกับคุณมามากใช่ไหม” เขาถามยิ้มๆ

เวลาที่บุษบามินตราอายขึ้นมา หล่อนจะต้องกลบเกลื่อนด้วยสีหน้าขรึม คล้ายไม่รู้สึกอะไรให้มากกว่ายามปกติ

“อย่าเอาใจใส่คำพูดของมิ้นต์นักเลยค่ะ มิ้นต์พูดไม่ค่อยเป็นคุณก็ทราบอยู่แล้ว แต่มิ้นต์กำลังพูดเรื่องจำเป็นจริงๆ ไม่ใช่อย่างเมื่อก่อนนะคะ”

“หมายความว่าคุณต้องการขายให้ผม” เขาถามด้วยท่าทางเคร่งขรึมขึ้นบ้าง

บุษบามินตราก้มศีรษะรับ
“เท่าไหร่ครับ”
บทจะง่ายก็ง่ายเสียจริงๆทีเดียว!
“สี่หมื่นบาทค่ะ เท่ากับครั้งก่อน” หล่อนตอบอย่างไม่ลังเล

รชานนท์มองหล่อนนิ่งและนาน บุษบามินตราเข้าใจสายตานั้นได้ หล่อนถอนใจโดยแรง

“ค่ะ คุณรชาเข้าใจถูกต้องแล้ว มิ้นต์เคยพูดกับคุณรชาคราวก่อนเมื่อขายนกตัวนี้ครั้งแรก ว่ามิ้นต์ไม่เคยเชื่อว่าชีวิตจะอยู่อย่างสบายแบบนี้โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มิ้นต์เคยมีชีวิตหลายแบบมาแล้วค่ะ จนรู้ว่าวันหนึ่งมิ้นต์จะประมาทไม่ได้เลย แล้ววันนั้นก็มาถึงจริงๆ”

หล่อนเหลียวมองรอบๆห้องที่ตกแต่งไว้อย่างงดงามและสุขสบายไม่มีที่ติ ใช้อาการสูดลมหายใจเข้าแรงๆ กลั้นก้อนสะอื้นที่ทำท่าว่าจะแล่นขึ้นมาถึงคอ

“อะไรที่เรานึกว่าเป็นไปไม่ได้ มักจะเป็นไปได้อย่างง่ายๆที่สุด จริงไหมคะ…ทุกข์กับสุขเป็นของคู่กัน ความรวยกับความจนก็เหมือนกัน ชีวิตเราเหมือนไต่อยู่ริมเหวนะคะ ไม่รู้จะพลาดเมื่อไร แต่คนอย่างมิ้นต์ไม่กลัวเรื่องพลาดหรอก ตกเป็นตก คนอย่างมิ้นต์พร้อมจะอยู่ก้นเหวได้เสมอ ไม่ใช่จะอยู่ได้เฉพาะบนยอดเขาเท่านั้น…”

อีกนาทีเดียว หล่อนคงจะร้องไห้ออกมาเป็นแน่..ร้องด้วยความทุกข์และความเข้าใจกระจ่างแจ้งในชีวิต ที่โถมเข้ามาให้หล่อนเห็นอย่างหนักหน่วงแทบจะตั้งตัวไม่อยู่เช่นนี้

แต่หล่อนก็บังคับตัวเองไว้จนสุดความสามารถ ไม่ให้แสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้ารชานนท์เป็นอันขาด
“เงินสี่หมื่นบาทน้อยเกินไปสำหรับเรื่องนี้”
หล่อนได้ยินชายหนุ่มพูดแว่วๆดังมา
“ถ้าคุณมิ้นต์ต้องการมากกว่านี้ ผมให้ได้”
“แต่มิ้นต์ไม่มีอะไรติดตัวมากนัก” หล่อนพยายามตอบเขาอย่างสงบที่สุด
“ถ้ามีของพี่ๆ เขาก็อาจจะไม่อยากขาย”
“มีซี ผมยินดีจะให้เงินทั้งหมดเท่าที่ผมมีเลยเทียวละ ถ้าคุณมิ้นต์จะยอมให้ผมได้

“เงินทั้งหมดเท่าที่มี” บุษบามินตราคิดว่าเขาพูดเล่นเพื่อปลอบโยนหล่อน ก็ยิ้มฝืนๆประสมโรงไปด้วย “ถ้ามิ้นต์เรียกสิบล้านล่ะคะ”
“ผมให้มากกว่านั้นอีกก็ได้…จะเอาเท่าไหร่ ผมจะขายบ้านช่องที่ดินทั้งหมดเอามาให้เลย”
“คุณรชาอยากซื้ออะไรล่ะคะ บ้านหลังนี้หรือ”
“ผมไม่สนใจวัตถุที่ไม่มีชีวิตพวกนั้นหรอก” รชานนท์ยิ้มละไม
“ผมอยากได้อะไรที่ทำให้คุณมิ้นต์เคยโกรธผม ขนาดแกล้งผมให้เดินหนาวสั่นไปตั้งครึ่งค่อนไมล์คืนนั้น ทั้งๆที่ผมไปหาตอนกลางดึกก็เพื่อจะบอกอย่างเดียวว่า ผมรอคุณมิ้นต์อยู่ตั้งครึ่งค่อนคืนที่ฟลามิงโก เต้นรำกันเสร็จก็พาพิตะวันไปส่งเลยไม่ได้เถลไถลไปไหนกับเขา แต่คุณก็เอาแต่โกรธผม..โกรธเพราะ ‘อะไร’ ผมอยากได้สิ่งนั้นละ แลกกับทุกอย่างที่ผมมี

น้ำตาแห้งหายไปจากดวงตาของหล่อน…บุษบามินตรารู้สึกแต่เพียงความร้อนวาบแผ่กระจายไปทั่วตัว แล้วแล่นซ่านไปเต็มผิวแก้ม…โดยเฉพาะที่ริมฝีปาก

. . . . . .

