ทักษะชีวิต หรือ Life Skill ความรู้จากบล๊อก นายแพทย์สันต์ ใจยอดศิลป์

“ทักษะชีวิต” หรือ Life Skill ทักษะแปลว่าความสามารถลงมือทำ ทักษะชีวิตมันเป็นคนละเรื่องกับทักษะวิชาชีพที่ใช้ทำมาหาเงินเช่นวิธีทำขนมครก วิธีทำบัญชี วิธีเป็นหมอ แต่ทักษะชีวิต หมายถึงคุณลักษณะหรือความสามารถที่จะเผชิญสถานการณ์ในชีวิตประจําวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ตั้งเป็นธงชัยไว้ว่ามนุษย์เรานี้หากจะเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์แบบควรมีทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตอยู่สิบอย่าง ดังนี้

     1. ทักษะการรับมือกับอารมณ์ของตัวเอง (Coping with Emotion) ไม่ว่าจะเป็นยามโกรธ ยามเศร้า ยามดีใจ ยามเกิดความอยากทางเพศ ก็รู้วิธีรับมือได้ทั้งนั้น

     2. ทักษะการรับมือกับความเครียด (Coping with Stress) คือเมื่อเครียด หรือมีความคิดลบแล้วรู้ เมื่อรู้แล้วก็สามารถพาตัวเองให้หลุดพ้นจากความเครียดได้ด้วย

     3.
ทักษะการสื่อสาร (Effective Communication) คือความสามารถในการใช้ภาษา ท่าทาง ลูกล่อลูกชน ให้คนอื่นเข้าใจ เห็นด้วย คล้อยตามตัวเองด้วยดี

     4. ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น (Interpersonal Relationship) คือพูดง่ายๆว่าคบคนเป็น คบกับคนอื่นแล้วมีการแลกเปลี่ยนสิ่งดีๆต่อกัน ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์

     5. ทักษะการคิดวินิจฉัย (Critical Thinking) คือคิดวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบ ประเมิน ได้เสีย ดีไม่ดี ถูกไม่ถูก เป็นทักษะที่ใช้ประกอบกับทักษะการตัดสินใจ

     6. ทักษะการตัดสินใจ (Decision Making) ไม่ว่าจะในเรื่องการเอาตัวรอดจากสิ่งคุกคามยั่วยุหน้าสิ่วหน้าขวาน เช่นการติดเชื้อเอดส์ การจะเผลอมีลูกโดยไม่ตั้งใจ การติดยาเสพย์ติด โจรภัย ไปจนถึงการตัดสินใจในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองเช่นแต่ละวันจะกินอะไร จะมีกิจกรรมออกกำลังกายอย่างไรด้วย

     7. ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) ซึ่งหมายความว่านอกจากจะตัดสินใจได้แล้ว ยังสามารถลงมือแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ลงมือแก้ แล้วประเมิน แล้วตัดสินใจ แล้วลงมือแก้ แล้วประเมิน

     8. ทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ แต่เกิดจากจินตนาการ (imagination) และความบันดาลใจ (inspiration) ซึ่งถูกดาวน์โหลดจากภายนอกเข้ามาสู่ใจตัวเองผ่านกลไกตัวช่วยหลักที่เรียกว่าปัญญาญาณ (intuition) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องฝึกฝนเรียนรู้ทดลองปฏิบัติ ถ้าได้รับการสอนให้รู้วิธีฝึกฝนมาตั้งแต่เป็นเด็กอายุ 1-7 ขวบก็ยิ่งดี

     9. ทักษะการเข้าใจเห็นใจผู้อื่น (Empathy) พูดง่ายๆว่าการรู้จักยอมรับคนรอบตัวเรา ยอมรับ ขอบคุณ ให้อภัย ขอโทษ แผ่เมตตา