โปรยปกหลัง

พิตะวันมีโลกของหล่อนอยู่สองโลกตลอดเวลา

โลกที่หนึ่ง…โลกของเด็กกำพร้าที่อ้างว้างขวัญเสียและแห้งแล้งมาแต่เยาว์วัย ถูกเลี้ยงมาอย่างลุ่มๆดอนๆ ทางจิตใจ จนปราศจากหลักยึดเหนี่ยวใดๆทั้งสิ้น

โลกที่สอง…โลกของความฝันอันเพริศแพร้วเหมือนภาพลวงตาในทะเลทราย โลกที่หล่อนเห็นเพียงครึ่งๆ หลายๆจากความจริงที่ประสบอยู่…

แต่มันคงเป็นแค่ความฝัน…เป็นแต่เพียงภาพลวงตาอันงดงาม ซึ่งหล่อนได้พบเห็นและหลงงมงายอยู่กับมันมาตลอดชีวิต และไม่รู้ว่าจะต้องหลงใหลอยู่ในมนต์ขลังของมายานั้นอีกนานสักเท่าใด…

. . . . ..

มายา ผู้เขียน ว.วินิจฉัยกุล
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 เดือนตุลาคม 2544
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี
ภาพปก โดย สุขุมาล เล็กสวัสดิ์

📍อยากให้ผู้เขียนพิมพ์เรื่องนี้ใหม่ค่ะ จะตามไปซื้อ

•••••••••

❤️🍀🪴ขอประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์ค่ะ🍀🪴❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

มณีร้าว – ว วินิจฉัยกุล หนังสือที่รัก เล่มที่ 22

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

ฉันถ่ายรูปเป็นปกแบบใหม่ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 เดือนตุลาคม 2555 ประกอบโพสต์นี้

แต่ครั้งแรกที่เคยอ่านนั้นนานมาแล้ว เป็นแบบปกแข็ง หน้าปกนวนิยายเรื่อง ‘มณีร้าว’ ของ ว.วินิจฉัยกุล เล่มที่เคยอ่าน เป็นเล่มที่เก่ามากที่สุดในบรรดาหนังสือนวนิยายของ ว.วินิจฉัยกุล ที่ฉันมี

มันเป็นปกแข็งแบบนวนิยายรุ่นเก่า พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร เป็นการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2531 ตอนที่มีการจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ก็ว่าจะซื้อแบบปกใหม่เล่มเดียวมาเก็บสะสม ก็หลงลืมและพลาดไป เพิ่งไปตามหาได้มาจากในกลุ่มเมื่อปีที่แล้ว

ฉันชอบนวนิยายเรื่องนี้มาก อ่านนานแล้ว เมื่อคิดถึงก็ไปย้อนดูละครทีวีเรื่องนี้ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2533 แล้วก็หยิบออกมาอ่านอีกรอบ เพราะนึกอยากบันทึกการอ่านเรื่องนี้เก็บไว้

ว.วินิจฉัยกุล ได้เขียนคำนำถึงแรงบันดาลใจและข้อสังเกตของสังคมสองข้อที่ทำให้ท่านเขียนเรื่องราวนี้ขึ้นมา คือ หนึ่ง ปัญหาความแตกร้าวในครอบครัวของพ่อแม่ที่ส่งผลกระทบต่อลูก และสอง ข้อสังเกตเรื่องผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อทางเพศ ที่น่าตกใจว่าในความจริงแล้วมักเกิดจากผู้ชายที่อยู่ใกล้ชิดมากกว่าคนแปลกหน้า

คล้ายเดือน นางเอกของเรื่องจึงมีชะตากรรมตามแก่นเรื่องที่ผู้เขียนต้องการสื่อถึงผู้อ่าน คือเป็นหญิงสาวสวยบริสุทธิ์ อ่อนต่อโลก มีแฟนหนุ่มแสนดีตามอุดมคติ ชีวิตเธอน่าจะสวยงาม แต่แล้วเมื่อมีปัญหาครอบครัว พ่อมีเมียน้อย เธอก็ทุกข์และจมอยู่กับความทุกข์ของตน และเมื่อสถานการณ์พาไปให้เธอต้องพบคนอีกสังคมผ่านกลุ่มเพื่อนเก่าที่กลับมาพบกันใหม่ เพื่อนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากกรอบชีวิตของเธอ เธอก็ถูกโชคชะตาและความประมาทจนตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดาย

ฉายฉาน พระเอกของเรื่องที่เริ่มต้นบทบาทด้วยการเป็นผู้ชายร้ายกาจเจ้าเล่ห์ที่ทำลายชีวิตของคล้ายเดือน ผู้ชายเพลย์บอย ที่ไม่เห็นค่าของผู้หญิงที่เข้ามาอยู่ในวังวนชีวิตสังคมเหลวแหลกของตนเอง เพราะความที่มีพื้นเพเป็นลูกเมียน้อยในครอบครัวเศรษฐีที่พ่อมีเมียมากมาย จนทำให้เขาไม่ศรัทธาในชีวิตแต่งงาน และมองผู้หญิงที่เข้ามาใกล้ชิดเป็นเพียงของเล่นสนุก

แต่หลังจากความสุขทางกายที่ฉายฉานตักตวง ฉวยเอาจากความอ่อนต่อโลก เชื่อใจคนมากเกินไป จนไปถึงการไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม ของคล้ายเดือน เขากลับไม่เคยลืมเธออีกเลย เขาติดตาม พัวพัน และสุดท้ายก็คอยช่วยเหลือ เมื่อพบว่าเธอได้รับความทุกข์และผลกระทบจากความสนุกชั่วข้ามคืนของเขาจนชีวิตแทบจะไปต่อไม่ได้

ฉันชอบเรื่องนี้ที่ได้เห็นพัฒนาการทางอารมณ์และความคิดของตัวละครที่เปลี่ยนไปทีละนิดจากตอนต้นเรื่องจนท้ายเรื่อง

คล้ายเดือนค่อยๆเรียนรู้จากความทุกข์ตกผลึกจนกลายเป็นความเข้มแข็ง จนสามารถมาทำงานช่วยเยียวยาจิตใจผู้คนในองค์กรที่ช่วยเหลือหญิงสาวที่ผ่านความทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับเธอ

ฉายฉานค่อยๆเรียนรู้จากอารมณ์ความรู้สึกและมโนธรรมพื้นฐานในส่วนลึกก็เอาชนะความเคยชินจากการใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมแย่ๆที่เติบโตมา จนค่อยๆยอมรับความผิดของตนเอง และพร้อมจะแก้ไขไถ่โทษความผิดบาปที่เขากระทำต่อหญิงสาวบริสุทธิ์ แสนดีที่สุดท้าย ความดีของเธอก็เอาชนะจิตใจฉายฉานจนกลายเป็นความรักในที่สุด