     10. ทักษะการตื่นรู้ (Self Awareness) รู้ว่าตัวเองทำอะไรแล้วจึงจะมีความสุขแท้จริง อะไรเป็นจุดยืนในชีวิต ไม่เอาแต่วิ่งตามคนอื่นเหมือนวัวควายวิ่งตามฝูง เขาจะเอากันแต่เงินก็จะเอาแต่เงินกับเขาบ้าง รู้ว่าตัวเองนั้นเมื่อแกะเปลือกนอกออกไปทีละชั้นๆเหมือนแกะเปลือกหอมเปลือกกระเทียมแล้วชั้นในสุดจะเหลืออะไรเป็นแก่นแท้ที่บอกความเป็นคุณค่าแท้ๆของตัวเองบ้าง คนญี่ปุ่นเรียกว่า “ของจริง” หรือ “ฮอนโมโนะ (本物)” คนส่วนใหญ่คิดว่าเมื่อทิ้งทรัพย์ศฤงคารและความผูกพันกับคนอื่นไปหมดแล้วก็จะเหลือเกียรติยศศักดิ์ศรีและความเชื่อ (ego) เป็นแก่นแท้ของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงนั้นแม้กระทั่งเกียรติ ศักดิ์ศรี ความเชื่อ ก็ยังเป็นแค่ความคิดที่ยังเปลี่ยนได้แกะทิ้งได้ สิ่งที่จะเหลืออยู่เป็นสารัตถะสุดท้ายจริงๆก็คือความตื่นหรือความรู้ตัว (awareness) ที่มีแต่เมตตาโดยไม่มีความเป็นบุคคลของตัวเองเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น

 

Credit ข้อมูลจาก

https://visitdrsant.blogspot.com/2018/06/life-skill.html?m=1

รองเท้ากับการใช้งานแต่ละโอกาส

Credit All Pictures From Bridesight.me

https://brightside.me/inspiration-tips-and-tricks/an-amazing-style-guide-to-womens-shoes-223660/

รองเท้าหลากหลายแบบและการเลือกใช้ให้เหมาะกับเสื้อผ้า

ความคิดเรื่องวันวาเลนไทน์ของโอปอล

คัดลอกจากเฟสบุ๊คเมื่อครั้งวันวาเลนไทน์ปีก่อน

พรุ่งนี้จะวาเลนไทน์ จำได้ว่าตอนเรียนม.ปลายที่เตรียมฯ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่น้ำพุ Centerpoint รุ่งเรือง

นั้น ตื่นตามากกกกที่เห็นเด็กนร.ชายซื้อตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ๆให้เด็กนักเรียนหญิง เดินกระโปรงบานกางเกง

ขาสั้นติดกิ๊บติดโบว์กันเต็มลานนิวไลท์ ซึ่งทางเรานั้นนั่งอ้วนกินยำแซ่บควบขนมเขียวมองอย่างเดียวยิ้มๆ

คิดในใจว่าเดี๋ยวก็ถึงตาเรา เข้ามหาลัยนี่ยิ่งพีค วันวาเลนไทน์ปุ๊บจะเห็นนิสิตชายขับรถปาดมารับนิสิต

หญิงหน้าคณะพร้อมช่อดอกไม้ ดูเป็นความรักแบบผู้ใหญ่ ดูมีอนาคตร่วมกัน ทางเราก็คิดในใจพลางกิน

ผักทอดกับยาคู้ลท์ปีโป้ปั่นว่าเดี๋ยวปีหน้าก็ถึงตาของเรา เดี๋ยวก็ถึงตาเรา ตัดมาอีกปี…อีก2ปี…อีก10ปีจาก

วันนั้นได้ทางเราก็ยังsearchโปรบุฟเฟต์ฉลองวันแห่งค.รักกับเพื่อนไปเรื่อยๆ

วันวาเลนไทน์เป็นวันที่สนุกดีนะคะ ไม่ว่าคุณจะโสดหรือมีความรัก อยากให้ทุกคนมีความสุขกับทุก

เทศกาลงานบุญ อย่าไปเสียเวลาเศร้าทุกข์สร้างปมอะไรให้ตัวเองแบบไม่มีธีมหรือไปค่อนคอดค่อนเคะคน

ที่เค้ามีแฟนหรือมีความสุขกับวันนี้เลย ที่เขียน Status นี้เพราะไปอ่านเจอแนวคิดที่ Nagative มากๆเกี่ยว

กับวันนี้ การตัดสินคนที่คิดต่างกับตัวเองว่าโง่ ว่ากลวงมันใจร้ายเกินไป แต่นั่นก็ทำให้เข้าใจว่าทำไมคน

คนนั้นถึงยังต้องหม่นเหงาอยู่คนเดียวในวันที่ควรจะมีความสุข ก็เพราะคุณใจร้ายไง…

ปล.เราชอบเทศกาลงานบุญของทุกชาติทุกศาสนา ถ้ามันระบุในปฎิทินเราก็จะฉลองด้วยการกินไปเรื่อยๆ

เรามีความสุข ชีวิตมันไม่ง่ายเลยงงมากที่มีคนพยายามทำให้มันยากไปอีก พรุ่งนี้ใครไม่มีแพลนอะไร ไป

หาอะไรอร่อยๆกินนะคะ ♡

เครดิตจากเพจเฟสบุ๊ค opalpanisaraofficial

จดหมายถึงลูกสาวที่รัก

#เราไม่เคยมีบุญคุณต่อกัน

ถึงลูกสาวที่รักของแม่…

เมื่อหนูโตขึ้น หนูอาจจะได้ยินใครๆในสังคมบอกหนูว่า “ต้องกตัญญูรู้คุณพ่อแม่”

ในฐานะที่วันนี้แม่ได้เป็นแม่ของหนู แม่อยากบอกให้รู้ไว้จากใจของแม่เองว่า…

อย่าต้องเลือกอะไรในชีวิต ที่ไม่ได้คิด ไม่ได้ต้องการ เพียงเพราะแค่อยากกตัญญูกับพ่อแม่

อย่าต้องเสียสละอะไรไปในชีวิต เพียงเพราะคิดว่านี่คือสิ่งที่พ่อแม่จะไม่ชอบ

อย่าต้องยอมแลกความสุขของชีวิตกับอะไร เพียงเพราะคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ต้องการ

ชีวิต…”เป็นของลูก”

จงหวงแหนจิตวิญญาณการใช้ชีวิตของตัวเอง

อย่าเชื่อใคร ที่บอกให้ขายความสุขหรือความฝันของทั้งชีวิต…ให้กับ”ความกตัญญู”

แม่ไม่คาดหวังอะไรจากหนู

แม่ไม่ได้มีหนูเพื่อมารับใช้ความต้องการอะไรในชีวิตแม่

ถ้าวันหนึ่งที่หนูอยากจะทำอะไรให้พ่อแม่ แม่อยากให้หนูทำด้วยความรัก..ไม่ใช่เพราะใครบอกให้กตัญญู

เพราะสำหรับแม่…

“เราไม่เคยมีบุญคุณต่อกัน”

หนูไม่เคยร้องขอแม่ ให้ช่วยทำให้หนูเกิดมา

การมีหนู เป็นการตัดสินใจของแม่

การเลี้ยงดูหนูอย่างดีที่สุด จึงเป็น “หน้าที่ของแม่”

หน้าที่…ที่แม่ไม่เคยนับว่าเป็น”บุญคุณ”

ถ้าเชื่อตามพุทธศาสนาว่า “การเกิดเป็นทุกข์”

แม่ทำให้หนูต้องเกิดมาอยู่กับการว่ายเวียนกับสุขทุกข์ เพียงเพื่อเป็น”ความสุขของแม่”

แม่ซะอีก…ที่อาจจะเป็นหนี้บุญคุณของหนู

ใช้ชีวิตด้วยจิตวิญญาณที่เป็นอิสระเถอะนะลูก

แม่ไม่เคยคาดหวังให้หนูต้องทำอะไรเป็นการตอบแทน

เพราะการมีความสุขในทุกวัน กับการที่มีหนูให้รัก

สำหรับแม่…

นี่เป็นการตอบแทน

…ที่มากเกินพอ

รักลูกเสมอ

แม่

รักลูก…มอบความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้ลูก คือการรักโดยไม่หวังผลตอบแทนนะคะ