อย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้ในคำนำว่าผู้เขียนไม่ใจแข็งพอที่จะเขียนเรื่องราวนี้ให้จบลงอย่างทุกข์ทรมานตามข้อเท็จจริงและชีวิตจริงของเหยื่อจำนวนมาก เพราะคนที่เป็นแบบฉายฉานในชีวิตจริงอาจจะแทบไม่มีเลย หรือมีน้อยมากๆ

สำหรับฉันก็รู้สึกขอบคุณผู้เขียนที่ได้เขียนออกมาแบบนี้ และทำให้ฉายฉายและคล้ายเดือนเป็นตัวละครพระนางอีกคู่ที่ฉันประทับใจ และมักจะคิดถึงอยู่เสมอๆ

สำหรับตอนที่ประทับใจในนวนิยายเรื่องนี้ คือตอนท้ายๆของเรื่องที่ฉายฉายมีความทุกข์เรื่องน้องสาวและไม่มีใครในชีวิตคนอื่นที่เขาอยากปรับทุกข์ด้วยนอกจากคล้ายเดือนคนเดียวที่เขาคิดถึงเธอเสมอ เขาจึงมาพบเธอที่บ้านสวนและขอโอกาสแก้ตัวเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

…..

“คล้ายเดือนเดินไปที่ประตูหน้า รีรออยู่อึดใจก็ค่อยๆเปิดประตู โผล่หน้าออกไปมองที่ระเบียงข้างนอก เพิ่งเห็นว่าไฟฟ้าไม่ได้เปิดอยู่อย่างตอนแรก….ระเบียงนั้นมีแต่แสงจันทร์อาบอยู่เย็นตา และใครคนหนึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ

หล่อนไม่แน่ใจว่าเขาเผลอหลับไปหรือเปล่า ถ้าหลับละก็มีหวังยุงหามกันละคืนนี้ หญิงสาวค่อยย่องเข้าไปใกล้โดยระวังมิให้พื้นกระดานเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดขึ้นมา

“คุณฉาย” หล่อนเรียกด้วยเสียงเบา แต่ก็ชัดเจนพอจะเรียกให้รู้สึกตัวขึ้นมาได้ หากว่าชายหนุ่มเผลอหลับไปจริงๆ

ฉายฉานยังคงนอนนิ่ง เสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอเหมือนคนนอนหลับ

คล้ายเดือนก้มลงมองดวงหน้าที่เอนนอนรองรับด้วยผ้าใบผืนเก่าๆ มองเห็นได้เด่นชัดในแสงสีเงินยวงราวกับภาพวาดซึ่งจิตรกรเน้นแสงเงาอย่างบรรจง ในยามหลับ…ดวงหน้าเขาละมุนละไมกว่าปกติ คล้ายหนุ่มน้อยผู้ไม่เจนจัดต่อเล่ห์เหลี่ยมของชีวิต ผิดกับยามตื่น…คงจะเป็นดวงตาคมลึกและบุคลิกของผู้มั่นใจในตนเองอยู่เสมอละมังทำให้เขาเหมือนนายพรานผู้มีชั้นเชิงในการล่าเหยื่ออยู่เสมอ

หญิงสาวนึกขันความผันแปรของชะตาชีวิตผู้คน ใครจะเชื่อได้ว่าวันหนึ่งฉายฉานจะต้องมานอนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบเก่าๆ บนระเบียงในบ้านสวนซึ่งห่างไกลจากแสงสีหรูเริดของชีวิตที่เขาคุ้นเคย ซ้ำร้ายคือต้องนอนเฝ้าความปลอดภัยให้หล่อนราวกับเป็นยามเฝ้าขโมยเสียอีก

หญิงสาวไม่รู้ว่าหล่อนพิศดูเขาอยู่นาน พอรู้สึกตัว..ขยับจะถอยห่าง ก็พบว่าลำแขนล่ำสันเอื้อมมาตวัดเอวหล่อนไว้ ดึงจนกระทั่งหล่อนล้มลงไปบนตัวเขา แล้ววงแขนของอีกฝ่ายก็โอบรัดแผ่นหลังแน่นไม่ให้ลุกขึ้นมาได้

เสียงหัวเราะนุ่มๆ ลึกๆ กังวานอยู่ข้างหู ไม่สะดุ้งสะเทือนกับเล็บที่ฝังลงไปบนเนื้อของอีกฝ่าย
“ถ้าจะปลุกเจ้าชายนิทรา เดือนต้องใช้วิธีนี้”

คล้ายเดือนอ้าปากจะรัองค้านออกมา แต่ก็ช้าเกินไป ริมฝีปากบอบบางอ่อนนุ่มของหล่อนประทับลงบนริมฝีปากของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะแรงจากมือที่เลื่อนขึ้นมากดหลังศีรษะเอาไว้

โลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ…ประกายจากผิวน้ำหยุดเต้นในแสงเดือน แม้สายลมพัดผ่านลอดใบมะพร้าวก็พัดผ่านไปไกลแสนไกล มีแต่เสียงหัวใจเท่านั้นที่เต้นแรงเหมือนจะโลดออกมานอกทรวงอก

จูบของฉายฉานเลื่อนจากปากไปที่ผิวแก้มบอบบาง หอมกรุ่นด้วยแป้งเด็กเหมือนผิวอ่อนของทารก เขาจูบหล่อนด้วยความรู้สึกห่างไกลจากความเร่าร้อนรุนแรงอย่างที่เคยเป็น มีแต่ความดื่มด่ำเหมือนคนที่คว้าของมีค่ากลับมาได้ในนาทีสุดท้ายก่อนมันจะพลัดแตกกระจายไปต่อหน้าต่อตา

….

นวนิยายเรื่องนี้มีเสน่ห์ที่บทรักที่ผู้เขียนบรรยายได้ละเมียดละไมอยู่ตลอดทั้งเรื่อง จนทำให้ฉันหลงรักตัวละคร ‘ฉายฉาน’ ชายหนุ่มร้ายกาจที่สุดท้ายทำให้ผู้อ่านหลงรักได้ในที่สุด ❤️

โปรยปกหลัง

การที่เด็กสาวคนหนึ่งสูญเสียความสาวไป ทำให้หล่อนคิดว่าหล่อนเสียทุกอย่างในชีวิต…ถูก ไม่ใช่ความผิดของหล่อนหรอกที่คิดเช่นนั้น คงจะเป็นเพราะพ่อแม่หรือสังคมแวดล้อมปลูกฝังหล่อนว่าคุณค่าของผู้หญิงอยู่ที่พรหมจารี หากว่าสูญเสียไปอย่างไม่ถูกต้อง…ก็เท่ากับหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

ความร้าวรานครั้งนี้ เหมือนรอยร้าวในเนื้อแก้ว ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันจางหาย…
มีแต่ทำให้แก้วนั้นแตกเป็นเสี่ยงในวันข้างหน้า

••••••••••

มณีร้าว : ว.วินิจฉัยกุล
ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย
และตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาการ
เมื่อปี พ.ศ.2531
ภาพประกอบโพสต์คือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5
เดือนตุลาคม พ.ศ. 2555
โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์
จำนวน 529 หน้า
ราคาปก 350 บาท
ภาพปก-ออกแบบ : ฟารุต สมัครไทย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

❤️🍀🪴ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์🍀🪴❤️

แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

มิถิลา-เวสาลี ว วินิจฉัยกุล หนังสือที่รัก เล่มที่ 21

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

เมื่อสองวันก่อน ฉันรื้อตู้นึกอยากอ่านนวนิยายเรื่องแรกของ ว.วินิจฉัยกุล อีกครั้ง ความที่อ่านคราวแรกผ่านมานานมาก มาอ่านอีกรอบก็ยังสนุกเหมือนเดิม

ชื่อเรื่อง มิถิลา-เวสาลี ที่บังเอิญคล้องจองกัน เพราะเดิมพ่อของตัวละครมิถิลา มีลูกแฝดอีกคนที่ตั้งชื่อเตรียมไว้ให้คู่กัน ปรากฎว่าแฝดอีกคนไม่รอดชีวิต จึงมี ‘มิถิลา’ คนเดียว

เมื่อน้องชายต่างมารดามีลูกสาวที่คลอดในเวลาต่อมาใกล้เคียงกัน ชื่อ ‘เวสาลี’ จึงถูกตั้งให้เด็กหญิงน้อยๆ คนนั้น

ความที่ครอบครัวมิถิลา เป็นครอบครัวร่ำรวยกว่า เพราะได้รับมรดกตกทอดเนื่องจากเป็นลูกชายภรรยาเอก

พ่อของเวลาสีเป็นน้องชายลูกชายภรรยาน้อย จึงมีฐานะยากลำบากกว่า

เมื่อพ่อของมิถิลา เสียชีวิต ทรัพย์สมบัติตกทอดมายังมิถิลา เธอเป็นสาวสังคมมีชื่อเสียง ทั้งสวยและร่ำรวย

หลังพ่อเธอจากไป แม่เธอและพี่ชายเกเรอีกคนที่พ่อไม่ยกมรดกให้เลย จึงไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ

แล้วอยู่ๆ คุณหญิงแม่ของมิถิลา ก็ไปตกปากรับคำหมั้นให้มิถิลา กับ บังสูรย์ ชายหนุ่มรูปงามที่เกิดในครอบครัวเจ้าพระยา ชายหนุ่มเจ้าชู้ที่เห็นผู้หญิงเป็นของเล่น แต่แอบร่วมมือกับพี่ชายมิถิลา เพิ่อครอบครองหญิงสาวสวยผู้ร่ำรวย

พระเอกของเราเรื่องนี้ผู้เขียนออกแบบตัวละครให้เป็นแบดบอยมาก

มิถิลาไม่ยอมรับการหมั้นครั้งนี้ เธอหนีกลับมากรุงเทพ และไปขอร้องให้ เวสาลี ญาติสาวของเธอมาอยู่เป็นเพื่อนและเป็นแม่บ้านให้เธอด้วย

เวสาลีเป็นผู้หญิงคนละแบบกับมิถิลา เธอเป็นผู้หญิงสวยแต่ฐานะยากจน เรียนจบก็ไปเป็นครู เมื่อพ่อแม่ขอร้องให้เธอมาอยู่เป็นเพื่อนมิถิลา ซึ่งให้เงินเดือนมากกว่า เธอก็จำตัองทำตามใจคนในครอบครัว

เวสาลีเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยอมขายความสาวความสวยให้ผู้ชายแลกกับเงิน

เมื่อบังสูรย์ได้พบเวสาลี เขาคิดว่าเธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เคยได้พบ

พล้อตคร่าวๆของนวนิยายเรื่องแรกของ ว.วินิจฉัยกุล เมื่อมาอ่านในยุคนี้ ก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องราวในยุคเก่า ที่ผู้หญิงถูกตีค่าความสวยงามและความสาวด้วยเงิน ซึ่งในยุคปัจจุบัน ค่านิยมแบบนี้มันกลืนไปหายไปจนแทบจะไม่ให้ความสัมพันธ์กับเรื่องราวทำนองนี้มากเท่าเมื่อก่อน

นวนิยายเรื่องนี้ ว.วินิจฉัยกุล เขียนลงตีพิมพ์ใน “สตรีสาร” เมื่อราวปี พศ. 2513 ถึง ปี 2514 เกือบห้าสิบปีมาแล้ว เมื่อมาอ่านใหม่ฉันก็ยังรู้สึกสนุกกับเรื่องราวและสำนวนการเขียนของผู้เขียน

ก่อนจบบันทึกการอ่านนี้ ขอบันทึกช่วงตอนที่ประทับใจเก็บไว้อ่านยามคิดถึง
……

บังสูรย์มองตามประตูห้องน้ำที่ปิดโดยเร็ว รอยยิ้มขบขันระบายอยู่ทั่วดวงหน้า เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอน ซึ่งคุณหญิงแขวนไว้หลังฉากเรียบร้อยแล้วหยิบจดหมายที่เอาออกจากกระเป๋าเสื้อมาไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุม เดินออกมาทิ้งตัวลงบนเตียง หยิบจดหมายออกอ่านอีกทีหนึ่ง