เชื่อเถอะค่ะว่า…ลูกก็จะมอบความรักที่ยิ่งใหญ่กลับคืนให้คุณเช่นกัน

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน

ผู้เชื่อว่าความกตัญญูจะเกิดได้จากการให้ความรัก…ที่มาพร้อมอิสระภาพในการใช้ชีวิต

ป.ล. บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความตั้งใจอยากให้ลูกสาวตัวเองและพ่อแม่ทุกคนได้อ่าน หลังจากเจอคนไข้กินยาฆ่าตัวตายเพราะถูกพ่อพูดใส่หน้าว่า “ไอ้ลูกอกตัญญู”

จากการที่ไม่ได้เลือกเรียน…คณะที่พ่อต้องการให้เรียน

เครดิตจากเฟสบุ๊คเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน

เรื่องราวที่มาของเพลงอิ่มอุ่น

อิ่มอุ่น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมโชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสเข้าไปฟังงาน Talk ที่ดีที่สุดครั้งนึงของบ้านเรา นั่นคืองาน เป็ด เปลี่ยน โลก จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าคณะนิเทศน์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หนึ่งในผู้พูดคือ พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง

พี่จุ้ยมาเล่าให้ฟังถึงที่มาของเพลง อิ่มอุ่น ที่พี่จุ้ยแต่งไว้เมื่อ 25 ปีก่อน แต่ยังคงความไพเราะและกลายเป็นเพลงประจำวันแม่มาจนถึงปัจจุบัน

พี่จุ้ยบอกว่า พี่สาวผู้เป็นพยาบาลมาขอให้แต่งเพลงเกี่ยวกับโครงการ เลี้ยงลูกด้วยนมจากอกแม่ ของร.พ.ศิริราช ให้หน่อย ซึ่งพี่จุ้ยก็รับปากจะแต่งให้

พี่จุ้ยบอกว่าลองแต่งอยู่หลายท่อนมาก ท่อนไหนเวิ่นเว้อก็ทิ้ง ท่อนไหนธรรมดาก็ทิ้ง อันไหนที่ใครๆพูดกันบ่อยก็ไม่เอา โละหมด

แต่จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้ครับ

ในสมัยนั้น เมื่อเราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับนมแม่จากสื่อทุกประเภท แทบ 100% จะพูด เรื่องของคุณค่าในมุมด้านวิชาการทั้งนั้นว่ามีสารอาหารครบถ้วน ทานแล้วโต ฯลฯ ซึ่งเป็นการสื่อสารการตลาดในเชิงเหตุผลมากกว่าทางอารมณ์ (emotional marketing) ตามแนวทางการทำงานในยุคอุตสาหกรรม

แต่พี่จุ้ยไม่ได้มองตรงนั้น

ตามที่เห็นในตัวอย่างกระดาษที่อยู่บนจอไม่มีอะไรพูดในเชิงสาระสำคัญของนมแม่เลย

พี่จุ้ยบอกว่า สิ่งที่เค้าสังเกตุเห็นอย่างนึงว่าแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยการให้นมแม่จะต่างจากแม่คนอื่นคือ เวลาให้นมลูกนั้นแม่จะต้องกอดลูกอยู่ในแขนเสมอ อารมณ์และความรู้สึกผูกพันระหว่างแม่กับลูกนั้นเกิดขึ้นระหว่างช่วงตอนให้นมนี่เอง ในขณะที่การเลี้ยงลูกด้วยนมขวด แม่ยังสามารถทำอะไรอย่างอื่นไปด้วยพร้อมๆกันได้

อารมณ์และความรู้สึกตรงนั้นเอง ที่เป็นสิ่งที่นมขวดแทนนมแม่ไม่ได้ ซึ่งส่วนตัวผมถือว่าเป็นน่าทึ่งมากที่พี่จุ้ย คนที่ไม่ได้มีลูกจะสามารถสังเกตุเห็นจุดเล็กๆจุดนึงที่หลายๆคนมองข้ามและหยิบขึ้นมาใช้สื่อสารได้อย่างลงตัว ซึ่งไม่ง่ายเลยเมื่อสิ่งที่มองเห็นนั้นเรียกว่าคุณค่าทางใจและเป็นสิ่งที่นักการตลาดยุคนั้นแทบไม่มีใครให้ความสนใจด้วยซ้ำ เพราะทุกคนขายของและสื่อสารผ่าน Functional Benefits กันหมด

สุดท้ายเพลงก็ได้ท่อนกำเนิดของเพลงขึ้นมานั่นคือ

ใช่เพียงอิ่มท้อง ที่ลูกร่ำร้อง เพราะต้องการไออุ่น

อบไอรัก อุ่นละมุน ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน

เล่ามายาว จึงอยากขอสรุปข้อคิดสั้นๆในมุมของการตลาดว่า การสื่อสารทางการตลาดที่ดีโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่สินค้า/บริการแทบไม่มีความแตกต่างจากคนอื่นนั้น อย่ามัวเน้นที่คุณค่าทางเหตุผลหรือประโยชน์จนมองข้ามคุณค่าทางความรู้สึก ซึ่งการสื่อสารแนวทางนี้เราได้เห็นโฆษณาดีๆที่ช่วยส่งผลให้แบรนด์เข้าไปครองใจผู้บริโภคมามากแล้ว และสิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณค่าทางอารมณ์นั้นมันจะฝังตัวมาอยู่ในสินค้าของเราอยู่แล้วแต่เราจะมองมันออกหรือไม่เท่านั้นเอง และมันจะเผยตัวออกให้เห็นในขณะที่ลูกค้ากำลังใช้สินค้าของเรานั่นเองว่าเค้ารู้สึกอย่างไร ใครอยากรู้อยากเห็นต้องลองสังเกตดู พฤติกรรมและความรู้สึกขณะใช้นี้ คือคำทีเราเรียกว่า consumer insights

หยิบตรงนั้นมาใช้ให้ถูก แล้วของธรรมดาก็กลายเป็นไม่ธรรมดาได้

และพี่จุ้ยก็ได้สอนให้เรารู้จักคำนี้มาตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว ผ่านเนื้อร้องของเพลงอิ่มอุ่นนั่นเอง

ขอบคุณพี่จุ้ย ที่แต่งเพลงอิ่มอุ่น ให้คนไทยทุกคนครับ

เครดิตจากเฟสบุ๊คเพจ Trick of the Trade

สุนทรพจน์อำลาตำแหน่งของบารัค โอบาม่า

ถ้าคุณผิดหวังกับคนที่คุณเลือกเข้ามา

จงหยิบกระดาษ ล่ารายชื่อแล้วส่งเรื่องร้องเรียน

จงแสดงตัว เดินเข้าหามัน

พยายามให้ถึงที่สุด.

If you’re tired of arguing with strangers on the internet, try to talk with one in real life. If something needs fixing, lace up your shoes and do some organizing. If you’re disappointed by your elected officials, grab a clipboard, get some signatures, and run for office yourself.

Show up. Dive in. Persevere.

สุนทรพจน์อำลาตำแหน่ง บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44

จดหมายที่ลินคอล์นเขียนถึงครูของลูกชาย

วันคล้ายวันเกิดปีที่ 208 ของอับราฮัม ลินคอล์น [Abraham Lincoln, 1809 – 1865] รัฐบุรุษชาว

อเมริกัน ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา – 12 กุมภาพันธ์ 1809

อ่านจดหมายที่ลินคอล์นเขียนถึงครูของลูกชายอีกครั้ง

ยังทรงคุณค่าเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง …

“เขาจะต้องเรียนรู้ ผมทราบ … ว่า

ใช่ว่าทุกคนจะเป็นธรรม

ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนจริง

แต่สอนเขาด้วยเถิดว่า

ในหมู่คนเลว ยังมีวีรบุรุษ

ในหมู่นักการเมืองฉ้อฉล

ยังมีผู้นำที่อุทิศตน…

สอนเขาว่าในหมู่ศัตรูนั้น จะยังมีมิตร

นำพาเขาออกห่างจากความริษยา

หากท่านทำได้

สอนเขาถึงเคล็ดลับของการหัวเราะเบาๆ

ปล่อยให้เขาได้เรียนรู้แต่เยาว์ว่า

การถูกรังแกนั้นเป็นสิ่งที่แก้ได้ง่ายที่สุด

หากท่านทำได้

สอนเขาถึงความอัศจรรย์ของหนังสือ…

แต่ให้เวลาเงียบสงบแก่เขาด้วย

เพื่อครุ่นคิดถึงความลี้ลับอันนิรันดร์ของนกในท้องฟ้า

ผึ้งกลางแสงแดด

และดอกไม้บนเนินเขาเขียว

ในโรงเรียน สอนเขาว่า

การสอบตกนั้นมีเกียรติยิ่งกว่าการโกงมาก …

สอนเขาให้มีความเชื่อ

ในความคิดของตนเอง

แม้ทุกคนจะบอกเขาว่า

มันผิด…

สอนให้เขาสุภาพ ต่อสุภาพชน

แข็งกร้าวต่อผู้ระราน

ขอให้ท่านช่วยสร้างพลังแก่ลูกชายผม

ที่จะไม่วิ่งกรูตามฝูงชน

เมื่อทุกคนแห่ตามกันไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

สอนให้เขาฟังทุกคน…

แต่สอนให้เขากลั่นกรอง

ทุกสิ่งที่ได้ฟังด้วยตาข่ายแห่งความจริง

แล้วหยิบเอาเพียงสิ่งดีๆ ที่ถูกร่อนแล้ว

สอนเขาด้วยถ้าท่านทำได้

ว่าจะหัวเราะอย่างไรเมื่อโศกเศร้า…

สอนเขาว่า อย่าได้อายที่จะหลั่งน้ำตา

สอนเขาว่า อย่าใส่ใจคนชอบหยัน

และพึงระวังต่อความหวานที่มากเกินไป…

สอนเขาให้ขายกล้ามเนื้อ

และสมองแก่ผู้ให้ราคาสูงสุด

แต่อย่าได้ติดป้ายราคา

ที่หัวใจและวิญญาณตน

สอนให้เขาปิดหู

ต่อฝูงชนที่เอะอะเอ็ดตะโร

และยืนหยัดสู้

ถ้าเขาคิดว่าตัวเองถูก

สอนเขาอย่างอ่อนโยน

แต่อย่ากกกอดเขา

เพราะมีเพียงการทดสอบ

จากเปลวไฟร้อนแรงเท่านั้น

จึงได้เหล็กกล้าเนื้อดี

ปล่อยให้เขามีความกล้า

ที่จะใจร้อนไม่อดทน…

ปล่อยให้เขามีความอดทนที่จะกล้า

สอนเขาเสมอ

ที่จะมีศรัทธาสูงส่งในตนเอง

เพราะจากนั้นเขาจะมี

ศรัทธาสูงส่งต่อมนุษยชาติ”

– จดหมายจากอับราฮัม ลินคอล์น ถึงครูของลูกชาย –

Credit 👇

เมื่อโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์เดินไปคู่กัน

การเรียนรู้เรื่องการใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์จำเป็นมากไหม สำหรับยุคนี้

บางคนอาจว่าไม่จำเป็น

บางคนอยู่ได้แบบออฟไลน์ตลอดเวลา

แต่เราชอบเรียนรู้ เราว่ามันน่าสนใจ น่าศึกษา มีอะไรใหม่ๆให้เรียนตลอดเวลา

เราเป็นคนที่มีการจดบันทึกในสมุดทุกอย่าง ตั้งแต่รายละเอียดที่จำเป็นต้องใช้ทุกเรื่องในชีวิต

เรากันพลาดใส่สมุดไว้ ในวันที่โลกออนไลน์ล่ม เราก็ไร้ปัญหา เราไม่เชื่อมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งตลอดเวลา เรา

เชื่อในโลกแห่งการเผื่อเหลือเผื่อขาดของเรา เวลาจะทำอะไรต้องมองไปข้างหน้า มองทะลุไปถึงปัญหาที่

อาจจะเกิด และเตรียมวิธีสำรองป้องกัน

ชีวิตต้องเตรียมพร้อมเท่าที่เราสามารถเตรียมได้ อันไหนยังไม่พร้อมต้องค่อยๆตั้งเป้าหมาย แล้วพยายาม

ไปให้ถึงเป้าหมายนั้น