ประตูเปิดออก ร่างในชุดขาวสะอาดเบาบางราวจะปลิวยืนนิ่งคล้ายพยายามสำรวมใจก่อนจะก้าวเข้ามาในห้อง ปิดประตูห้องน้ำไว้ตามเดิม บังสูรย์ลดจดหมายลง เงยหน้าขึ้นยิ้มรับอย่างพอใจ ดวงหน้าของเวสาลีขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาตามธรรมชาติอย่างแท้จริง แม้จะซีดกว่าปกตินิดหนึ่ง แต่ก็ยังงามอยู่เช่นเดิม ขมวดผมสีน้ำตาลเข้มเป็นมันละเอียดเหมือนกลุ่มไหมม้วนอยู่รอบๆแก้ว และช่วงไหล่ที่คลุมด้วยแพรขาวบริสุทธิ์ บังสูรย์รู้สึกว่าใจเต้นแรง แต่ทำเป็นลุกขึ้นอย่างตามสบายไม่รีบร้อน ดึงมือหญิงสาวเข้ามานั่งบนเตียงพลางส่งจดหมายให้

“นี่คือของขวัญแต่งงานที่ผมถูกใจที่สุด
“จดหมายหรือคะ” เวสาลีถามด้วยความแปลกใจ ลายมือคุ้นๆ ทำให้เธอก้มลงมองดูโดยไม่รู้ตัวว่าชิดอีกฝ่ายเข้าไปทุกที
“ของใครคะ สองฉบับ…เอ๊ะ…ทำไมติดเอาไว้ด้วยกัน”

“จดหมายที่คุณเขียนถึงวีรพันธ์ุ และจดหมายที่วีรพันธ์ุเขียนถึงผม” เขาอธิบาย “น้องชายคุณส่งมาให้เป็นของขวัญแต่งงาน”

“วีรพันธ์ุ” เวสาลีอุทาน ตกใจเพราะนึกไม่ถึง แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเขียนอะไรลงไป ความตกใจก็กลายเป็นความอายขึ้นมาทันที “ ทำไมตาวีถึงทำอะไรยังงี้”

“ผมว่าน้องชายคุณทำสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้วละ” เขาค้านเสียงราบเรียบ “เราควรจะเข้าใจกันดีก่อนจะอยู่ด้วยกัน ผมรู้ว่าคุณไม่ได้รักผม ดีแล้ว ผมจะได้ไม่หลอกตัวเองตั้งแต่แรก”

เขาดึงจดหมายกลับไปก่อนเวสาลีจะทันอ่าน จดหมายที่วีระพันธุ์เขียนถึงพี่เขย ตอนหนึ่งที่บังสูรย์อ่านซ้ำซากอยู่เมื่อครู่คือ

“….ผู้หญิงมักจะปากแข็งเสมอทั้งๆที่ใจอ่อน บางทีก็ไม่ยอมรับรู้ใจตัวเองเสียเฉยๆ ผมไม่เชื่อว่าผู้หญิงอย่างพี่วาวจะแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รัก เธอหาทางออกได้ถมไป ไม่เฉพาะวิธีแต่งงานกับใครสักคนไปให้หมดปัญหา เธอบอกว่าเธอไม่ได้รักคุณ แต่เต็มใจแต่งงานกับคุณ ผมเชื่อว่าผมมองเห็นจิตใจพี่สาวผมยิ่งกว่าเธอเห็นของตัวเอง คุณมีหน้าที่ทำให้พี่วาวยอมรับความรักที่เธอไม่ยอมรับรู้ ผมเชื่อว่าคุณทำได้เพราะคุณรักเธอ”

“วีรพันธุ์เป็นเด็กช่างคิด” เขาพูดต่อไปด้วยเสียงเรื่อยๆ “นิสัยคล้ายคุณมากกว่าพี่น้องอีกสองคน ตัวคุณนี่เหมือนใครนะ”
“คุณพ่อเคยบอกว่าดิฉันเหมือนคุณลุงโกศล”
“คุณเหมือนมิถิลาอยู่ข้อหนึ่ง คือหัวดื้อด้วยกันทั้งคู่ แต่มิถิลาดื้อแบบคนหัวแข็ง คุณดื้อทั้งๆที่ดูเป็นคนหัวอ่อน”

เวสาลีขยับตัว แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว วงแขนของบังสูรย์รัดเธอไว้แน่นราวกับงูรัดเหยื่อ เธอรู้นับแต่วินาทีนั้นเองว่าอิสรภาพสิ้นสุดลงแล้ว แต่แปลกที่เธอไม่ได้กลัวอย่างที่คิดล่วงหน้าไว้เลย

โปรยปกหลัง

ผู้หญิงสองคน คนหนึ่งสวย กล้า ปราดเปรียว อารมณ์แรง ใจกล้า ลักษณะดังดวงอาทิตย์ที่งามประหลาดบาดตายามโผล่พ้นขอบฟ้าด้านบูรพา คนที่หลงชื่นชมไออุ่นนั้นจะร้อนผ่าวเมื่อดวงอาทิตย์ดวงเดียวเคลื่อนสูงขึ้นตรงกลางฟ้า…แทบว่าจะเผาผลาญทุกสิ่งเป็นจุณ

อีกคนหนึ่งเยือกเย็น นุ่มนวล งามอย่างอ่อนหวานเหมือนจันทร์เต็มดวงฉายแสงต้องกลีบดอกบัวให้คลี่ขยายกลางสระน้ำอันไหวระลอกระยิบระยับ

ระหว่างดวงสุริยันและจันทรา ดวงไหนเล่าจะให้ความชุ่มชื่นใจแก่ผู้หวังชมแสงกระจ่างทั้งสองนั้น

…………………………

มิถิลา-เวสาลี
นวนิยายเรื่องแรกของ ว.วินิจฉัยกุล
ตีพิมพ์ราว พ.ศ.2513-2514 ในนิตยสารสตรีสาร
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก โดยแพร่พิทยา เมื่อปี 2514
ภาพประกอบโพสต์คือปกนวนิยายฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 4
เดือนธันวาคม ปี พ.ศ.2550
ภาพปก – ฟารุต สมัครไทย
ออกแบบปก – สารัตน์ วงศาโรจน์
ราคาปก 265 บาท
ความยาว 355 หน้า

••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

🪴ประชาสัมพันธ์ท้ายโพสต์🍀

❤️🪴🍀 แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ🪴🍀❤️

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล
ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ
แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ🍀🪴❤️
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

ปุลากง – โสภาค สุวรรณ หนังสือที่รัก เล่มที่ 20

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

ความมืดรอบตัวเป็นเครื่องกำบังความรู้สึกต่างๆได้ดี ศุภราเห็นใบหน้าของเขารางๆ ในความมืดนั้นแล้วก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อรู้สึกตัวว่า กำลังถูกโอบเข้าไปจนชิดแผ่นอกกว้างอย่างแผ่วเบา ทะนุถนอม การกระทำนั้นอ่อนโยน สุภาพจนหล่อนแทบจะไม่รู้ตัว เสียงกระซิบข้างหู พร้อมกับลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะข้างแก้ม

“ฉันจะไปตั้งเดือนหนึ่ง…กลัวว่าจะกลับมาจะไม่ได้พบเธออีก เพราะได้โง่เง่าปล่อยให้เวลาอันมีค่าผ่านไปนานแล้ว….เมื่อครั้งที่จะไปราชการลับก็เข้ามาลาเธอครั้งหนึ่ง พอเขาบอกว่าเธอยังไม่กลับจากภูเก็ต หัวใจเหมือนถูกเขาเฉือนทิ้ง ไปทำงานต่อสู้กับความตาย กลับมาได้อย่างไรไม่รู้ คิดว่าเทวดายังไม่พอใจจะให้ตายมากกว่า

รู้ไหม…ว่าฉันนึกหาคำพูดเพราะๆ ตั้งหลายคำ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี บังเอิญวิมลเข้ามาแทรกแต่ฉันก็ไม่เคยลืมเธอเลย พอจะมีโอกาส ก็ถูกงานเร่งรัดเข้ามาอีก ครั้งนี้ทนไม่ไหวจริงๆ ถ้าไม่พูดกันให้เข้าใจ คงอกแตกตายแน่ๆ…

ฉันมาหาเธอครั้งนี้ อยากจะบอกเรื่องตำแหน่งใหม่ที่เขาตั้งให้ และอยากจะถามว่า เธอจะเต็มใจมาเผชิญชีวิตแบบนี้กับฉันไหมหนูตุ่น ชีวิตที่ต้องตรากตรำอยู่กับชนบท ถิ่นกันดาร และความเป็นความตายรอบข้าง

ฉันไม่แน่ใจว่าเธอคิดอย่างไร เพราะผู้หญิงส่วนมาก เขาก็อยากได้สามีที่มีเวลาให้ความอบอุ่นทางใจ มีเงินมีทองพอจะให้ความสุข ไม่ต้องนั่งใจเต้นว่าสามีออกจากบ้านไปแล้ว จะกลับมาในสภาพใด…ฉันไม่ได้ขู่ให้กลัว แต่พูดความจริงให้ฟัง พูดกันเสียก่อนที่จะไปมีเรื่องขัดใจกันทีหลังว่า รู้อย่างนี้ฉันก็ไม่แต่งงานกับคนอย่างเธอ”

เขาหยุดพูด โอบหล่อนเข้ามาอีก กล่าวต่อไปว่า “ฉันเป็นคนรักงาน บางครั้งก็มักจะลืมว่าผู้หญิงต้องการอะไรบ้าง ยิ่งถ้าแต่งงานกันแล้ว อาจจะมีบางครั้งที่ทำให้เธอเบื่อ เธอจะรังเกียจไหมที่จะต้องมาแต่งงานกับผู้ชายอย่างฉัน ที่ไม่มีสมบัติอะไรมากพอจะให้ความสุขแบบหรูหรา นอกจากเงินเดือนและการเริ่มต้นชีวิตที่มีแต่มือและสมองเท่านั้น”

“คุณเข้มคิดเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” ศุภราถามออกไปเหมือนคนใจลอย

“บอกไม่ถูก เมื่อก่อนไม่นึกอยากจะมีครอบครัว เห็นลูกน้องที่ต้องตายไป เห็นสภาพลูกเมียที่ว้าเหว่ขาดที่พึ่งเพราะหัวหน้าครอบครัวหาชีวิตไม่ เห็นเด็กที่กำพร้าพ่อ เมียที่เป็นม่าย แล้วใจแห้งจริงๆ อยากจะทำงานไปเรื่อยๆ ไม่อยากจะฉุดใครลงมาลำบากแล้วเป็นม่ายต่อไป…แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึก พอได้พบเธอ เมื่อวันชนวัว ก็รู้ตัวทันทีว่า บ้า..คิดบ้าไปเอง ฉันขาดเธอไม่ได้เสียแล้ว แต่จะให้พูดคำหวานๆ ฉันก็พูดไม่เป็น อีกอย่างก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะคิดอย่างไร ทั้งวีรุทธ์ก็ยังอยู่ทั้งคน”

“แล้วเชื่อใจใครคะว่าฉัน…คิดเหมือนคุณเข้ม”

เขาหัวเราะเบาๆในความมืด หันมาหาหล่อน โอบวงแขนไปรอบเอว รั้งร่างแบบบางเข้ามาจนชิดอกกว้าง หล่อนมีความรู้สึกเหมือนกับวันนั้น เมื่อยี่สิบปีก่อน เมื่อบิดาอันเป็นที่รัก โอบอุ้มหล่อนไว้แนบอก กดศีรษะเข้ากับบ่าของท่าน อบอุ่นและแทบจะลืมว่าโลกทั้งโลกกำลังทำอะไรอยู่…เวลานี้ ขณะนี้เขาก็ทำอย่างเดียวกับท่าน ร่างกายของเขาสูงใหญ่เหมือนท่าน…พ่อที่รักของหล่อน…แต่ความรู้สึกของชายและหญิงต่างหากที่ผิดแผกไป หล่อนรู้สึกตัวเองว่าเบาหวิวเหมือนปุยนุ่นที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ เขาแนบใบหน้าที่สากเล็กน้อยด้วยเคราบางๆ เข้ากับแก้มนวลละเอียดของหล่อน พึมพำว่า

“ไม่มีใครบอก…เห็นด้วยตาตัวเอง คิดเข้าข้างตัวเองว่าก็เมื่อเรารักเขา มีพลังความรักเต็มเปี่ยมออกอย่างนี้ พลังนั้นก็คงมีอำนาจพอที่จะแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของคนที่เรารัก เวลานี้ฉันเห็นแก่ตัวที่สุดนะ เธอจะเป็นของใครไม่ได้หนูตุ่น…นอกจากฉันคนเดียว”

…..
สมัยวัยรุ่นชอบคุณเข้ม พระเอกเรื่องปุลากงนี้มาก เวลานึกถึงชายหนุ่มเข้มแข็งในเครื่องแบบทีไรนึกถึงบทพระเอกเรื่องนี้ทุกทีค่ะ

นวนิยายเรื่อง ‘ปุลากง โดย โสภาค สุวรรณ
ฉบับพิมพ์ปี 2537 โดยสำนักพิมพ์บรรณกิจ

. . . . . . . . . . .

❤️แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก นี้ค่ะ

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น ติดตาม
เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World
ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ❤️
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

รัตนาวดี – ว ณ ประมวญมารค หนังสือที่รัก เล่มที่ 19

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

“นายเล็ก..ฉันเบื่อคณะเก็จกำง๋ง เบื่อที่จะต้องเอา ๗ หารเมื่อกินเสร็จแล้ว เบื่อกินอาหารที่โฮเต็ล นายเล็กช่วยพาฉันไปที่ไหนแปลกๆสบายๆ มีกับข้าวเยอรมันแท้ๆ กินได้ไหม ของชาวบ้านยิ่งดี”

“เห็นจะได้กระหม่อม”

“เห็นจะได้!” น้องหญิงทวนคำ เสียงชักเขียว “หมายความว่ากระไร”

“หมายความว่า เห็นจะพอหาได้กระหม่อม” หม่อมทำหน้าเฉยตอบ

“งั้นดอกรึ นึกว่า…ช่างเถิด…ถ้างั้นไปสัก ๒ ทุ่มจะดีไหม ๒ ทุ่มฉันจะลงมา นายเล็กคอยฉันอยู่ในห้องนั่งข้างล่างนะ”

“กระหม่อม”

“ดีแล้ว ถ้างั้นฉันไปก่อนนะจ๊ะ ๒ ทุ่มพบกันใหม่” แล้ววิ่งลงเนินกลับไปโฮเต็ล

หม่อมอดหัวเราะไม่ได้ ท่านพจน์ หม่อมรักน้องท่านมากขึ้นทุกวัน ท่านจะว่าอย่างไร?

เธอช่างมีชีวิตชีวาดีเหลือเกิน หม่อมเป็นคนที่เกลียดผู้หญิงเหมือนตุ๊กตาอยู่แล้ว น้องหญิงตรงกันข้ามอย่างยิ่งกับความเป็นตุ๊กตา เธอเฮี้ยวเด็ดขาดไปเลย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวซน เดี๋ยวสนุก เวลาเธอโกรธหม่อมก็เห็นสวยเห็นน่ารัก เธอโกรธเก่งเสียด้วย แต่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น ทัยก็ดีมีน้ำใจเป็นนักกีฬา

ที่หม่อมชอบที่สุดก็คือเธอขี้เล่นสิ้นดี เธอล้อหมดไม่ว่าใคร คุณสร้อย นายเก็จกำง๋ง นายทุย นายสิงโตกล้า หนูอาด เธอหัวเราะขันองค์เองก็บ่อยที่สุด มีนายเล็กคนเดียวเท่านั้นที่เธอไม่ได้ล้อเล่นเลย อาจจะเป็นเพราะนายเล็กมีฐานะเพียงเป็นคนใช้เขาก็เป็นได้?

ทุ่มครึ่งกว่าแล้ว หม่อมต้องรีบเตรียมตัวลงไปคอยพบน้องหญิงที่ห้องข้างล่าง เพื่อพาออกไปหาของเยอรมันแท้ๆเสวย ทูลลาก่อน กลับมาจะเขียนต่อ

ตอนดึก

หม่อมเพิ่งกลับมาจากพาน้องหญิงไปเสวยข้าว หม่อมสืบได้ความจากสาวใช้ของโฮเต็ลที่นี่เองว่า มีเรสเตอร็องเล็กๆ ขายแต่เบียร์ ไส้กรอก Sauerkraut (กะหล่ำปลีหั่นเป็นชิ้นเล็กๆดองเปรี้ยว) มันต้มทั้งเปลือก และซี่โครงหมูย่าง ที่เรียกว่า ripli ของหวานก็มีอย่างเดียว กินกับกาแฟถ้วยใหญ่ หม่อมรู้สึกว่าเข้าที ก็เลยพาน้องหญิงไป

คนที่ไปร้านนั้นโดยมากเป็นชาวบ้าน คนโก้ๆเขาไม่ไปกัน เขากินที่อื่นที่หรูหรากว่านั้น หม่อมสงสัยว่าถึงจะหรูเพียงไหนก็คงไม่อร่อยไปกว่าเรสเตอร็อง Krebs ของเราได้เป็นอันขาด

เราทั้ง ๒ คนเป็นผู้แต่งตัวโก้ที่สุดในร้าน น้องหญิงแต่งชุดสีกรมท่าซึ่งซื้อมาจากร้าน Chanel ที่ปารีส กลัดเข็มกลัดเพชรเป็นรูปเกือกม้าอันเล็กๆ งามไปทั้งองค์ หม่อมไม่สามารถจะถอนสายตาไปจากเธอได้

เรานั่งตรงกันข้ามโต๊ะซึ่งไม่ได้ปูผ้า เครื่องใช้ล้วนแต่เป็นของชาวบ้านแต่สะอาดสะอ้าน ถ้วยเบียร์ใหญ่ยังกับโอ่ง แสงไฟสลัวๆ ส่องไปที่พักตร์น้องหญิง ทำให้เห็นเงาขนเนตรที่ปรางทั้งสองข้าง

ทำไมเธอน่ารักเช่นนี้หนอ อรชรอ้อนแอ้นไปทั้งองค์ ยิ่งพิศก็ยิ่งเพลิน พอดีมีเด็กรุ่นสาวแต่งตัวเป็นชาวบ้าน Black Forest อย่างที่เราเห็นในรูปบ่อยๆ มือถือกระเช้าดอกไม้ ตรงมาขายที่โต๊ะเรา หม่อมก็เลยซื้อกุหลาบแรกแย้มสีแดงให้น้องหญิงช่อใหญ่ น้องหญิงก็ซื้อดอกไวโอเล็ตให้หม่อมช่อหนึ่ง หม่อมรับมาปักที่อกเสื้อ น้องหญิงมองตามแล้วยิ้มน้อยๆ ตรัสว่า

“Roses red, Violets blue”

หม่อมลืมตัว จ้องดูน้องหญิงแล้วท่องกลอนเหลวๆ นั้นต่อไปว่า

“Honey’s sweet and so are you “

ครั้นแล้วหม่อมก็แทบกัดลิ้นตัวเองด้วยความตกใจ น้องหญิงพักตร์แดงก่ำทีเดียว ก้มมองดูโต๊ะ ในที่สุดก็หยิบดอกกุหลาบที่หม่อมให้ดอกหนึ่งขึ้นมาดมแก้ขวยแล้วลูบคลำเล่น แต่กุหลาบเจ้ากรรมเกิดมีหนามแข็ง ตำหัตถ์เธอเข้าให้ เลือดออกแดง หม่อมตกใจก็เอื้อมมือไปจับหัตถ์เธอไว้ แล้วควักกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้ายังไม่ได้ใช้มาซับโลหิตให้เธอ

น้องหญิงพักตร์ยังแดง พยายามดึงหัตถ์ไปเสียจากหม่อม “ไม่เป็นไร นิดเดียวเท่านั้น” แล้วเลยทำพักตร์บึ้ง มองดูหม่อมอย่างจะบอกว่า “อย่ามาจับฉันอีกเชียวนะแก”

หม่อมเลยชักฉุน จึงพูดห้วนๆ ให้รู้สึกองค์เสียบ้างว่า

“ขอประทานโทษ หม่อมไม่ได้ตั้งใจจะลวนลาม เห็นเลือดออกก็ตกใจ ขอประทานโทษในความซุ่มซ่ามของหม่อมด้วย..ง่า จะเสด็จกลับหรือยัง? เกือบ ๔ ทุ่มแล้ว”

“ฉันยังไม่ได้กินของหวาน” น้องหญิงตอบห้วนๆเช่นเดียวกัน

“อ้อ จริงด้วย ขอประทานโทษ จะเสวยอะไร หม่อมจะได้สั่งถวาย” หม่อมพูดเสียงอ่อนลง

“ไหนนายเล็กว่ามีทาร์ตทำด้วยแป้งครึ่ง อัลมอนด์ครึ่ง ไส้เป็นผลไม้กวนแบบออสเตรียอย่างไรล่ะ” น้องหญิงก็เสียงอ่อนลงเหมือนกัน

“อ๋อ Linzer tarte หม่อมจะสั่งถวายเดี๋ยวนี้” แล้วหม่อมก็เรียกบ๋อย สั่ง Linzer tarte ๒ ที่ และกาแฟ ๒ ถ้วย

พอเสวยเสร็จน้องหญิงก็ถือช่อดอกกุหลาบลุกขึ้นจากโต๊ะ หม่อมเลื่อนเก้าอี้ให้แล้วเดินตามไปติดๆ ตลอดทางที่นั่งรถกลับโฮเต็ลด้วยกัน น้องหญิงไม่ได้พูดกับหม่อมจนคำเดียว จนกระทั่งหม่อมไปส่งเธอที่หน้าห้อง ก่อนเข้าห้องเธอจึงหยุดนิดหนึ่ง ตรัสโดยไม่หันมาว่า

“ขอบใจมากนายเล็ก กู๊ดไนต์” แล้วเธอก็ปิดประตูใส่หน้าหม่อมดังปัง

หม่อมงงไปหมด ไม่รู้ว่าน้องหญิงเกิดเป็นอะไร จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เธอชอบนายเล็กผู้ต่ำต้อยขึ้นมา แล้วโกรธองค์เอง โกรธนายเล็ก โกรธทุกๆอย่าง?

เห็นจะเป็นไปไม่ได้ หม่อมคงไม่มีโชคดีถึงเพียงนั้นแน่
อ้ายคน in love นี่มันช่างกลุ้มไปหมด ท่านกลุ้มมากไหมก่อนแต่งงานกับปริศนา?

ดนัย

•••••
ชอบฉากออกเดทเล็กๆฉากนี้ระหว่าง หม่อมเจ้าดนัยวัฒนา ข้าราชการหนุ่มประจำสถานทูตไทยแห่งกรุงลอนดอนในคราบ “นายเล็ก” คนขับรถ กับหม่อมเจ้าหญิงรัตนาวดี ขนิษฐาองค์เดียวของหม่อมเจ้าพจนปรีชา ทายาทผู้ครอบครองวังศิลาขาว

นวนิยายเรื่องนี้เป็นแนวไพรัชนิยาย ใช้ฉากในต่างประเทศ และเล่าเรื่องผ่านจดหมายโต้ตอบระหว่างท่านหญิงรัตนาวดีถึงหม่อมเจ้าพจนปรีชาผู้เป็นเชษฐาเสียเป็นส่วนใหญ่

ตอนที่คัดมานี้เป็นจดหมายจากหม่อมเจ้าดนัยวัฒนาที่เขียนถึงหม่อมเจ้าพจนปรีชาพระสหาย

ว.ณ ประมวญมารค หรือ หม่อมเจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต ทรงเขียนเล่าในคำนำเมื่อครั้งพิมพ์นวนิยายออกจำหน่ายครั้งแรกว่า ทรงเขียนขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากบันทึกของพระองค์เมื่อครั้งทรงเสกสมรสใหม่ๆ และได้เสด็จยุโรปครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐ คือภายหลังจากสงครามเลิกไม่นานนัก โดยนำตัวละครสำคัญจากนวนิยายเรื่องแรกของพระองค์คือเรื่อง ปริศนา เข้ามาในเรื่อง

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สามของชุดนวนิยายที่มีตัวละครหลักเกี่ยวเนื่องกัน เริ่มจาก ปริศนา เจ้าสาวของอานนท์ และ รัตนาวดี

. . .

❤️🪴แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือในตู้ นี้ค่ะ

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World
ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ❤️🪴
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak