ของเก่าเก็บและเรื่องราวในความทรงจำ

#เขียนบันทึกประจำวัน #บันทึกความทรงจำ

ฉันกำลังจัดบ้านใหม่ รื้อข้าวของเพื่อคัดของบริจาค

กล่องลังกระดาษขนาดใหญ่ปิดผนึกเรียบร้อย วางซ้อนกันหลายกล่อง รอบๆ โถงกลางบ้านข้าวของวางระเกะระกะ

ทั้งเสื้อผ้าชุดนักเรียนเก่าของลูก รองเท้าหลายคู่ในตู้ที่เก็บไว้โดยไม่หยิบมาใช้ หนังสือหลายเล่มทั้งนิตยสารที่ล้าสมัยไปแล้ว และหนังสือเรียนเก่า เมื่อถึงเวลารื้อของเพื่อเก็บบริจาค ทุกอย่างที่ไม่ได้ใช้เกินหนึ่งถึงสองปี ก็ระเห็ดลงไปอยู่ในลังเพื่อรวบรวมบริจาค

ฉันนัดหมายให้มูลนิธิวัดสวนแก้วมารับของบริจาคที่บ้านในสัปดาห์หน้า เพราะว่าเมื่อมาอยู่บ้านหลังเกษียณ ฉันก็ถือโอกาสจัดบ้านใหม่ มีโซฟาเก่าและทีวีเก่าที่จะบริจาคด้วย เมื่อติดต่อไปที่วัดสวนแก้ว ต้องนัดเวลาและถ่ายรูปรายการของบริจาคให้ทางมูลนิธิดู เพื่อเตรียมรถที่จะมาขนของได้ถูก รอบนี้ฉันรื้อของที่ไม่ใช้ลงกล่องได้ราวสิบห้ากล่อง แถมโซฟาเก่าที่สามีอยากเปลี่ยนตัวใหม่ จึงทำให้ต้องนัดหมายล่วงหน้าเป็นเดือนๆ

ทุกครั้งที่รื้อของ ฉันก็ต้องเสียเวลาหลายวัน ค่อยๆ รื้อทีละตู้ ทีละชั้น ระหว่างรื้อ นอกจากได้ทิ้งของที่ไม่ต้องการ กลับกลายเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ฉันได้รื้อกล่องมหาสมบัติของสะสมที่เก่าเก็บของตัวเองออกมานั่งดูแล้วยิ้มไปยิ้มมา

กล่องแรกที่ทำให้ฉันอารมณ์ดีเป็นพิเศษคือ กล่องรูปสมัยเรียน สมัยยังเป็นสาวน้อย ใส่รวมกับการ์ดที่มีภาพสวยงาม รวมทั้งการ์ดวาเลนไทน์ที่ฉันเคยให้สามีสมัยเป็นแฟนกัน

พอแต่งงานแล้ว คุณสามีก็ยกกล่องการ์ดนั้นมาให้ฉันจัดการเก็บให้ ฉันก็เก็บรวมกับกล่องของสะสมอื่นๆ ของฉันไปด้วย เมื่อเปิดมาอ่านหลังเวลาผ่านไปยี่สิบห้าปี ฉันก็ได้แต่ขำตัวเองว่าช่างเขียนอะไรไปก็ไม่รู้

นอกจากการ์ดสวยๆ ฉันเป็นนักสะสมตัวยง สะสมแสตมป์ที่ออกใหม่ๆ พร้อมซองวันแรกจำหน่ายที่มีตราประทับของไปรษณีย์ไทยทุกแบบตั้งแต่ช่วงปี 2535 ถึง 2562 มาปีนี้ที่หยุดบัญชีสมาชิกที่ผูกไว้กับทางไปรษณีย์ไทย เพราะสถานการณ์โควิด และเพราะฉันไม่ได้ทำงานประจำแล้ว จึงหยุดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลง

นอกจากแสตมป์ ฉันยังสะสมสมุดบันทึกสวยๆ สะสมพวงกุญแจ เก็บเรียงในกล่อง เรียงในชั้นตรงตู้วางทีวีในห้องนอนชั้นสอง รวมไปถึงหนังสืออีกหลายตู้ที่จัดวางตามมุมต่างๆของบ้าน

หนังสือที่ชอบสะสมมากที่สุดคือนวนิยายรักของนักเขียนที่โปรดปราน คือ ว.วินิจฉัยกุล และ แก้วเก้า เยอะมาก จนวันหนึ่งเมื่อเดือนก่อน ฉันรื้อจากชั้นลงมาจัดเรียงเช็คลิสท์ว่าขาดเล่มไหนไปบ้าง

ระหว่างจัด ก็เปิดเล่มเก่าที่เคยอ่านเป็นรอบที่เท่าไหร่นับไม่ถูก แล้วก็นึกไปถึงตัวเองในวัยเด็กที่ไม่มีสตางค์ซื้อหนังสือ ต้องหยิบยืมจากห้องสมุดโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ในทุกวันศุกร์ทีละสามสี่เล่ม เพื่อที่จะมานั่งอ่านที่บ้านในช่วงหยุดเสาร์อาทิตย์

เมื่อทำงานได้ และมีเงินพอซื้อหามาเป็นสมบัติของตัวเอง ฉันก็ไม่พลาดเลยสักเล่ม เพื่อที่ว่าฉันจะหยิบมันอ่านได้ในทุกวันทุกเวลาที่ต้องการ

การสะสมของหลายๆอย่าง เป็นระยะเวลาอันยาวนาน เมื่อวันเวลาเดินทางมาถึงช่วงปลายของชีวิตที่เกษียณจากงานมาอยู่บ้าน ของสะสมที่ฉันรื้อออกมาจากตู้ ก็พัดพาเรื่องราวต่างๆ ในอดีตย้อนกลับมาให้ระลึกถึง

ฉันนั่งมองพวงกุญแจแล้วก็นึกไปถึงคนให้ เพราะบางชิ้นเป็นของฝากจากต่างประเทศ ที่พี่น้องเพื่อนฝูงที่รับรู้ว่าฉันชอบสะสมพวงกุญแจ จะไม่ลืมที่จะมีมาฝากกันเสมอๆ

ฉันนั่งมองสมุดบันทึกลายดอกไม้สีสวย แล้วนึกไปถึงช่วงปีใหม่ในที่ทำงาน ที่ทุกปีแต่ละแผนกจะแลกของขวัญปีใหม่ให้กัน บรรดาน้องๆในที่ทำงานจะคิดถึงฉันเสมอเวลาต้องการหาสมุดโน้ตสวยๆ ไว้บันทึกในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมา เพราะทุกคนจะรู้ว่าฉันจะให้เป็นสมุดโน๊ตหรือไดอารี่ที่คัดสรรมาอย่างสวยงามให้ทุกปี

ฉันนั่งเปิดสมุดบันทึกส่วนตัวเก่าๆ ที่บันทึกข้อเขียนเล็กระบายความในใจ จดใส่สมุดไว้ แล้วก็นึกไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเวลานั้น ย้อนนึกไปว่าในยามที่มีความรักในช่วงวัยเยาว์ โลกเป็นสีชมพูอย่างที่ว่ากันจริงๆ

แต่เมื่อเวลาผ่าน จึงได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ความรักและชีวิตจริงๆในการอยู่ร่วมกันของสองคนนั้นไม่ได้มีแต่สีชมพู ในบางช่วง บางปี มันเป็นสีเทาหม่น จนอาจจะเข้มเกือบเป็นสีดำของท้องฟ้ายามมีเมฆฝนดำทะมึน

แล้วเมื่ออยู่ๆ ไป ก็จะได้เรียนรู้ว่า ปัญหาและความมืดมิดในชีวิต นั้นเหมือนเมฆฝนที่พัดผ่าน เมื่อฝนตกกระหน่ำจนพอใจ มันก็จะหยุด และฟ้าสีฟ้าก็จะกลับมา หมุนวนอยู่เช่นนี้

เมื่อมาถึงช่วงเวลานี้ ยามที่สายตาอาจเริ่มฝ้าฟางตามวัยที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เรียนรู้และมองเห็นด้วยใจกลับแจ่มชัดกว่าเก่า

ยามที่มองของเก่าเก็บในช่วงเวลานี้ ในบางเรื่อง ฉันก็นึกเสียใจว่าในเวลานั้นฉันไม่ควรทำอย่างนั้น ฉันไม่ควรเป็นคนคิดมาก ตีโพยตีพาย จนต้องโกรธกับสามีไปหลายวัน

ฉันไม่ควรละเลยลูกในบางเรื่องในบางช่วงชีวิตที่ยุ่งกับงานจนลูกอาจจะพลาดอะไรดีๆ ไป

และอีกหลายๆเรื่องที่ฉันรู้สึกดีใจที่ตัวเองจัดการได้ดีมาก และชีวิตในครอบครัวก็ผ่านมาอย่างมีความสุขมากกว่าความทุกข์

ของเก่าเก็บอาจเป็นสีเหลืองไม่ขาวใสเหมือนของใหม่ เพราะร่องรอยแห่งความทรงจำนั้นมีอยู่เต็มไปหมด เมื่อพลิกของแต่ละชิ้นในวันวัยที่มากขึ้น ฉันรู้สึกได้ว่ามือของตนเองนั้นทนุถนอมมันมากขึ้นในทุกๆปี

ความทรงจำวัยเยาว์ที่ผ่านไปแล้วไม่อาจหวนคืน แต่ความสุขที่มีให้ต่อชีวิตจิตใจฉันนั้นยังคงอยู่และแจ่มชัด

ฉันบรรจงเช็ดฝุ่นกล่องใส่ความทรงจำนั้นอย่างเบามือ ก่อนที่จะปิดมันและเก็บเข้าชั้นในตู้ รอเวลาที่จะเปิดมันขึ้นอีกครั้งในปีหน้าและปีต่อๆ ไป

บันทึกไว้เมื่อ 23 มิถุนายน 2563

ภาพประกอบคือกองหนังสือนวนิยายของ ว.วินิจฉัยกุลและแก้วเก้าที่สะสม

เคยทำคลิปหน้าปกหนังสือนวนิยายที่สะสมไว้ดูเล่นๆ

ความสุขและจินตนาการไม่ได้จางหาย

#บันทึกความคิดความรู้สึก #บันทึกความทรงจำ

วันนี้อากาศร้อนมาก ฉันนึกอยากเขียนบันทึกขึ้นมา
ฉันกำลังนึกถึงการใช้ชีวิตของตัวเอง
ตั้งแต่อยู่บ้านไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน
ฉันกลายเป็นคนติดบ้านมากกว่าเดิม
และวันเวลาในแต่ละวันก็ผ่านไปเร็วมากจนราวกับติดปีก

แต่การอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำให้ฉันหยุดคิด
จินตนาการผุดขึ้นมาราวกับฟองสบู่ที่สุดท้ายก็อาจจางหายไปอย่างรวดเร็ว
เพราะการลงมือทำตามจินตนาการแต่ละอย่างในชีวิตจริงๆนั้นไม่เคยง่ายเลย

ล่าสุดฉันอ่านบทความว่าด้วยการเป็นโรคซึมเศร้าของเด็กรุ่นใหม่ ที่เร่งรัดชีวิตและความสำเร็จจากภาพมายาบนโลกโซเชี่ยล

ความสำเร็จของคนเราควรวัดจากอะไรฉันไม่แน่ใจ
เพราะการให้ค่าในของแต่ละสิ่งนั้นย่อมต่างกัน
แต่สำหรับตัวเองในวัยนี้กลับมองว่า
ความสำเร็จไม่ได้การันตีความสุขในชีวิตได้
การไล่ตามความสำเร็จด้วยความฝันของคนอื่น
ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงแน่นอน

แล้วความสุขที่แท้จริงคืออะไร
จนถึงตอนนี้วันนี้ยังคิดว่าความสุขของตัวเองในแต่ละวันยังแทบจะไม่เหมือนกัน

ความสุขของฉันตอนนี้ที่พออธิบายได้มีเพียงการลุกขึ้นมาทำสิ่งที่อยากทำในแต่ละวัน ใช้ชีวิตราวกับวันนี้จะเป็นวันสุดท้าย และคงเสียดายถ้าไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ

ไม่ว่าสิ่งที่ได้ทำนั้นจะสำเร็จหรือไม่
และเส้นทางความสำเร็จยังอยู่อีกแสนไกล
แต่อย่างน้อยความสุขและจินตนาการที่ไม่ได้จางหายยังคงอยู่
และทำให้ชีวิตอิ่มเต็มและเติบโต

บ่นเรื่อยเปื่อยในวันหนึ่งกลางฤดูร้อน

บันทึกไว้เมื่อ 18 มีนาคม 2564

เดินทางในตัวตน

#เขียนบันทึกประจำวัน #บันทึกความทรงจำ

ฉันถ่ายภาพมุมหนึ่งในห้องนอนใหญ่บนชั้นสองของบ้านที่มีขนาดกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของตัวบ้าน

ในภาพเป็นมุมวางทีวีและเครื่องเสียงอยู่ใกล้ๆกับชั้นหนังสือเล็กๆที่ย้ายมาจากห้องหนังสือเดิม ตู้หนังสือบานใหญ่เต็มผนังด้านหนึ่งในห้องหนังสือเดิมนั้นขนย้ายมาไม่ไหว ฉันจึงจัดแบ่งพื้นที่ให้ลูกชายไว้วางข้าวของส่วนตัวของเขาไปบ้าง

ฉันเป็นคนชอบดูภาพยนตร์และซีรีส์ ทำให้ต้องจัดการย้ายเครื่องเล่นและลำโพงมาด้วย ตั้งแต่จัดบ้านใหม่ฉันรู้สึกชอบที่ห้องกว้างขวางสะดวกสบายจนฉันแทบจะขลุกอยู่แต่ในห้องแทบทั้งวัน เสียอย่างเดียวตอนกลางวันที่แดดจะส่องเข้าทางหน้าบ้านตลอดบ่าย ทำให้ห้องนี้ค่อนข้างร้อนในเวลากลางวัน จนต้องเปลืองไฟเปิดแอร์เร็วกว่าปกติในบางวัน ฉันจึงมีความคิดที่จะจัดบ้านบริเวณชั้นล่างเป็นมุมทำงานอีกสักมุมในเร็วๆนี้

เช้านี้เป็นวันหยุดที่ฉันไม่ต้องตื่นเช้าตามเสียงนาฬิกาปลุกที่สามีตั้งเวลาไว้ เพราะต้องไปส่งลูกชายไปโรงเรียน ฉันจึงตื่นสายกว่าวันปกติ ตั้งแต่ไม่ต้องทำงาน หลังจากตื่น สิ่งแรกที่ทำคือสวดมนต์ ฉันตั้งใจจะทำเป็นกิจวัตรประจำวัน หลังจากนั้นค่อยยืดเส้นยืดสายเบาๆ แล้วก็ทำภารกิจที่อยากทำแล้วแต่อารมณ์ในแต่ละวัน

ตั้งแต่ช่วงปลายปีต่อต้นปีใหม่ มักเป็นช่วงเวลาที่ฉันจะจัดบ้าน โละข้าวของที่คิดว่าไม่ใช้แล้วออกไปบริจาคทุกปี ฉันทยอยคัดแยกข้าวของกองไว้ที่ชั้นล่างจนกองพะเนินเทินทึกยังจัดไม่เรียบร้อย

การรื้อค้นโละสมบัติทิ้งเสียบ้างเป็นการดี เพราะเหมือนกับในสารคดีของนักจัดบ้านชาวญี่ปุ่นที่ได้ดูในเน็ตฟลิก เพราะในขณะที่เก็บข้าวของเหมือนฉันได้เดินทางกลับไปสู่อดีตของเรื่องราวที่มาในของใช้แต่ละชิ้น และนั่งระลึกถึงมัน ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเก็บต่อหรือทิ้งไปเสีย

ฉันนึกถึงผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ผ้าไหมราคาแพงหลายผืนที่ได้รับเป็นของขวัญเมื่อครั้งทำงานประจำใหม่ๆ จนเวลาผ่านมาจนวันนี้เกือบสามสิบปี ผ้าเหล่านั้นก็ยังอยู่ในสภาพดีเหมือนเดิม เพราะฉันทะนุถนอมเก็บไว้ในตู้อย่างดี และแทบไม่เคยหยิบมาใช้ แต่วันนี้เมื่อรื้อออกมาดูอีกครั้ง อารมณ์เพลิดเพลินและมีความสุขยามสัมผัสลวดลายอันสวยงามของสีสันบนลายผ้าก็ยังทำให้ฉันรักมันและตัดสินใจเก็บมันไว้ในตู้ต่อไป

การจัดบ้านเป็นงานอดิเรกที่ชอบ เพราะเมื่อขยับข้าวของ เฟอร์นิเจอร์ อารมณ์ในบ้านก็เปลี่ยนไป เวลาที่ฉันนึกเบื่อๆ ฉันก็มักมองดูรอบบ้านว่าจะจัดของและแต่งบ้านใหม่แบบไหนดี จนสามีบ่นประจำเพราะเวลาจัดบ้านทีไร คนที่เหนื่อยกว่าคือเขาที่ต้องลุกมาช่วยฉันย้ายเฟอร์นิเจอร์อันใหญ่โตเทอะทะและน้ำหนักมากจนฉันทำคนเดียวไม่ไหว

เช้านี้ฉันทานอาหารมื้อแรกควบระหว่างมื้อเช้าและเที่ยงรวมเป็นมื้อเดียว ระหว่างทานข้าวก็ดูทีวีที่สามีเปิดทิ้งไว้ มีแต่ข่าวการปล้นร้านทองอุกอาจและโหดเหี้ยมที่เป็นเหตุการณ์ใหญ่เมื่อวันก่อน

สามีและฉันคิดเหมือนกันว่าคนร้ายน่าจะไม่ใช่คนธรรมดา เพราะใช้อาวุธแบบมืออาชีพ และสามารถฆ่าคนบริสุทธิ์ตรงหน้าได้อย่างเลือดเย็นจนน่ากลัว

ข่าวสารทางทีวีมักจะไม่มีประเด็นอะไรแตกต่างจากบนหน้าเพจเฟสบุ๊ค เพราะทุกช่องลอกข่าวและคลิปจากโลกออนไลน์มานำเสมอซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกันไปหมด ฉันจึงไม่ค่อยดูทีวีเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ทีวีใช้เปิดดูเน็ตฟลิกหรือช่องยูทเสียมากกว่า

ฉันรู้สึกว่าชีวิตที่อยู่กับบ้าน เป็นชีวิตที่เหมือนการเดินทางวนเวียนไปมาภายในตัวเอง การใช้เวลาอยู่กับตัวเองเกือบทั้งวัน ทำในสิ่งที่ชอบในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ฉันค่อยๆ เรียนรู้มากขึ้นว่าในแต่ละสิ่งที่ชอบทำนั้น จะสามารถช่วยพัฒนาจิตใจและความรู้สึกออกมาได้มากและไปถึงที่สุด ณ ตรงไหน

ฉันเคยชอบดูซีรีส์เกาหลีมากจนเปิดเพจเฟสบุ๊คซีรีส์ที่รักเมื่อสองปีก่อน แต่มาวันนี้ บางเวลา ฉันกลับรู้สึกเบื่อมันเสียแล้ว

ฉันชอบดูภาพยนตร์รักและเขียนบล็อกเล่าเรื่องราวหนังรักและซีรีส์ที่ชอบจนมีคนติดตามมากมาย ตอนนี้ฉันก็รู้สึกเบื่อหน่ายและขี้เกียจอัพเดทบล็อกนั้นมาหลายเดือนแล้ว

ตอนนี้สิ่งที่ฉันทุ่มเทเหลือเพียงอย่างเดียวคือการหัดเขียนหนังสือ ฉันเรียนเขียนกับครูมาปีกว่าในเกือบจะทุกคอร์สแล้ว และสังเกตได้ว่าเมื่อไหร่ที่หยุดเขียน มันจะฝืดและต่อแทบจะไม่ติดหากทิ้งไปนานๆ ฉันจึงพยายามอย่างมากในข่วงที่อารมณ์ปรวนแปรระหว่างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของชีวิตที่จะพยายามเดินกลับเข้ามาบนเส้นทางที่คิดและออกแบบไว้ในใจ

ฉันตั้งใจจะกลับมาทำเพจเฟสบุ๊คและเขียนบล็อกอย่างเดิมอย่างไม่เคร่งครัดจนเครียด เพื่อฝึกปรืออารมณ์และการเขียนให้อยู่ในเส้นทางที่ต้องการ

ส่วนงานเขียนฉันก็เรียนเขียนไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับความตั้งใจที่จะเขียนทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาวให้สำเร็จ และถ้ามีเวทีการประกวดงานเขียน ฉันก็ตั้งใจจะฝึกฝนทดลองส่งเข้าร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันภูมิใจที่สุดที่นำการบ้านเรื่องสั้นจากชั้นเรียนเขียนส่งไปที่เว็บอ่านเอา และได้รับการพิจารณาให้ลงในเว็บถึงสามเรื่อง ฉันถือว่าเป็นการเริ่มต้นงานที่รักได้น่าพอใจทีเดียว และหวังว่าตนเองจะสามารถพัฒนาขึ้นจนเขียนเรื่องยาวจบสมบูรณ์เป็นที่ยอมรับได้ในสักวันหนึ่ง

ทั้งหมดคืองานที่รักที่ฉันตั้งใจจะทำและออกแบบชีวิตตนเองอย่างที่ตั้งใจไว้เมื่อลาออกจากงานประจำ

เมื่อฉันนึกย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ผ่านมา ทุกบททุกตอนในกาลเวลาที่ผ่าน คือประสบการณ์และเรื่องราวในชีวิต ที่เรานำมาใช้เป็นต้นทุนวัตถุดิบในงานเขียนได้

อีกทั้งเมื่อพบว่า สามช่วงชีวิตสำคัญของคนเราทุกคน ล้วนเริ่มจากวัยเด็กวัยเรียน ต่อด้วยวัยทำงานสร้างตัว สร้างครอบครัว และจบลงด้วยปลายชีวิตแบบที่เลือกเองนั้นน่าจะดีที่สุด

ในวันนี้ฉันคิดว่าตนเองผ่านช่วงเวลาสำคัญของชีวิตช่วงต้นและช่วงกลางไปแล้ว

ณ ตอนนี้คงเป็นช่วงเริ่มต้นของช่วงปลายที่ฉันต้องออกแบบชีวิตเองว่าต้องการใช้ชีวิตแบบที่รักอย่างไรต่อไป การออกแบบชีวิตให้ได้อย่างใจ แล้วได้ใช้มันอย่างมีความสุขนั้น นับเป็นความฝันของมนุษย์ทุกคนแน่นอน ฉันอยากทำให้ได้อย่างนั้น

เพราะแม้ว่าตามข้อเท็จจริงมนุษย์เรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ และในบางคน บางทีก็อาจเลือกเป็นในสิ่งที่อยากเป็นไม่ได้ แต่ฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมแพ้ที่จะพยายามให้ได้ใช้ชีวิตอย่างใจต้องการในช่วงปลายชีวิตที่เหลือ โดยไม่ต้องหวั่นเกรงหวาดกลัวกับอนาคต เพราะเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึง ไม่น่ากลัวไปกว่าใจที่ฟุ้งซ่านหวาดหวั่นไปเองล่วงหน้าอย่างแน่นอน

สิ่งที่เราควรทำในการออกแบบชีวิตบั้นปลาย สำหรับฉันนั้น คือการเตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อมด้วยการเช็คลิสท์ปัญหาที่คาดว่าจะเกิด แล้วค่อยๆตัดออกไปทีละข้อจนหมด หาวิธีรับมือเตรียมไว้ จนเรามั่นใจเพียงพอว่าจะรับมือได้ในทุกเรื่องที่จะเข้ามา แล้วจึงลงมือทำในทุกสิ่งที่อยากทำ แต่พลาดโอกาสไปไม่ได้ทำเมื่อช่วงต้นของชีวิต และจงอย่ากลัวความล้มเหลว หากเราได้พยายามและทำเต็มที่แล้ว เราควรกลัวความล้มเหลวที่เกิดจากการไม่ได้ทำอะไรเลยมากกว่า

ณ ตอนนี้ ฉันนึกภาพตนเองอ่านหนังสือ เขียนหนังสืออยู่ในห้องแสนสบายที่จัดตกแต่งเอง ใช้ชีวิตแบบที่ลูกสาวคนโตบอกฉันว่า แม่ไม่ต้องเครียดอะไรเรื่องงาน เขาพร้อมจะดูแลน้องชายแทนแม่ ให้แม่ได้ใช้ชีวิตอ่านเขียนอย่างที่แม่ชอบอยู่บ้านอย่างมีความสุข

ฉันมองดูลูกสาวตรงหน้าราวกับเห็นเรื่องราวของตัวเอง อยู่บนตัวตนและชีวิตลูก ลูกเปรียบดั่งกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนตัวตนที่ผ่านมาของแม่อย่างฉัน จนอดที่จะน้ำตาซึมด้วยความปลาบปลื้มมิได้

ในช่วงท้ายชีวิตนี้ ฉันนึกถึงบางวันที่ออกไปรับลูกที่โรงเรียนบ้าง บางวันก็ชวนลูกออกไปทานข้าวนอกบ้าน ไปเยี่ยมคุณย่าและคุณยายของลูก สังสรรค์ครอบครัวใหญ่ของฉันและสามีตามเทศกาลประจำปี เป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัวที่ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่าชีวิตนี้เราไม่ได้โดดเดี่ยวเดียวดาย เรามีครอบครัวที่รักเป็นกำลังใจสำคัญอย่างแน่นอน

วันเวลาในชีวิตของฉันนับจากนี้ คงจะเดินช้าลง แต่ฉันแน่ใจว่ามันจะแวดล้อมไปด้วยความอบอุ่นเล็กๆ เบาๆ ทีกระจายอยู่รอบๆโอบล้อมฉันไว้เงียบๆ ด้วยความรักของครอบครัว

และแม้ว่าฉันไม่รู้ว่าวันเวลาในชีวิตที่เหลือนับจากนี้จะมีช่วงเวลายาวนานเท่าใด การได้ใช้ชีวิตง่ายๆ เรียบๆ ทำในสิ่งที่รัก แวดล้อมไปด้วยคนที่รักก็เพียงพอสำหรับชีวิตนี้แล้ว

เพราะฉันมั่นใจว่าเส้นทางที่ผ่านมานั้น เป็นชีวิตและความรักที่ฉันมีโอกาสเลือกด้วยใจตนเอง เป็นชีวิตที่ฉันยอมรับมันได้อย่างเต็มใจ แม้ว่ามันอาจเป็นชีวิตธรรมดาๆ ไม่ได้สวยหรูอย่างที่วาดหวัง และบางครั้งอาจจะมีปัญหาตามความเป็นไปของชีวิตทั่วไป แต่ชีวิตที่ได้เลือกเองนั้นสุดท้ายมักสวยงามเสมอ

สมุดบันทึกเล่มเดิมที่เคยจดบันทึกชีวิต วันนี้เปิดมาถึงช่วงท้ายเล่ม กระดาษเปล่าหน้าว่างที่เหลือจะพอเพียงที่จะจดบันทึกได้หมดไหม เป็นเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึง แต่ฉันก็พร้อมที่จะนับวันรอที่จะได้จดบันทึกเรื่องราวดีๆมากมายในวันข้างหน้าลงบนหน้าอันว่างเปล่านั้นด้วยใจที่เบิกบาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

บันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว 13 มกราคม 2563

ความสุขในใจ

#เขียนบันทึกความคิดความรู้สึก #บันทึกความทรงจำ

ฉันนั่งมองกล่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิลสองชุดล่าสุดที่เพิ่งได้รับ เป็นครั้งแรกที่สั่งไพ่สวยงามจากร้านคิโนคุนิยะผ่านช่องทางออนไลน์

ฉันชอบไพ่สองสำรับนี้มาก เพราะเป็นไพ่ที่ออกแบบโดยมีเรื่องราวของวรรณกรรมและนักเขียนที่มีชื่อเสียงอย่าง เจน ออสเตน ที่ฉันชื่นชมอยู่เดิม

ตัวไพ่เป็นภาพวาดตัวละครในวรรณกรรมของเจน ออสเตน ที่นำฉากสำคัญๆบางตอนมาเล่าเรื่องราวการทำนายไพ่ เช่น ในไพ่สองไม้เท้า ก็มีคำจำกัดความคำทำนายว่า Discovery การค้นพบ ไพ่ใบนี้วาดเป็นรูปงานเต้นรำที่เอลิซาเบธและมิสเตอร์ดาร์ซี่พบกัน ฉากหนึ่งในวรรณกรรมเรื่อง Pride and Prejudice

ความที่นิสัยส่วนตัวฉันเป็นคนชอบศิลปะและงานวรรณกรรม จึงเป็นจุดเริ่มต้นในความชอบอ่านหนังสือวรรณกรรมดีๆ และชอบศิลปะในภาพสวยๆ ที่มีสอดแทรกอยู่ในสิ่งของสะสมรอบตัว ทั้งสมุดภาพศิลปะ แสตมป์สวยๆ สมุดบันทึกที่ออกแบบงดงาม ตลอดจนวรรณกรรมและนิยายดีๆมากมาย

ฉันนึกถึงความสวยงามและเรื่องราวชีวิตที่สอดแทรกในศิลปะและวรรณกรรมแล้วนึกถึงตนเองในสมัยเรียนมัธยมปลาย

เมื่อครั้งเรียนภาษาฝรั่งเศสกับมาแมร์ชาวฝรั่งเศส แล้วได้อ่านวรรณกรรมเลื่องชื่อในชั้นเรียนภาษาฝรั่งเศส เรื่อง Les Miserables วรรณกรรมชิ้นเอกของนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส วิคตอร์ อูโก ทำให้ฉันเริ่มสนใจเรื่องสังคมและสิ่งรอบตัวมากขึ้น

ความจริงถ้าย้อนหลังไปไกลกว่านั้น ฉันก็นึกถึงตนเองในช่วงปิดเทอมใหญ่ปีหนึ่งที่ได้ไปบ้านของลุง ตู้หนังสือขนาดใหญ่อัดแน่นไปด้วยหนังสือเก่าชั้นดี และเป็นครั้งแรกที่ทำให้ฉันหลงใหลในวรรณกรรมแปลเรื่องเยี่ยมของ ชาร์ล็อต บร็อนเต นักเขียนชาวอังกฤษวรรณกรรมเรื่องนั้นคือเรื่อง เจน แอร์ นวนิยายเรื่องนี้ทำให้ฉันไม่เคยลืมเรื่องราวความรักของมิสเตอร์โรเชสเตอร์กับเจน แอร์ และหญิงบ้าที่ถูกซ่อนอยู่บนห้องลับใต้หลังคา

นับตั้งแต่นั้นฉันก็หลงใหลในเรื่องราวเก่าๆ ในวรรณกรรม ที่ส่งต่อมาถึงความชอบในภาพยนตร์และละครย้อนยุคทุกชาติ

ฉันรับรู้ได้ถึงความละเมียดละไมในชีวิตที่อาจจะดูเนิบช้า แต่ท่ามกลางความเงียบงัน ค่อยเป็นค่อยไปตามยุคสมัยนั้น ฉันได้เรียนรู้ปรัชญาชีวิตหลายอย่างที่สอดแทรกอยู่ในงานศิลปะเหล่านั้น

ฉันเรียนรู้ชีวิตและความรักหลายๆรูปแบบจากเรื่องราวในวรรณกรรมและนวนิยายในยุคหลังๆ และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันชอบสะสมงานเขียนและหนังสือดีๆ มากมาย

นอกจากหนังสือ ฉันชอบใช้เวลาว่างติดตามภาพยนตร์และละครที่สร้างจากวรรณกรรมเก่าๆ ดีๆ เหล่านั้น ตลอดจนชอบเก็บสะสมภาพศิลปะสวยงาม หนังสือรวมสมุดภาพ ประวัติศาสตร์ศิลปะ และหนังสือตกแต่งบ้าน ล้วนแต่เป็นของโปรดที่ฉันใช้เวลาจมอยู่กับมันได้นานๆ หลายๆ ชั่วโมงในวันว่าง ค่อยๆละเลียดในสิ่งสวยงามนั้นแล้วทำให้จิตใจสงบ และมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

ฉันเปิดตู้หนังสือในห้องนอนใหญ่อีกครั้งเพื่อจัดเรียงของสะสมล่าสุดที่สนใจนั้นคือกล่องไพ่ ฉันเรียงมันเป็นตั้งๆ บนชั้น ข้างๆหนังสือเล่มหนาหลายๆเล่มในตู้ที่มีทั้งวรรณกรรมแปล ของต่างประเทศ และนวนิยายเก่าๆ ผลงานนักเขียนชั้นครูของเมืองไทยหลายท่าน

ฉันนึกถึงยามที่ตนเองทดท้อใจและไร้สุข บางเวลาชีวิตจริงก็มีทุกข์และห่วงกังวลในคนที่รักรอบข้าง ฉันมักจะเลือกวิธีหยิบสิ่งสะสมที่รักเหล่านี้ออกจากตู้ มานั่งเปิดดูทีละหน้า หยิบไพ่ที่มีภาพศิลปะสวยงามออกมาเรียงดูทีละใบ พร้อมกับค่อยๆ อ่านความหมายและถ้อยคำให้กำลังใจที่สอดแทรกอยู่ในนั้น

ฉันค้นพบว่ายามนั้น เวลาจะเดินผ่านไปเร็ว และฉันก็ได้วางความอ่อนแอและทุกข์ในใจลงได้ เพื่อหันเหมาสนใจในความสวยงามและเรื่องราวตรงหน้า

ในบางครั้งบางคราวเมื่อปิดหนังสือนวนิยายบางเรื่อง ฉันได้ค้นพบว่าความทุกข์ที่มีนั้นเล็กน้อยมาก หากเปรียบเทียบกับความทุกข์จากเรื่องราวของชีวิตคนอื่นๆ

และสุดท้ายฉันก็ได้เรียนรู้ว่าทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มันจะไม่อยู่กับเรานาน และมันจะผ่านไปได้ทุกเรื่อง ขอเพียงเราอย่ายึดติดและผูกมัดมันไว้กับใจนานเกินไป

ฉันปิดสมุดบันทึกลายดอกไม้เล็กๆ หลังจากเขียนบันทึกประจำวันเล็กๆน้อยๆ เพื่อเตือนความจำจบลง

ภาพไพ่ออราเคิลอีกชุดที่เปิดเมื่อเช้ายังติดอยู่ในใจ ภาพเขียนสีสันสวยงาม หญิงสาวที่กำลังเริงร่าท่ามกลางสวนดอกไม้และหมู่สัตว์น่ารักน้อยใหญ่ แสงรอบๆ ตัวเธอเป็นสีรุ้งสดใส คำบรรยายความหมายไพ่เป็นเพียงคำภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า Celebration : Let Go and Have Fun

ฉันแปลความหมายไพ่ง่ายๆในแบบตัวเองว่า ชีวิตเป็นของเรา จงใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกวัน

ชมคลิปรีวิวไพ่ชุดนี้ เป็นคลิปช่วงแรกๆ ที่หัดทำรีวิว อึดอัดมากพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

เมื่อครั้งเรียนเขียนบทละครโทรทัศน์

บันทึกเล็กๆจากประสบการณ์

เมื่อครั้งเรียนเขียนบทละครโทรทัศน์

วันนี้ได้มีโอกาสคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการเขียนบทละครโทรทัศน์กับเพื่อนเรียนเขียนในกลุ่มไลน์ จึงคิดว่าน่าจะบันทึกประสบการณ์การเรียนเขียนบทครั้งนั้นไว้น่าจะดี

จำได้ว่าเมื่อสองปีก่อน ได้ติดตามเพจเฟสบุ๊คของคุณณัฐิยา ศิริกรวิไล นักเขียนบทละครโทรทัศน์มือรางวัล มีผลงานได้รับรางวัลมากมาย ที่เป็นที่รู้จักเช่น สูตรเสน่หา หนึ่งในทรวง อย่าลืมฉัน และล่าสุดที่ได้รับรางวัลคือ วัยแสบสาแหรกขาด

วันหนึ่งเธอแชร์เรื่องคอร์สเรียนเขียนบทละครโทรทัศน์ โดยเธอจะเป็นวิทยากรสอนเป็นเวลาหนึ่งวัน เรียนที่โรงแรมใจกลางเมือง

เนื่องเพราะมีคนอยากจะเรียนมาก แต่ข้อจำกัดเรื่องห้องสัมมนาและปริมาณจำนวนคนที่รับได้จำกัด เธอจึงตั้งข้อกำหนดว่าขอให้คนที่อยากเรียน เขียนความคิดเห็นเกี่ยวกับวงการโทรทัศน์ระบบดิจิตอลเข้าไป เธอและคณะผู้จัดสัมมนาจะคัดเลือกออกมาจำนวนสี่สิบคน

ฉันสนใจมาก อยากเรียนรู้เรื่องการเขียนบทว่าเป็นอย่างไร จึงลองส่งความคิดเห็นเข้าไป ตั้งใจว่าได้ก็เรียน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

โชคดีมากที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสี่สิบคนเข้าไปเรียน

เช้าวันสัมมนาไปถึงโรงแรมแต่เช้า คุณณัฐิยาเป็นนักเขียนบทที่มีบุคลิกคล่องแคล่ว ดูเป็นคนอารมณ์ดี เธอเล่าประสบการณ์ความเป็นมา ก่อนเธอจะเป็นคนเขียนบทว่า

เธอทำงานในกองถ่าย ช่วยงานคุณปรัชญา ปิ่นแก้ว ครั้งทำภาพยนตร์เรื่อง เกิดอีกทีต้องมีเธอ และได้รับโอกาสให้เขียนบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก่อนหน้านั้นเธอผ่านงานเขียนมาหลายรูปแบบ ทั้งเขียนคอลัมน์และเป็น Copy Writer

ในบรรดาผู้เข้าเรียนวันนั้น หลายคนเป็นนักเขียนบทอยู่แล้ว บางคนเป็นนักเขียนนวนิยาย บางคนมาหาประสบการณ์ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆแบบฉัน มีดาราผู้จัดละคร และผู้กำกับละครเข้าร่วมฟังบรรยายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วย

วันนี้ฉันจึงลุกขึ้นมานั่งรื้อเอกสารครั้งก่อน มานั่งทบทวนและบันทึกไว้

ในความคิดของฉัน การเขียนบทละครโทรทัศน์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหยิบบทประพันธ์มาถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวโดยนักแสดง ถ่ายทอดให้ผู้ชมคล้อยตามไปกับเนื้อเรื่องอย่างลื่นไหล

และ ที่สำคัญจะต้องพยายามถ่ายทอดโดยยึดบทประพันธ์ต้นฉบับให้มากที่สุด แต่ในการสร้างละครเรื่องหนึ่งมีปัจจัยแวดล้อมมากมายที่มากำหนดตัวบทละครที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณการถ่ายทำ เรื่องราวและบริบทแวดล้อมที่อาจกระทบต่อสังคมส่วนรวม

งานบทละครโทรทัศน์จึงเป็นงานละเอียดที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากับช่องหรือสถานี ผู้กำกับการแสดง นักเขียนบทประพันธ์ต้นฉบับ และดารานักแสดงผู้รับหน้าที่ถ่ายทอดบทนั้นๆ

ในการจะเขียนบทละครโทรทัศน์จะมีหลักสำคัญที่ต้องคิดก่อนเขียนคือ

เขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร เป็นเรื่องแนวไหนเพื่อจะได้กำหนดรสชาติของบทละครให้ออกมาเหมาะสมกับแนวนั้นๆ และในเรื่องนั้นมีแก่นความคิดหลักของเรื่องคืออะไรที่ต้องการสื่อสารกับคนดู

เมื่อกำหนดแนวคิดหลักของเรื่องได้แล้วจึงมาทำเรื่องย่อ แล้วเพิ่มรายละเอียดคือตัวละครแวดล้อม และคิดเส้นเรื่องรองจากตัวละครแวดล้อมเหล่านั้น

นอกจากนั้นในการเขียนบทละครโทรทัศน์ “ฉาก” เป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยเพิ่มอรรถรสของละครเรื่องนั้น

ฉากจะช่วยสร้างบรรยากาศ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องและตัวละคร และเป็นตัวขยายอารมณ์ของตัวละครอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีงานรายละเอียดอีกหลายส่วนที่ต้องใส่ใจ ทั้งความต่อเนื่องของบท ความต่อเนื่องของอารมณ์ตัวละคร เสื้อผ้า และฉากแวดล้อม นับว่าเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดในการดูแลโครงสร้างทั้งเรื่อง

จากที่เล่ามา การเขียนบทละครโทรทัศน์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ฉะนั้นเวลาฉันได้ดูละครหรือซีรีส์ดีๆ ที่เขียนบทดีๆ ตรึงฉันให้ติดตามตั้งแต่ตอนต้นเรื่องจนตามดูจนจบเรื่องได้อย่างสนุกสนานจนถึงตอนอวสานได้ ฉันจะนับถือคนเขียนบทมาที่หนึ่ง ดารานักแสดงเป็นที่สอง และผู้กำกับเป็นที่สาม

เพราะจากประสบการณ์การดูละครหรือซีรีส์ต่างประเทศมามากมาย จะเห็นว่าในละครบางเรื่องที่ดาราดีมาก ถ่ายทำดีมาก แต่ดูยังไงก็ไม่สนุก นั่นก็เป็นเพราะบทละครไม่สนุกและไม่ดีพอนั่นเอง

แก้วเจ้าจอม

9 ธันวาคม 2561

เครดิตภาพจาก Pinterest

ความสุขเล็กๆของฉัน

#ความสุขเล็กๆของฉัน

ความสุขคืออะไร

คือการยังมีชีวิตอยู่

คือการได้รักใครบางคน

คือการได้เป็นที่รักของใครบางคน

หรือเพียงได้นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ก็เป็นความสุขแล้ว

ความสุขของคนแต่ละคน

ไม่มีวันเหมือนกัน

ฉันมีแบบหนึ่ง

เธอมีแบบหนึ่ง

แต่ความสุขของฉัน

คือการมีเธอนั่งข้างๆ

ทำสิ่งที่เธอชอบ

ฉันก็ทำสิ่งที่ฉันชอบ

เราต่างมีกันและกัน

ในวันที่ความสุขของเราไม่เหมือนกัน

แต่เรามีกันและกัน

แค่นี้เอง

…………

ข้อเขียนนี้รำพึงรำพันไว้เมื่อต้นปีก่อน

เช้าวันหยุดวันนี้มานั่งไล่อ่านในเพจที่เคยเขียนทิ้งไว้ ก็คิดถึงความรู้สึกตอนที่เขียนคราวนั้น

น่าจะเป็นวันที่อากาศเย็นลง บรรยากาศเป็นใจ อารมณ์สดใส คิดถึงความรัก ชีวิตที่เป็นอยู่

การมีคนรู้ใจนั่งทำอะไรเล็กๆน้อยๆเป็นเพื่อนกัน ในห้องเดียวกัน อาจจะอยู่คนละมุม บางทีแทบไม่ได้พูดกันเลย เพราะต่างคนต่างทำอะไรที่ตัวเองชอบ อยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเองคนละใบ

แต่ในห้องนั่งเล่นที่เรานั่งอยู่ด้วยกันในวันหยุดนั้น เป็นโลกของเราที่มีร่วมกัน

ในชีวิตจริงอาจมีทั้งทุกข์และสุขผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ฉันไม่เคยลืมโลกใบเล็กที่เรามีร่วมกัน

ความสุขเล็กๆในวันหยุดของฉัน

ก็มีเท่านี้จริงๆ

แก้วเจ้าจอม

10 ธันวาคม 2561

เมื่ออยู่ในความเงียบ ฉันมีความรักเป็นเพื่อน

#เมื่ออยู่ในความเงียบฉันมีความรักเป็นเพื่อน

ฉันชอบบรรยากาศแห่งความเงียบสงบ มีเพียงความคิดดังอยู่ข้างใน ฉันมีความสุขกับการอยู่คนเดียวได้ทั้งวัน ใช้เวลาแห่งความเงียบเรียนรู้อารมณ์ความคิดและความปรารถนาในชีวิต เพื่อทำความเข้าใจตนเองและผู้คนรอบข้าง

ภาพกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่หน้าร้านอาหาร ที่มีแต่โต๊ะที่ว่างเปล่า ไร้ผู้คน บรรยากาศดูเงียบสงบและสวยงาม

ภาพนี้จึงทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาแห่งความเงียบ มิใช่ความเหงา เป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในใจบ่อยๆ ยามที่ต้องใช้ความคิด เรียนรู้ให้ลึกซึ้งลงไปในจิตใจตนเอง

ภาพนี้เป็นภาพที่ฉันถ่ายไว้หลายปีมาแล้ว เป็นการเดินทางพาลูกท่องเที่ยวเขาใหญ่ทริปหนึ่ง ฉันเลือกไปเที่ยววันธรรมดา รีสอร์ตที่จองไป เป็นรีสอร์ตเชิงเขาใหญ่ที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ฉันเห็นมีครอบครัวฉันครอบครัวเดียวที่เข้าพัก รู้สึกว่าเป็นบรรยากาศแปลกประหลาดที่เราได้เป็นเจ้าของสถานที่แต่เพียงผู้เดียว

ฉันชอบภาพถ่ายภาพนี้ ชอบเปิดขึ้นมาดูบ่อยๆ ฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกงดงามและมีเรื่องราวในภาพถ่าย ดูเหมือนจะเงียบ ไร้ผู้คน แต่ไม่รู้สึกเหงา ฉันชอบองค์ประกอบภาพที่งดงาม และความมีเรื่องราวความหลังที่ให้ระลึกถึงเวลาแห่งความสุขช่วงนั้น

ณ เวลานั้น ฉันจะนึกถึงภาพเจ้าลูกชายตัวน้อยวิ่งเล่นอย่างอิสระในพื้นที่อันกว้างใหญ่ของรีสอร์ต ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี อากาศสดชื่นแจ่มใส

ฉันนึกถึงภาพสามีกำลังหัดให้ลูกชายตัวน้อยเล่นกอล์ฟในสนามจำลองที่มีเพียงครอบครัวเราเป็นแขกรับเชิญ

เมื่อลูกชายลูกสาววิ่งเล่นจนเหนื่อย พวกเราก็พากันเดินไปที่ร้านอาหารในรีสอร์ต ในร้านเงียบเหงาไร้ผู้คน ไม่มีลูกค้าเลย พวกเราต้องรอสักพัก จึงมีเจ้าหน้าที่รีสอร์ตออกมารับรอง

ฉันจึงเดินออกมาตรงบริเวณโต๊ะด้านนอก มีต้นไม้ใหญ่ใบร่วงโรยเหลือแต่กิ่งก้านสาขา ทรงสวยงาม ไม่มีใครอยู่เลย จึงถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก

เมื่อเห็นภาพนี้ ฉันจะนึกถึงความเงียบในชีวิต ที่กระทบความรู้สึก จนทำให้ฉันเขียนบันทึกออกมาเป็นข้อเขียนบทหนึ่งว่า …

“เรานั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ

คิดคำนึงถึงเรื่องราวในชีวิต

คิดถึงอดีตที่ผ่านมา

คิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

หรือคิดถึงวันพรุ่งนี้และเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึง

บางทีความเงียบทำให้เราตั้งสติ

และมองตัวตนลึกลึกข้างในตัวเอง

เราอยู่ในจุดที่พอใจกับชีวิตหรือยัง

หรือยังต้องดิ้นรนต่อสู้

เพื่อให้ความหวังกลายเป็นจริง

ความเงียบบางทีทำให้เราจมดิ่ง

ลงไปในหุบเหวลึกของความทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ตราบจนมีเสียงไพเราะของบทเพลงแห่งความฝัน

ที่มาปลุกให้เราตื่นขึ้นจากภวังค์

ความเงียบบางครั้งก็ยังเป็นความเงียบ

ไม่มีเสียงใดๆออกมาจากใจ

ไม่มีความคิดโลดแล่น

ได้แต่นิ่งงันอยู่ในความเงียบ

และงงงันไปกับตนเอง

ความเงียบบางทีก็สวยงาม

ความเงียบบางคราก็ทำให้เราร้าวราน

หรือในบางเวลา ความเงียบเป็นช่วงเวลาหนึ่ง

ที่เราหยุดพักทุกสิ่ง

เพื่อปลุกพลังจากส่วนลึกในใจ

เพื่อผลักเราให้มีแรงก้าวไปข้างหน้า

ความเงียบของเธอเป็นอย่างไร

ความเงียบของฉันนั้นไซร้

มีเรื่องราวของเธออยู่ข้างในเสมอ

ไม่ว่าในวันที่สุขใจ หรือในวันที่ร้าวราน

. . .

เป็นความเรียงที่ฉันเขียนไว้นานแล้ว และนึกถึงความเงียบในวันที่เขียนมันได้ดี เป็นวันที่รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตวันหนึ่ง และกำลังเยียวยาจิตใจตนเองด้วยการเขียน พยายามกลั่นความรู้สึกลึกๆในใจตนเองออกมา มองไปในเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาเพื่อทำความเข้าใจ และยอมรับมัน สุดท้ายก็เหมือนทุกครั้งทุกครา ที่ฉันใช้ ‘ความรัก’ เยียวยาทุกสิ่ง

เมื่อฉันเขียนจบและอ่านทวนอีกครั้ง ฉันรับรู้ได้ว่าในความเงียบของฉัน ไม่มีความเหงาเป็นเพื่อน เพราะฉันมี “ความรัก” อยู่ข้างๆกันเสมอแม้ในวันที่นั่งนิ่งกับความเงียบ

ท่ามกลางความเงียบ ในทุกความคิดและการตัดสินใจกระทำการใดๆในชีวิต จะมี “ความรัก” เป็นแกนกลางในทุกสิ่งที่เลือกและตกผลึกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ดังนั้นในวันเวลาแต่ละวันของผู้คน การได้อยู่กับตัวเอง ใช้ความคิดเงียบๆ ก็เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ตนเอง เพื่อค้นหาความคิดลึกๆในใจ ตัดสินใจสิ่งใดๆ และเท่าทันความปรารถนาในใจ

การได้รู้จักตนเอง เพื่อจะยอมรับให้ได้ว่าในทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย ว่าสุดท้ายแล้วมันก็จะผ่านไป กลายเป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่งในความทรงจำให้เราระลึกถึงในวันเงียบๆ วันหนึ่งในวันข้างหน้า

วันเงียบๆ วันนี้ก็เหมือนทุกวันที่ผ่านมา ความเงียบสอนให้ฉันเรียนรู้ความหมายและบทเรียนชีวิตเพิ่มขึ้นอีกบทหนึ่ง

ในวันที่ท้องฟ้าภายนอกหม่นมัว ท้องฟ้าในใจฉันกลับสดใส ฉันกลั่นกรองความคิดร้อยเรียงออกมาเป็นตัวอักษร อาจเป็นถ้อยคำที่ไร้ค่าสำหรับบางคน แต่สำหรับฉัน การเรียนรู้ใจตนเองในช่วงเวลาเงียบงันนี้ เป็นการส่องกระจกจิตใจตนเองให้ชัดเจนขึ้น

วันนี้จึงเป็นเพียงอีกวันที่ผ่านไป ฉันเติมเต็มหัวใจด้วยความคิด ความเข้าใจชีวิตและเข้มแข็งมากขึ้น พร้อมจะเดินต่อไปในวันพรุ่งนี้ โดยมีเธอ “ความรัก” เป็นเพื่อนร่วมทาง

แก้วเจ้าจอม

2 กุมภาพันธ์ 2562

บันทึกการอ่าน ‘ปัญญาอดีต โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา’

#บันทึกการอ่าน #ปัญญาอดีต #ภิญโญไตรสุริยธรรมา

Past “ปัญญาอดีต” เขียนโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ openbooks

…..

หนังสือเล่มนี้ซื้อมาตั้งแต่ต้นปี เพิ่งจะได้หยิบมาอ่านอย่างจริงจัง หลังจากได้ดูคลิปบรรยายของผู้เขียนในการสัมมนาที่เพจประชาชาติธุรกิจนำมาเผยแพร่

ฟังเรื่องราวที่คุณภิญโญพูดและจำได้ว่าเป็นเนื้อหาในหนังสือที่คุณภิญโญเขียนไว้

วันหยุดยาวรอบนี้จึงได้หยิบมาอ่านรวดเดียวจบ อ่านจบพลันรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาในใจว่า เป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านมาก จึงอยากบันทึกบางตอนในหนังสือที่ประทับใจเก็บไว้ในเพจค่ะ

ตัวหนังสือในเล่มถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลสำคัญๆในอดีต ที่เป็นนักปฏิวัติแห่งยุคสมัย ทั้งในโลกตะวันออก รวมถึงไทย และโลกตะวันตก ที่ผลแห่งความเป็นคนกล้าหาญ มองการณ์ไกล ไม่ยอมแพ้ และสร้างความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย จนสังคมสามารถเดินต่อมาจนปัจจุบัน

ในบทบันทึกการอ่านของฉัน จะบันทึกเฉพาะ ‘เรื่องราวระหว่างบรรทัด’ ที่ฉันประทับใจ เกี่ยวกับบุคคลในอดีตที่มีคุณูปการต่อโลกอนาคตในปัจจุบัน

.

โลกตะวันออก มีบุคคลสำคัญหลายท่านที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในหนังสือ นอกจากพระเจ้าตากของไทย ยังมี ขงเบ้ง โลซก จากสามก๊ก ปราชญ์จีนอย่าง ขงจื้อ เหล่าจื่อ ปราชญ์อินเดียอย่าง สาทิศ กุมาร ที่แนวคิดสำคัญๆของปราชญ์เหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้นำการปฏิวัติมากมาย

โพสต์นี้จะพูดถึงบุคคลสำคัญของไทยก่อนค่ะ

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

“ ในวัย 33 ปี ชายคนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีทรัพยากรและอำนาจมากมาย ไม่ได้มีเครือข่ายอำนาจเก่า แต่กล้าประกาศตนเป็นกษัตริย์ แม้จะรู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค สงครามและอันตราย แต่เขาหาได้ประหวั่นพรั่นพรึงไม่ ในจิตใจเขาต้องเปี่ยมด้วยคุณสมบัติสำคัญ อันเป็นที่ต้องการของยุคสมัย นั่นคือ ความกล้าหาญ (courage)

และเขาได้ใช้คุณสมบัตินี้ประกอบกับภาวะผู้นำที่ยิ่งใหญ่ (leadership) สร้างตำนานบทใหม่ ส่งผลให้พวกเรามีปัจจุบัน (present) ซึ่งเป็นอนาคต (future) อันไกลเกินกว่าผู้คนในรุ่นของเขาจะจินตนาการถึง ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีต (past)

น่าเสียดายที่เรากำลังค่อยๆ ทำคุณสมบัติข้อนั้นหายไปจากความสะดวกสบาย ความปลอดภัยในชีวิต อย่าว่าแต่คิดเสี่ยงภัย แม้เพียงเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบากอันหาใช่เรื่องยิ่งใหญ่ เราจำนวนไม่น้อย กลับละทิ้งความมุ่งมาดปรารถนา (passion) ของเราไป และยอมกลับไปใช้ชีวิตในพื้นที่สะดวกสบาย (comfort zone) โดยหารู้ไม่ว่าภัยคุกคามต่างๆ กำลังคืบหน้ามาเฉกเช่นเดียวกับอยุธยา ที่กำลังถูกทัพพม่าโอบล้อมจากทุกด้าน

การมองการณ์ไกล เป็นคุณสมบัติสำคัญของนักปฏิวัติผู้นำพาประเทศไปสู่อนาคต

คุณภิญโญเล่าถึงคุณสมบัติข้อนี้ของพระเจ้าตากให้เห็นอย่างเด่นชัด ถึงแนวคิดนอกกรอบในการฝ่าวงล้อมพม่าที่ล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ในขณะนั้น ในการตีฝ่ากองทัพพม่า และเลือกเมืองจันทบูร เป็นเป้าหมาย

“ ความเป็นไปได้เกิดจากการมองหาพื้นที่ใหม่นอกกรอบความคิดเดิม นอกกฎเกณฑ์เก่า เมื่อละทิ้งกรอบเก่า เราจะเห็นขอบฟ้าใหม่ที่กว้างไกล เห็นจักรวาลใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

และนี่คือจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ (creativity) การสร้างนวัตกรรมใหม่ (innovation) และอาจจะไปไกลจนถึงการสร้างบทใหม่ ในหน้าประวัติศาสตร์ของชาติและมนุษยชาติ “

นอกจากนี้ ในหนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงบุคคลสำคัญในอดีตที่มีผลต่อการปฏิวัติเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การศึกษาตัวอย่างเช่น

โธมัส แมลธัส (Thomas Malthus) ผู้เขียน “ความเรียงว่าด้วยประชากร (An Essay on the Principal of Population) ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสถานการณ์เศรษฐกิจของชนชั้นล่าง และชี้ว่าถ้าไม่มีการควบคุม ประชากรจะเพิ่มขึ้นเกินกว่าปริมาณอาหารที่ผลิตได้

อดัม สมิธ นักปราชญ์ผู้ตีพิมพ์แนวคิดของเขาในหนังสือ The Theory of Moral Sentiments หรือทฤษฎีว่าด้วยแนวคิดทางศีลธรรม อธิบายศีลธรรมจากแง่มุมทางจิตวิทยาสังคมของมนุษย์

รวมทั้งหนังสืออีกเล่มในตำนานของโลกที่ชื่อว่า The Wealth of Nations

มีรายละเอียดอีกมากมายในหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจเล่มนี้ที่คิดว่าควรค่าแก่การอ่าน เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา และสร้างการฉุกคิดถึงสิ่งใหม่ๆ โดยเรียนรู้จากอดีต

ขอจบโพสต์นี้ด้วยข้อความตอนหนึ่งในหนังสือ

“การเปลี่ยนแปลงที่ก้าวล้ำทุกยุคทุกสมัย จึงเริ่มต้นด้วยแนวคิดใหม่ ก่อนที่ใครบางคนจะเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ยังให้เกิดผลเป็นลูกโซ่ ดังคลื่นที่หายไปจากฝั่งช้าๆ ก่อนสึนามิใหญ่จะถาโถมเข้ามา สิ่งเก่าจะจมลงตรงเบื้องหน้า สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาจะปรากฎ

และไม่น่าเชื่อว่า เมื่อสิ่งใหม่ปรากฎ

มันจะเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย

ประหนึ่งการคลี่คลายของยุคสมัย “

ลมพัดผ่านดาว – เพลงสายลมหน้าต่างสายลม (ว.วินิจฉัยกุล)

#การเขียนรีวิวหนังสือ

#ลมพัดผ่านดาว

#เพลงสายลมหน้าต่างสายลม โดย ว.วินิจฉัยกุล

เรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของหญิงสาวกับชายหนุ่มสองคน ดารชา หญิงสาววัยทำงานที่มีความมั่นคงในชีวิต มีงานประจำเป็นหลักแหล่ง มีบ้าน มีครอบครัว ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบกลับมาหลงรักวายุ ชายหนุ่มที่อ่อนวัยกว่าดารชาถึงเจ็ดปี

ทรงวัชร์ ชายหนุ่มอีกคน เป็นชายหนุ่มสมบูรณ์แบบในอุดมคติ ทั้งบุคลิกหน้าตา ฐานะทางสังคม หน้าที่การงาน เป็นชายหนุ่มที่ดารชาแอบหลงรักมาตลอดตั้งแต่วัยสาว

แต่เมื่อดารชามาพบกับวายุ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่แตกต่างจากแบบแผนทั่วไปในสังคม วายุเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ใช้ชีวิตอิสระ ไม่วางแผนอนาคต ใช้ชีวิตไปวันๆ ทำงานเป็นจ๊อบๆ ใช้ชีวิตล่องลอยผ่านไปแต่ละวัน เป็นหนุ่มติสท์ในฝันของสาวๆ

และเพราะวายุมีเสน่ห์ในความต่างนี้เองที่ทำให้ชีวิตอันราบเรียบของดารชา มีสีสัน เขาสอนให้เธอรู้จักความรัก อารมณ์ปรารถนา แต่ความสัมพันธ์กับชายหนุ่มที่มีความต่างกันอย่างสุดขั้วนี้ เป็นอุปสรรคในการครองคู่ในชีวิตจริง เพราะครอบครัวและคนรอบข้างต่างคัดค้านความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่

ฉันประทับใจเรื่องราวความรักในนวนิยายเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นชีวิตและความรักที่เกิดขึ้นได้จริงๆในสังคมปัจจุบัน และเรื่องราวก็ท้าทายผู้อ่านให้เลือกตอนจบเอง เพราะความพิเศษของนวนิยายเรื่องนี้อยู่ที่ผู้เขียน เขียนตอนจบออกมาสองแบบ ในเล่มต่อมา โดยแบ่งออกเป็นสองตอน ให้ดารชาตัดสินใจลงเอยแต่งงานกับตัวละครชายสองคนในเล่มต่อที่ชื่อว่า “ เพลงสายลม – หน้าต่างสายลม”

ใน “เพลงสายลม” ดารชาตัดสินใจเลือกชีวิตที่มั่นคงตามแบบคตินิยม คือแต่งงานกับทรงวัชร์ ส่วนใน “หน้าต่างสายลม” คือชีวิตต่อมาเมื่อดารชาเลือกความรักความปรารถนามากกว่าความมั่นคงในชีวิต โดยแต่งงานกับ ‘วายุ’ ซึ่งทั้งสองตอนผู้เขียนเปิดกว้างให้ผู้อ่านเลือกตอนจบที่ชอบตามแต่ทัศนคติของตนเอง

เมื่อตอนที่ฉันได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้ ฉันแต่งงานแล้ว สามีฉันในชีวิตจริงก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉันเลือกแต่งงานเพราะความรักมากกว่าความมั่นคงในชีวิต สามีฉันไม่สมบูรณ์แบบในเรื่องหน้าที่การงาน แต่ในเรื่องความรัก ฉันเชื่อมั่นเต็มที่ และฉันเชื่อว่าความมั่นคงในชีวิตเป็นสิ่งที่มาร่วมกันสร้างได้หลังแต่งงาน

เมื่อมาอ่านเรื่องนี้ เลยรู้สึกเหมือนได้อ่านเรื่องของตัวเอง ถึงแม้จะไม่เหมือนซะทีเดียว แต่ฉันก็เข้าใจดารชาและวายุ ฉันจึงอ่านไปจินตนาการไปว่าตนเองเป็นดารชา และหลงรัก วายุ เข้าจริงๆ

‘ลมพัดผ่านดาว’ เขียนโดย ว. วินิจฉัยกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พศ. 2547 เป็นนวนิยายที่แสดงชีวิตของคนหนุ่มสาว ในช่วงปี 2550 ที่มีค่านิยมการดำเนินชีวิต ผิดแผกแตกต่างไปจากคนรุ่นพ่อแม่ ไม่ว่าเป็นเรื่องงาน ความรักและการเลือกคู่

นวนิยายเรื่องนี้มีความพิเศษกว่านวนิยายเรื่องอื่นๆของ ว.วินิจฉัยกุล ตรงที่มีตอนจบให้เลือกสองแบบ แบบแรกเป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่วางโครงเรื่องไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนแบบที่สอง จุดประกายขึ้นมาในสมองเมื่อเขียนมาใกล้จะถึงตอนจบ เมื่อผู้เขียนได้สนทนาพาทีกับเพื่อนเก่าที่เป็นนักอ่านท่านหนึ่ง ทำให้สามาถแยกตอนจบออกไปอีกแบบได้โดยไม่ต้องมารื้อเนื้อเรื่องและรายละเอียดเดิม โดยตอนจบแบบที่สอง ได้นำมาเรียบเรียงไว้เป็นภาคพิเศษท้ายเล่ม ซึ่งผู้เขียนถือว่าเป็น ‘นวัตกรรม’ ในประสบการณ์การเขียน และอาจทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ถึงแม้นวนิยายเรื่องนี้มีตอนจบให้เลือกสองแบบ แต่เพราะในตัวเรื่อง “ลมพัดผ่านดาว” เล่มแรกนี้ ผู้เขียนเน้นและให้น้ำหนักไปกับเรื่องราวความรักของดารชาและวายุมากกว่าทรงวัชร์ จึงทำให้ฉันและผู้อ่านส่วนใหญ่น่าจะหลงรัก ‘วายุ’ กันมากกว่า

ชายหนุ่มรุ่นน้อง อย่างวายุ ที่มีอารมณ์ศิลปิน อ่อนไหว เอาใจผู้หญิงเก่ง และบริหารเสน่ห์ในความสัมพันธ์ตลอดเวลา น่าจะมีแรงดึงดูดทางเพศมากกว่าชายหนุ่มอีกคนอย่างทรงวัชร์ ที่อยู่ในแบบแผน เข้าตามตรอกออกตามประตู เป็นชายหนุ่มธรรมดาๆ ที่พบได้ทั่วไป

ฉันอยากยกตัวอย่างจากฉากหนึ่งที่ประทับใจในนวนิยายเรื่องนี้มาให้ทดลองอ่าน

….

” เส้นทางของสายลม ชื่นชมในเสรี

พัดไปในวันนี้ และวันหน้า

ผ่านทะเลอันกว้างไกล ผ่านพงไพรสุดสายตา

ผ่านไปใต้ท้องฟ้า อย่างชื่นบาน”

ดารชาเบือนหน้าไปอีกทาง ไม่อยากให้วายุเห็น หล่อนปิดเปลือกตาแน่นสนิท ลำคอตีบตัน แปลบร้าวลึกถึงใจ

“หากจะกักสายลม เพื่อชมให้ชื่นใจ

สายลมอยู่เคียงใกล้ เวลานาน

ก็จับด้วยความรัก กับดักคือความหวาน

ใต้สายลมเนิ่นนาน ชั่วกาลนิรันดร์”

นอกหน้าต่าง ฝนซาลง แต่ยังตกพรำอยู่เบาบาง วายุเอี้ยวตัวไปแหวกม่านออก พอมองเห็นภายนอก

“ฝนเกือบหายแล้ว ผมกลับก่อนนะ”

โดยไม่รู้ตัว ดารชาเอื้อมมือไปรั้งแขนเขาไว้

“อย่าเพิ่งกลับเลยค่ะ” เสียงหล่อนเครือจนตัวเองรู้สึก “นอกจากว่า..วายุต้องรีบไปทำงาน”

เขามองหล่อน…นิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะยักไหล่ หัวเราะกร่อยๆ

“เรื่องงาน…ไม่มีหรอก ผมยกเลิกงานไปสองจ๊อบ”

“อ้าว! ทำไมล่ะคะ?”

“ไม่ชอบ เบื่องานซ้ำซาก”

คำตอบนี้ไม่ใช่ของแปลกสำหรับหญิงสาว วายุมีคำตอบแบบนี้ให้หล่อนมาหลายครั้ง

“หาใหม่ได้แล้วหรือยังคะ?”

“กว่าจะได้งานใหม่ ก็เดือนหน้ามั้ง” เขาตอบสั้นๆ ไม่สนใจเรื่องที่พูดอยู่

เมื่อเป็นแบบนี้ ดารชาก็รู้ตัวว่าไม่ควรถามอีกต่อไป หล่อนระบายลมหายใจยาวอย่างไม่รู้ตัว

วายุก็อุตส่าห์สังเกตเห็น เขาขยี้ผมหล่อนเบาๆ เสียงหัวเราะแจ่มใสกลับคืนมาอีกครั้ง

“ผมไม่อดตายหรอกน่า ไม่ต้องแอบแช่งในใจก็ได้”

หญิงสาวฝืนยิ้ม วายุยังหัวเราะออก แต่หล่อนหัวเราะไม่ออก ทั้งที่รู้ว่ายังไงเขาก็ต้องเอาตัวรอดจนได้ ไม่เคยสักครั้งที่อับจนหนทาง

“รู้เท่าด้วยนะ ว่าแช่ง” หล่อนทำเสียงเป็นเชิงเย้า ทั้งที่ใจก็ฝืดฝืนจนรู้ตัวว่าเสียงหล่อนคงแห้งแล้งเต็มที

“ถ้าคุณหนูดาวอยู่อย่างผมก็คงไม่รอด แต่คนอย่างผมไม่อดตายหรอก อย่างมากก็อดมื้อสองมื้อ ยังไงก็ดิ้นไปจนได้ ชีวิตเรามันไม่เหมือนกันนี่”

จริงของเขาอีกนั่นแหละ วายุชินกับชีวิตตามแบบของเขา ส่วนหล่อนก็ชินกับชีวิตตามแบบของหล่อน ดารชาถอนใจเบาๆอย่างไม่ทันจะรู้ตัว

ปลายนิ้ววายุเอื้อมมาสัมผัสหน้าผากกลมมนของหญิงสาว คลึงให้แผ่วเบาระหว่างคิ้ว

“ขมวดคิ้วทำไม กล้ามเนื้อทำงานหนักนะ เดี๋ยวแก่เร็ว”

กระแสบางเบาแต่ลึกซึ้งส่งผ่านสัมผัสปลายนิ้ว ก่อให้ซาบซ่านให้หล่อนได้อย่างไรเมื่อก่อนนี้ เดี๋ยวนี้ก็ยังเหมือนเดิม วายุมีวิธีแสดงออกหลายทางให้รู้ว่าหล่อนมีความหมายกับเขามากแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องออกเป็นคำพูด

หล่อนเผลอไผลพูดคำเชยๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะพูด

“วายุ รักดาวมากไหม”

หล่อนได้ยินเสียงหัวเราะขันๆ ในลำคอ

“มาก เคยรักผู้หญิงมาหลายคนแล้ว มากทุกคน”

ดารชาตื่นจากความฝันท้นที กระเถิบห่างจากอีกฝ่าย

“ทำไมพูดยังงี้ล่ะ” หล่อนไม่อยากน้อยใจ แต่ก็อดไม่ได้ “ดาวก็เป็นผู้หญิงหนึ่งในหลายๆคนที่วายุรักเท่านั้นหรือ”

ชายหนุ่มหัวเราะเสียงก้อง เลื่อนตัวออกห่างจากหล่อนเช่นกัน กางแขนทั้งสองพาดพนัก แหงนคอขึ้น มองโคมแก้วบนผนังอย่างไม่รู้ไม่ชี้

“ผู้หญิงก็เป็นงี้แหละ พูดความจริงก็ทนฟังไม่ได้ ชอบให้โกหกซ้ำซากว่า..ไม่เคยรักใคร มีคุณคนเดียว หรือไม่ก็เคย..เคยรัก แต่ไม่เคยรักใครเท่าคุณ ฟังคำพูดโหลๆทีไรไม่เคยเบื่อ งั้นเดี๋ยวผมพูดให้ฟังก็ได้ บอกมาละกันว่าเอาแบบไหน”

ดารชากัดริมฝีปาก หักห้ามความน้อยใจเอาไว้ลึกๆ บอกตัวเองว่า..อันที่จริงเขาก็พูดถูก

“ดาวขอโทษ ไม่ควรถามบ้าๆออกไปยังงั้น แต่ผู้หญิงก็เป็นยังงี้แหละ อยากได้ยินว่าเราเป็นคนเดียวที่เขารัก แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็เถอะ”

“มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนี่” เขากลับสำทับมา ราวกับไม่นึกถึงใจหล่อนแม้แต่น้อย “ทีคุณเอง ยังมีใครอีกคนที่คุณรักยิ่งกว่าผม ผมไม่สนข้อนี้ คุณให้ผมได้แค่ไหน ผมก็เอาแค่นั้น คนอย่างผมให้อะไรคุณไม่ได้มาก ผมจะไปหวังอะไรจากคุณมาก”

ดารชารู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายสะบัดหลังมือตบหน้าหล่อนเต็มแรง จนชาไปหมด นึกคำพูดไม่ออก บอกไม่ถูกอยู่อึดใจใหญ่

หล่อนอยากจะร้องไห้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง น้ำตาก็ได้แต่ไหลรินอยู่ในใจ หล่อนเดินเลยจุดนั้นมาแล้ว เข็ดขยาดกับความเจ็บปวดรวดร้าว จนไม่ขอยอมกลับไปเป็นดารชาที่อ่อนแอเอาแต่อารมณ์อีกครั้ง

…………………

ฉันชอบท่อนนี้มาก เพราะแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ดีมาก เป็นอารมณ์อ่อนไหวของดารชาที่รักในตัววายุ แต่ก็รู้สึกไม่มั่นคงและมองไม่เห็นอนาคตร่วมกัน

หากเราเป็นดารชาเราจะเลือกทางออกแบบไหน

นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดตาม คิดต่อ และตัดสินใจเลือกเอาเอง

นวนิยายของ ว.วินิจฉัยกุล มักจะเป็นเรื่องราวสะท้อนสังคม และสอดแทรกคติการดำเนินชีวิตดีๆ ให้ผู้อ่านในทุกเรื่องที่เขียน

ใน ‘ลมพัดผ่านดาว’ นี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงทัศนคติในการเลือกคู่ครองของหญิงสาวยุคใหม่ ที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่เพราะพื้นฐานของครอบครัวแต่ละคนต่างกัน ทัศนคติเรื่องนี้จึงมีหลากหลายความเห็น

ทางเลือกสองทาง ที่ผู้เขียนเขียนไว้ ให้ผู้อ่านเลือกในเล่มต่อของนวนิยายเรื่องนี้ ถ้าแบบฝันเพ้อโรแมนติก สาวๆส่วนใหญ่ก็เลือกวายุ ทั้งๆที่ในชีวิตจริงของคนเรามีปัจจัยมากมาย และตัวเลือกแบบวายุไม่น่าจะทำให้ชีวิตคู่สมบูรณ์แบบและมีความสุขได้ แต่เพราะเงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่อาจตัดสินได้ว่าเลือกแบบไหนถูกแบบไหนผิด

เพราะในชีวิตจริงๆ การแต่งงานจะมองว่าเป็นเรื่องของคนสองคนก็ได้ ถ้าเราไม่แคร์สังคมรอบข้าง ขอเพียงครอบครัวเข้าใจก็เพียงพอแล้ว ยิ่งยุคนี้ จะอยู่ก่อนแต่ง หรือไม่แต่งงานเลย อยู่เป็นเพื่อนกันไปจนแก่เฒ่าก็มีให้เห็นมากมาย

สำหรับคนที่ชอบอ่านนวนิยาย และยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ ก็อยากชวนให้ลองหามาอ่านและคิดตามว่าชีวิตแบบไหนที่เป็นไปได้และเหมาะสมที่สุดในชีวิตจริงของเรา

สำหรับฉันที่มั่นใจในความเป็นคนบูชาความรักของตนเอง ย่อมเลือกตอนจบแบบให้วายุเป็นพระเอกอย่างแน่นอน

เล่มแรก ‘ลมพัดผ่านดาว’

เล่มสอง ‘ทางสายลม-หน้าต่างสายลม’

ผู้เขียน : ว.วินิจฉัยกุล

สำนักพิมพ์ทรีบีส์

ฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม กุมภาพันธ์ ปี 2553

แก้วเจ้าจอม

2 กุมภาพันธ์ 2562

ระหว่างทางรัก

#เขียนพรรณนา

#ระหว่างทางรัก

•••

ระหว่างทางแห่งรัก

ในยามพายุอารมณ์โหมกระหน่ำ

ความโกรธความเกลียดเข้าบดบัง

ความชังเข้าครอบงำจิตใจ

บางทีฉันไม่อาจพูดได้ทุกเรื่อง

มิอาจเอื้อนเอ่ยบางสิ่งที่อยากพูด

ฉันนั้นเพียงรู้สึกได้

แต่กลับพูดไม่ได้

ฉันกลัวเธอจะเสียใจหม่นหมอง

จากคำพูดของฉันที่ไม่ตรอง

จึงจำต้องกล้ำกลืน..

เก็บคำพูดร้ายร้ายไว้ในใจ

แล้วบ่มเพาะมันไว้ในใจลึก

ปล่อยให้มันเป็นแผลจนกลัดหนอง

หัวใจฉันร้องไห้น้ำตานอง

ตรอมตรมเพราะรักมากเกินไป

เธอว่าฉันทำถูกหรือไม่

หรือฉันควรพูดออกไปดีกว่าไหม

ความโกรธคั่งค้างในจิตใจ

จะได้ผ่อนคลายแล้วลืมเลือน

หรือเธอว่าฉันควรเก็บมันไว้

เพื่อดวงใจที่ยังรักไม่มีหาย

ปล่อยให้กาลเวลาช่วยละลาย

ยามมันคลายฉันคงค่อย ค่อยบรรเทา

สุดท้ายเพราะกลัวเธอจะทุกข์

ฉันจึงเลือกที่จะเก็บไว้

ซ่อนจนมิดไม่ให้ใครแอบเห็น

ความโกรธเกลียดและอารมณ์ที่เยือกเย็น

ฉันฝังมันไว้ให้ลึกสุดหัวใจ

ก็เพราะฉันเสียดายเวลาแห่งความรัก

คิดถึงกาลเก่าก่อนที่อ่อนไหว

กลัวพายุอารมณ์จะพาไป

เกินกว่าใจจะห้ามทัน

ฉันจึงต้องนั่งลงตรองให้หนัก

ชั่งความรักความชังที่ตรงหน้า

แหงนมองท้องฟ้าดวงดารา

พราวระยิบระยับประดับใจ

หากแสงดาวแห่งรักยังคงอยู่

พร่างพรายสู้ความชังที่ขังไว้

ขอความเข้มแข็งและเข้าใจ

ช่วยพัดไกลความหมองหม่นให้พ้นที

คำพูดเชือดเฉือนใจจะเก็บไว้

เอาคำรักออกมาอยู่ข้างหน้ายิ้มใสใส

ความเจ็บปวดที่บ่มเพาะในจิตใจ

จะฝังไว้ให้ลึกกว่าที่เคย

รักคือรักมากกว่ารัก

ใจไม่อาจเกลียดเธอได้เลยสักหน

แม้นบางคราที่ฉันต้องอดทน

จึงเตือนตนว่ามีรักมากกว่าชัง

ในวันที่ความโกรธเกาะกุมในใจฉัน

จะไม่ลืมท่องคำว่าอภัยให้เสมอ

จะไม่ลืมวันดีดีที่มีเธอ

กว่าจะเจอรักนี้..มิง่ายเลย

ระหว่างทางแห่งรัก

ฉันจะรักษาแผลใจด้วยความหวัง

จะเอาความรักที่ยังมีเป็นพลัง

เก็บความหลังงดงามสร้างทางเดิน

ขอให้ระหว่างทางแห่งรัก

มีแต่ดอกไม้แห่งความหวัง

เมื่อเธอยิ้มไม่ทุกข์..จึงเป็นดั่งพลัง

ขอให้รักของฉันยั่งยืนยง

ยาวนานออกไป..ตราบเท่านาน

แก้วเจ้าจอม

27 กุมภาพันธ์ 2562

กลอนเปล่าบ้าง สัมผัสบ้างไม่สัมผัสบ้าง เขียนมานานหลายปีแล้ว เขียนในวันที่มีอารมณ์โกรธ ไม่เข้าใจ อยากชวนทะเลาะ แต่ข่มใจไว้ ใช้สติมากกว่าอารมณ์ มาระบายลงในการเขียนแทน เหมือนดั่งในภาพประกอบว่าไว้ ทุกคนจะมีเรื่องบางเรื่องที่เก็บไว้ในใจ ไม่พูดออกมา จะดีกว่า และทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่าค่ะ วันนี้มาขัดเกลาใหม่ อ่านไปก็คิดถึงวันนั้น และคิดว่าตนเองตัดสินใจถูกที่ใช้สติมากกว่าอารมณ์ในการดำเนินชีวิต

การบ้านชิ้นนี้ในคอร์สเรียนเขียนยูนิคสไตล์ ยังต้องแก้ไขให้คำกระชับสละสลวยเพิ่มขึ้นอีก แต่ส่วนตัวถือว่าพอใจแล้ว จึงนำมาโพสต์ในเพจเก็บไว้อ่าน

เรื่องราวของนักเขียนบนแผ่นฟิล์ม

#เรื่องราวของนักเขียนบนแผ่นฟิล์ม

เดือนที่ผ่านมาฉันไล่ตามดูหนังฝรั่งหลายเรื่อง เน้นๆเฉพาะหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับนักเขียน

ดูจบไปแล้วสี่เรื่องสี่แบบ มีทั้งสมหวังและผิดหวังในรัก

แปลกแต่จริงที่ทั้งสามเรื่องที่ผิดหวัง เป็นชีวิตจริงๆของนักเขียน ส่วนอีกเรื่องที่สมหวังบังเอิญเป็นเรื่องแต่ง ที่บทประพันธ์ให้ตัวเอกเป็นนักเขียน

••#ชีวิตจริงของนักเขียนนั้นแสนเศร้าเช่นนั้นหรือ••

เรื่องแรกว่าด้วยชีวิตรักของเจน ออสเตน นักเขียนหญิงชาวอังกฤษ ที่เราคุ้นหูชื่อผลงานของเธอจากหนังอีกเรื่องที่ชื่อ Pride And Prejudice

แต่เรื่องที่ฉันได้ดูคือเรื่อง Becoming Jane

ในหนังเล่าเรื่องชีวิตครอบครัวเจนที่เริ่มมีปัญหาค่าใช้จ่ายในครอบครัว จนพ่อแม่เจนอยากให้เธอแต่งงานกับหลานชายในครอบครัวคนรวย แต่เจนผู้บูชาความรัก เธอกลับไปหลงรักชายหนุ่มอีกคน เขาชื่อ เลอฟรอย เป็นหนุ่มเรียนกฎหมาย ที่มีพื้นเพครอบครัวยากจน แต่มีลุงร่ำรวย ได้รับอุปการะเขาไว้

ทั้งคู่พบกัน รักกัน บรรยากาศในภาพยนตร์สวยงาม ยิ่งได้ดารานำอย่าง Anne Hathaway และ James Mcavoy แสดงคู่กัน ยิ่งดูเหมาะสมสวยงาม

แต่อย่างที่เจน ออสเตน เคยพูดถึงค่านิยมของคนอังกฤษในยุคนั้น คือบ้านไหนมีลูกสาว พ่อแม่มักจะต้องถือเรื่องหาคู่ครองให้ลูกเป็นชายหนุ่มร่ำรวย ยิ่งอยู่ในตระกูลสูงก็ยิ่งดี ชายหนุ่มอนาคตไกลก็ย่อมอยากได้ศรีภรรยาที่คู่ควรเหมาะสมเช่นกัน

เมื่อลุงของเลอฟรอยไม่อนุญาตให้หลานชายนักกฎหมายที่มีอนาคตไกลถึงระดับผู้พิพากษา มาแต่งงานกับหญิงสาวอย่างเจน และจัดการให้หลานหมั้นหมายกับหญิงสาวที่ตนเลือกให้

ความรักของทั้งคู่ก็ถึงทางตัน เจนนั้นผิดหวังในตัวเลอฟรอยไปแล้ว

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็มาชวนเธอหนีไปด้วยกัน เธอชั่งใจอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปกับเขา

ระหว่างทางบังเอิญได้รู้ความจริงจากจดหมายของครอบครัวเลอฟรอย ถึงความลำบากและความช่วยเหลือที่เลอฟรอยต้องพึ่งพาจากลุง และแอบมาจุนเจือที่บ้าน ถ้าเขาหนีไปกับเธอ ความช่วยเหลือจากลุงน่าจะถูกตัดขาด และชีวิตของชายที่รักต้องจมดิ่งและพลิกผันจนเจนไม่อาจคาดเดา

เธอจึงเปลี่ยนใจ ด้วยการไม่ทำร้ายชายอันเป็นที่รัก เธอเลือกที่จะกลับมามาบ้าน ตัดสินใจครองตัวเป็นโสด ยังชีพด้วยงานที่รัก คือการเป็นนักเขียน

ความรักของเธอแม้ไม่สมปรารถนาได้ครองคู่ครอบครอง แต่มันยังอยู่ในใจเสมอ

นี่คือการกระทำที่เสียสละตนเพื่อความรัก ไม่ทำลายบุคคลอันเป็นที่รัก ด้วยความรักตนเองที่มากกว่า

ในฉากจบของหนัง เมื่อทั้งคู่กลับมาพบกันในวัยชรา เจนเป็นนักเขียนหญิงมีชื่อเสียง และเลอฟรอยเป็นนักกฎหมายหนุ่มใหญ่ที่มีบุตรสาววัยรุ่น ที่เขาตั้งชื่อให้ว่า ‘เจน’บุตรสาวของเลอฟรอยเป็นแฟนนักอ่านวัยเยาว์ของเจน

ในขณะที่เจนค่อยๆ อ่านบทประพันธ์ตอนหนึ่งของเธอ ความรักของเจนที่มีต่อเลอฟรอย ยังคงอยู่ และถ่ายทอดออกมาในถ้อยคำเหล่านั้น

ความรักนั้นยังคงอยู่ตราบนานจนปัจจุบัน

•••

แต่เมื่อมองมาในภาพยนตร์อีกเรื่องที่เล่าเรื่องความรักของนักเขียนใหญ่ เออร์เนส เฮมิ่งเวย์ สมัยยังเป็นหนุ่มน้อย ต้องเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในสมรภูมิที่ประเทศอิตาลี เขาเกิดบาดเจ็บในสงคราม จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่มีหน่วยกาชาดช่วยเหลือจากอเมริกา จึงได้พบรักกับพยาบาลสาวชาวอเมริกันรุ่นพี่ แอ็กเนส คูรอฟสกี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ชื่อว่า In Love And War ตามเรื่องราวที่ความใกล้ชิด เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความรักครั้งนี้ เฮมิ่งเวย์หลงรักและจริงจังกับเธอ แต่เพราะมีช่วงเวลาที่ต้องห่างกัน เฮมิ่งเวย์เดินทางกลับอเมริกาก่อน ในขณะที่หญิงสาวยังต้องปฏิบัติภารกิจจนกว่าสงครามจะเลิก

ในช่วงที่ห่างกัน มีนายแพทย์หนุ่มใหญ่มาติดพันพยาบาลสาวและขอเธอแต่งงาน เป็นที่มาของจดหมายแจ้งยุติความสัมพันธ์ของเธอกับเฮมิ่งเวย์ แต่ภายหลังเธอก็กลับเลิกรากับนายแพทย์ และเดินทางกลับอเมริกาเพื่อพบเฮมิ่งเวย์ และยืนยันความรู้สึกตนเองว่ารักเฮมิ่งเวย์คนเดียว

แก้วที่ร้าวไปแล้ว ยากที่จะประสานคืนกลับ เฮมิ่งเวย์ปฏิเสธที่จะคืนดี แม้นจะยังรัก แต่ศักดิ์ศรีและความโกรธมีมากเกินกว่าจะอภัย แล้วทั้งคู่ก็จบชีวิตรักไว้เพียงเท่านี้ แม้ต่อมาช่วงชีวิตรักที่มีต่อพยาบาลสาว จะมีอิทธิพลและปรากฎในงานเขียนชิ้นสำคัญๆ ต่อมา เช่น A Farewell To Arms ก็ตาม

ความรักในเรื่องนี้เป็นความรักที่มาถึงในเวลาที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังขาดความเข้าใจโลกและชีวิตเพียงพอ ด้วยเป็นความรักที่เกิดในช่วงเวลาแห่งวัยเยาว์ สถานการณ์ อารมณ์และความปรารถนาจึงมากล้นเกินกว่าความรู้สึกรักที่แท้จริง

เมื่อรากแห่งรักยังไม่หยั่งลึกเพียงพอ มันจึงไม่เติบโต

ในฉากจบที่ดารานำหญิง แซนดร้า บุลล็อก เดินทางมาพบเฮมิ่งเวย์ ที่รับบทโดย คริส โอดอลเนล

เธอเพียงปรารถนามาเพื่อกล่าวคำว่า ‘ฉันรักเธอ’ ให้เขาได้ยินต่อหน้าเท่านั้น เมื่อเขาได้ยินสิ่งแท้จริงที่อยู่ในใจเธอแล้ว เขายังไม่อาจให้อภัยให้เธอได้ เธอก็พร้อมยอมรับผลแห่งมัน ด้วยการเดินจากไปเงียบๆ แล้วเส้นทางชีวิตของคนทั้งคู่ก็ไม่เคยมาบรรจบกันอีกเลย

เป็นความรักที่เป็นได้เพียงความทรงจำช่วงหนึ่งในชีวิตเพียงเท่านั้น

•••

เรื่องราวที่สามแห่งชีวิตรักของนักเขียน ในภาพยนตร์รัก คราวนี้เป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนที่เราคุ้นเคยจากภาพการ์ตูนกระต่ายน้อย ปีเตอร์ แร็บบิท นักเขียนหญิงผู้เป็นทั้งนักเขียนและศิลปินในคนเดียวกัน เบียทริกซ์ พ็อตเตอร์ นักเขียนหญิงชาวอังกฤษ ในภาพยนตร์ชื่อสั้นๆ ง่ายๆว่า ‘Miss Potter ‘

หนังเล่าถึงทัศนคติของมิสพอตเตอร์ที่พยายามไม่เดินตามรอยแนวขนบนิยม ในการดูตัว หาคู่ครองในครอบครัวร่ำรวย เธอปรารถนาเพียงเขียนหนังสือ วาดภาพประกอบ ความสุขจากตัวละครที่เธอสร้าง เติมเต็มให้ชีวิตเธอมากพอแล้ว

เธอตั้งใจจะเลี้ยงชีพด้วยงานเขียน พยายามจะนำผลงานไปขายตามสำนักพิมพ์ แต่ก็ไม่มีใครตอบรับ จนกระทั่งมาพบชายหนุ่มบุตรชายเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ปฏิเสธเธอ

เขามองเห็นความมหัศจรรย์ในเรื่องราวและภาพวาดประกอบอย่างที่เธอมองเห็น เขาจึงรับปากจะสนับสนุนงานของเธอเต็มกำลัง และทำทุกวิถีทางเพื่อให้งานของเธอออกสู่สาธารณะให้ได้ตามฝัน

ทั้งคู่จูงมือกันเพื่อสานฝันของกันและกัน จนสำเร็จ

นี่คือเรื่องราวความรักของคนที่เหมือนกัน เข้าใจในตัวตนซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายความรักครั้งนี้ไปไม่ถึงปลายทาง

มิสพ๊อตเตอร์ และ มิสเตอร์นอร์แมน วอร์น ช่วยเหลือกันในเรื่องงานจนพัฒนาความสัมพันธ์กลายเป็นความรัก และตกลงหมั้นหมายกันในที่สุด

แต่เพราะโชคชะตาผู้คนไม่อาจคาดเดาได้ ยังไม่ทันได้แต่งงาน นอร์แมนก็ล้มป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยโรคลูคีเมีย

หนทางที่วาดฝันร่วมกันพังครืนเพราะความตาย ทำให้มิสพ็อตเตอร์เศร้าโศกเสียใจ ขังตนเองอยู่ในห้อง กระต่ายน้อยที่เธอวาดพลอยไร้สีสันโศกเศร้าไปด้วย

แล้ววันหนึ่งเมื่อเธอเห็นว่าชีวิตต้องเดินต่อไป เธอจึงละทิ้งสถานที่เก่าๆแห่งความทรงจำ ย้ายออกมาอยู่ในชนบท ในที่ดินที่เธอวางแผนซื้อไว้ว่าจะเป็นสถานที่แห่งความสุขที่เธอใช้เป็นที่สรรสร้างงานดีๆ

เธอละทิ้งอดีตที่เจ็บปวดและก้าวต่อไปด้วยการอยู่กับงานที่รัก

•••

จบไปแล้วกับสามเรื่องแรกของนักเขียนจริงๆ ที่มีตัวตนจริงๆ แต่ทั้งสามเรื่องไม่สมหวังในรัก จากเป็นบ้างจากตายบ้าง ตามธรรมดาของโลก

แต่ในเรื่องที่สี่ที่ได้ดูล่าสุด เป็นภาพยนตร์ที่เพิ่งสร้างและออกฉายเมื่อปีที่แล้ว เรื่องราวของนักเขียนในเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้น และจบลงอย่างสวยงาม สมหวัง เพราะเป็นภาพที่ผู้ประพันธ์เขียนขึ้น ไม่ใช่ชีวิตจริง

ชื่อเรื่องแสนแปลกว่า The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society

Guernsey เป็นชื่อเกาะบ้านพระเอกและชมรมอ่านวรรณกรรม เกาะนี้อยู่บริเวณช่องแคบอังกฤษใกล้กับอ่าวนอร์มังดี เป็นเกาะที่ถูกพวกเยอรมันยึดครองระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

ชมรมอ่านวรรณกรรมนี้เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นในวันหนึ่ง ที่พระเอกและเพื่อนบ้าน แอบเอาหมูหนึ่งตัวที่ซ่อนทหารไว้ออกมาย่างกินกัน

ความอดอยากแร้นแค้นเพราะถูกทหารยึดที่ทำกิน ยึดอาหาร ทำให้เวลาแห่งความสุขนี้ต้องหลบซ่อนมิดชิด แต่เมื่อจวนตัวจะถูกจับได้ การอ้างเหตุผลแห่งการมารวมตัวกันเพื่ออ่านวรรณกรรมและกินพายจากเปลือกมันฝรั่ง จึงเป็นข้ออ้างที่แทบจะฟังไม่ขึ้น แต่สุดท้ายพระเอกและเพื่อนบ้านต้องทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาให้ได้เพื่อตบตาทหารที่คอยเฝ้าดู

นางเอกของเรื่องเป็นนักเขียนชาวอังกฤษ ชื่อของเธอพร้อมที่อยู่บังเอิญอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งที่พระเอกค้นเจอจากห้องสมุดในหมู่บ้าน เขาจึงเขียนจดหมายหาเธอเพื่อสอบถามถึงหนังสือเล่มอื่นที่เขาอยากได้มาอ่านในชมรมอ่านวรรณกรรม

นางเอกรู้สึกประทับใจเรื่องราวจนตัดสินใจเดินทางไปพบกับพระเอกและเพื่อนๆที่เกาะ ความตั้งใจแรกคือต้องการไปรับรู้เรื่องราวและนำมาเขียนถ่ายทอด แต่เมื่อเดินทางไปถึง ความตั้งใจแรกต้องยกเลิก ตามติดมาด้วยเรื่องราวที่มาที่ไปและความลับความหลังของบุคคลต่างๆสมาชิกชมรมวรรณกรรมแห่งนี้

และท้ายที่สุดคือ เธอได้รู้จักความรักที่แท้จริง จากชายหนุ่มชาวบ้าน ที่เธอสัมผัสได้ถึงความเข้าใจในตัวตนของเธอ และพูดภาษาเดียวกับเธอ

ความรักของเธอและเขาสมหวัง เพราะเธอตัดสินใจทิ้งชีวิตหรูหราในลอนดอน เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในชนบทบนเกาะที่ห่างไกลกับคนรัก

จบแบบแฮปปี้ชวนฝัน ด้วยฉากชายหนุ่มหญิงสาวนอนเคียงกันอ่านหนังสือเล่มโปรด ตรงลานหน้าบ้าน

เรื่องแต่งนี่แหละจบได้อย่างใจคนอ่าน เพราะเรื่องจริงเราออกแบบเองไม่ได้ การจบอย่างมีความสุข จึงเป็นการสนองความฝันที่นักเขียนแนวสุขนิยมส่วนใหญ่เลือกใช้เพื่อผลงานที่เติมเต็มหัวใจผู้คน

ชีวิตรักนักเขียน ดูแล้วไม่ต่างจากชีวิตจริงของอาชีพอื่น เป็นเรื่องราวที่มีทั้งสุขและทุกข์ แต่บังเอิญว่าชีวิตที่สมหวังมักไม่ถูกหยิบยกมาสร้างเป็นภาพยนตร์เท่านั้น เมื่อดูจบ จึงเพียงกล่าวตบท้ายเรื่องราวว่า ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัว

ชีวิตรักของคนเราจริงๆ เลือกได้ สำคัญว่าจะเลือกให้จบอย่างไร แบบเศร้าเคล้าน้ำตา หรือจบแบบอิ่มเอมด้วยรอยยิ้ม เพราะชีวิตเป็นของเรา

แก้วเจ้าจอม

24 กุมภาพันธ์ 2562

การบ้านคอร์สยูนีคสไตล์

การเขียนเชิงอธิบาย

ติดตามดูภาพยนตร์เท่าทีมีเขียนไว้ในบล็อกของฉันค่ะ

❤️Becoming Jane

❤️Miss Potter

❤️In Love And War

❤️The Guernsey Literary And Potato Peel Pie Society

การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก (ฮารูกิ มูราคามิ)

#การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก

#SouthOfTheBorderWestOfTheSun

เขียนโดย #HarukiMurakami แปลโดย โตมร ศุขปรีชา

ฉันเพิ่งมาเริ่มอ่านงานเขียนของฮารูกิ มูราคามิ เล่มนี้เป็นเล่มที่สอง

หลังจากอ่านนวนิยายเรื่อง Norwegian Wood จบลง

ชอบเล่มนี้มากกว่า รู้สึกว่าอ่านง่ายกว่า

เล่มนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ความรู้สึก และความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก คือ ฮาจิเมะ ชายหนุ่มลูกคนเดียว กับเพื่อนสาวในวัยเด็ก ชิมาโมโตะ หญิงสาวที่เป็นลูกคนเดียวเช่นเดียวกับเขา และเป็นรักแรกในใจของฮาจิเมะ

ชิมาโมโตะเป็นเด็กสาวที่เป็นเพื่อนสนิทของฮาจิเมะ และเป็นคนที่มีบุคลิกเป็นเอกลักษณ์ ตามที่มูราคามิบรรยายเธอไว้ว่า

“ ชิมาโมโตะจงใจห่อหุ้มตัวเองอยู่ในเปลือกป้องกันตัว ที่ไม่เหมือนผมก็คือ เธอพยายามตั้งใจเรียนวิชาที่เธอเกลียดและได้คะแนนดีเสียด้วย ถ้าอาหารกลางวันของโรงเรียนมีสิ่งที่เธอเกลียด เธอก็ยังกิน พูดอีกอย่างหนึ่ง เธอสร้างกำแพงป้องกันตัวล้อมรอบเอาไว้สูงยิ่งกว่าที่ผมเคยสร้างมา อย่างไรก็ดี สิ่งที่วางอยู่เบื้องหลังกำแพงนั้นก็เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในกำแพงของผมนั่นเอง…

…เวลาอยู่กับชิมาโมโตะ ผมจะผ่อนคลาย ผมรักการเดินกลับบ้านพร้อมเธอ ขาซ้ายของเธอโขยกเขยกเล็กน้อยขณะเดิน…”

ฉากสำคัญของชีวิตชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้ ที่ผู้เขียนนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง คือฉากที่ทั้งคู่นั่งเล่นฟังแผ่นเสียงเพลงของ แนต คิง โคล ชื่อเพลง เซาธ์ออฟเดอะบอร์เดอร์ เพลงที่ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง

หนุ่มสาวทั้งคู่แยกจากกัน เมื่อเข้าสู่วัยศึกษาต่อมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มดำเนินชีวิตต่อมา มีครอบครัว เปิดบาร์แจ๊ส ในส่วนลึกเขายังคิดถึงรักแรกที่เก็บซ่อนในใจและโหยหาถึงชิมาโมโตะ

จนวันหนึ่งในคืนฝนตก รักแรกของเขาก็กลับมาปรากฎตัวตรงหน้า เข้ามาพบเขาในบาร์แจ๊ส และนับจากนั้น เธอและเขาก็เริ่มสัมพันธ์รักแบบซ่อนเร้น

ไม่ขอเล่าเนื้อเรื่องละเอียด แต่อยากให้ลองอ่านสำนวนภาษา และสไตล์การเขียนเรื่องของมูราคามิ

ขอพูดถึงความประทับใจและความรู้สึกส่วนตัวค่ะ

งานเขียนของมูราคามิ เป็นงานเขียนที่มีรูปแบบการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ แบบสมัยใหม่ นวนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นในปี 1992 แต่ยังรู้สึกร่วมสมัย

ลักษณะเด่นเท่าที่สังเกตจากที่อ่านมาสองเล่ม รู้สึกถึงรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ

มักจะเป็นการเล่าเรื่องราวที่เล่นกับความรู้สึกภายในของตัวละคร ที่มักจะมีอารมณ์หลากหลาย ความเหงา ความฝันและคุยกับจิตใต้สำนึก ความสับสนในอารมณ์

มักจะมีการบรรยายฉากทางเพศ อารมณ์ความรู้สึก ความปรารถนาทางเพศของตัวละคร

มักจะมีพล้อตการฆ่าตัวตายในนวนิยายหรือเรื่องสั้น

และที่สำคัญ มูราคามิ มักนำเพลงเข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลสำคัญต่อตัวละคร

เป็นหนังสือน่าอ่าน สำหรับคนชอบอ่านนวนิยายรูปแบบการเขียนที่แปลกใหม่ เป็นเอกลักษณ์ น่าสนใจมากค่ะ

สไตล์งานเขียนที่รัก

#การบ้านชั้นเรียนเขียน กับ ครูปราย พันแสง

การบ้านข้อนี้ครูถามถึงผลงานของนักเขียนคนโปรด ความจริงจากการอ่านหนังสือมาตั้งแต่วัยเด็ก ฉันคิดว่านักเขียนที่มีอิทธิพลต่อตัวฉัน น่าจะมีไม่มีกี่คน ส่วนใหญ่เป็นนักเขียนนวนิยาย ประเภทงานเขียนที่ชอบอ่านมากที่สุด

นักเขียนนวนิยายที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ เป็นนักเขียนเก่ารุ่นครูแทบทั้งสิ้น อาจเป็นเพราะเราโตมากับการอ่านงานเหล่านี้ จึงซึบซับรูปแบบการเขียนและสไตล์ที่เรียบง่าย ใช้ภาษาธรรมดาแต่บรรยายความรู้สึกได้กินใจ

ในช่วงต้นของขีวิตช่วงวัยเด็กจนถึงก่อนวัยรุ่น ชอบอ่านงานชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ ที่นักแปล ‘สุคนธรส’ แปลไว้ เป็นสำนวนการแปลที่เรียบง่าย บรรยายรายละเอียดได้เห็นภาพ เป็นนักแปลที่ฉันชื่นชอบงานแปลของนักแปลท่านนี้มาก

เมื่อฉันโตเป็นผู้ใหญ่และเริ่มติดการอ่านนวนิยายรัก อ่านนวนิยายของนักเขียนนวนิยายรุ่นเก่าทุกคน จะมีนักเขียนนวนิยายที่ฉันชื่นชอบและเขียนนวนิยายที่ฉันชอบและหยิบมาอ่านซ้ำบ่อยๆอยู่สองสามคน ได้แก่

•ว.ณ ประมวญมารค ผู้เขียนนวนิยายชุดปริศนา เจ้าสาวของอานนท์ และรัตนาวดี

•กาญจนา นาคนันทน์ ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง ผู้ใหญ่ลีกับนางมา และ ธรณีนี่นี้ใครครอง

•ว.วินิจฉัยกุล และแก้วเก้า นักเขียนนวนิยายที่ฉันตามอ่านและสะสมงานเขียนของท่านอย่างสม่ำเสมอจนปัจจุบัน

นักเขียนทั้งสามท่านจะมีจุดเด่นในงานเขียนคล้ายๆ กันคือ ใช้ภาษาเรียบง่าย มีรายละเอียดที่ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพและรู้สึกตามไปกับเรื่องราวนั้น

วันนี้จะขอนำตัวอย่างคือ หนึ่งในชิ้นงานที่ชื่นชอบของ ว. วินิจฉัยกุล เป็นตอนสำคัญในนวนิยายเรื่อง ‘ของขวัญวันวาน ‘ ที่ผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของนักเรียนไทยในสหรัฐ ที่ผู้เขียนนำประสบการณ์ที่เคยไปใช้ชีวิตระหว่างศึกษาต่อปริญญาโทมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวความรักในนวนิยายรักชุดนี้

••••••••••••••••••••••••••••••••

ตัวอย่างตอนหนึ่งจากนวนิยายเรื่อง ‘ ของขวัญวันวาน’ ของ ว.วินิจฉัยกุล

.

.

ผมของพู่ไหมลื่นเย็น คลี่กระจายเต็มบ่า ปลายผมอ่อนๆ ปลิวกระจายอย่างน่าขันเมื่อกระทบความร้อนจากเครื่องเป่า ครั้งหนึ่งเต้เคยมาหาตอนเธอสระผมแห้งหมาดๆ กำลังนั่งแปรงให้เรียบอยู่ในห้องด้านหน้าของชั้นล่าง เธอลุกขึ้นจะหนีเขาขึ้นข้างบนเพราะไม่อยากให้ดูตลกในสายตา แต่เต้ยึดตัวเธอให้นั่งลง ดึงแปรงไปจากมือหน้าตาเฉย แล้วบรรจงลากไปตามเส้นผมยาวนิ่ม ไม่กี่ทีมันก็เรียบสนิทเป็นมัน เธอจำได้ว่า ยังพูดล้อๆ

‘แปรงเก่งจังค่ะ ยังกะเคยแปรงให้ใครมาแล้วแน่ะ’

‘ถ้านับแมวเปอร์เซียนของคุณยายเจ้าของบ้านคนเก่า ก็ถือว่าเคยมีมาแล้วหนึ่งราย’

‘แหมดีนะ! เห็นพู่เป็นแมวไปแล้ว คนอะไร้’

‘ยังไงก็ไม่เหมือน ยังไม่เคยคิดจะจูบมันสักครั้ง’

เธอยังจำได้ถึงจูบอุ่นระอุที่แทรกผ่านเส้นผมละเอียดมาถึงผิวแก้ม ในอารมณ์รัก เต้หวานและช่างเล่นผิดไปเป็นคนละคน ในตอนนั้นเธอเชื่อเต็มเปี่ยมว่าในหัวใจเต้มีแต่แสงสว่างกระจ่าง ไม่เคยนึกเลยว่าเงาร้ายในหัวใจนั้นยังคงอยู่ไม่ต่างไปจากเดิม ในยามอารมณ์ร้ายมีพลังแรง เขาก็ทำกับเธอเหมือนความรักไม่เคยเกิดขึ้นเลย

‘แล้วเรื่องของเราล่ะ เต้จะเรียกว่าอะไร’

‘เรียกว่าอุบัติเหตุก็แล้วกัน’

ไม่เอาแล้ว ไม่คิดอีก เจ็บใจนัก ปล่อยให้ความทรงจำทำร้ายตัวเองซ้ำซากไม่รู้จบ

เสียงกริ่งประตูดังขึ้น แพรมนคงจะมาถึงแล้วพร้อมกับเพื่อนชาย พู่ไหมลุกขึ้นโดยเร็ว ถอดกลอนเปิดประตูออกไป ก่อนจะทันนึกว่าควรจะแหวกม่านมองจากหน้าต่างกระจกข้างประตูออกไปเสียก่อน เพื่อความรอบคอบ

ช้าเกินไปเสียแล้ว คนที่ยืนอยู่หน้าประตูเอื้อมมือมายึดบานไว้ทันควัน ก่อนเธอจะทันผลักมันปิดใส่หน้าเขา แล้วก้าวเข้ามาในห้อง หันไปปิดประตูกันลมหนาวเย็นจากภายนอกไม่ให้วูบเข้ามาอีก

พู่ไหมถอยเพื่อหันหลังกลับ แต่ความเร็วของเธอหรือจะเท่ากับนักกีฬาอย่างเต้ได้ สิ่งต่อมาที่รู้ก็คือ วงแขนแข็งแกร่งของเขาตวัดรัดตัวเธอไว้แน่น แทบหายใจไม่ออก เหมือนอย่างที่เขาเคยทำ ครั้งที่เธอวิ่งลงบันไดโรงแรมบนเกาะในมิชิแกนไปหาเขา

‘พู่ หนีเต้ทำไม’

‘ออกไปเดี๋ยวนี้นะ เต้ พู่ไม่ต้องการพบเต้ตอนนี้’ เสียงเธอควรจะแข็ง แต่มันก็กลับเครืออย่างไม่น่าเชื่อ

แขนล่ำสันในตอนนี้ รัดแน่นราวกับปลอกเหล็ก ไม่ใยดีต่อการผลักไสของอีกฝ่าย

‘ไปให้โง่! ตามหาแทบแย่ พอเข้ามายังไม่ทันพูดก็กลับ ใครยอมก็บ้าละ’

ความเป็นเต้คนเดิมกลับคืนมา พู่ไหมสงสัยว่าอะไรเป็นเหตุให้พายุร้ายพัดผ่านไปเร็วนัก แต่จะวางใจ ก็รู้สึกว่ายังไม่ควรง่ายขนาดนั้น

‘ปล่อยพู่ก่อน หายใจจะไม่ออกอยู่แล้ว’

‘ถ้าปล่อยก็โง่เหมือนกัน’ อ้อมแขนเขาคลายลงเล็กน้อย แต่ก็ห่างไกลจากคำว่าปล่อย

‘พู่ ขอให้เชื่อว่าคำพูดนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะต้องพูด เต้เสียใจ’

เขาหยุด นัยน์ตาดำเข้มนั้นมองเหมือนจะค้นหาคำตอบจากเธอ เมื่อพู่ไหมยังมองเขาอยู่โดยไม่พูดอะไร เขาก็ย้ำความหมาย

‘เต้มาขอโทษพู่ ยอมรับผิดทั้งหมด’

ถ้าหากว่าเธอใจแข็งได้สักครึ่งหนึ่งของพี่สาว คำตอบที่ควรมีก็คือ

‘มาพูดกันง่ายๆยังงี้น่ะรึ ไม่มีทาง’

แต่ในเมื่อเธอคือเธอ คำตอบทั้งหมดจึงไม่ล่วงผ่านลำคอออกมา พู่ไหมเบือนหน้าหนี ไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตาที่เริ่มปริ่มขอบตา เธอไม่ใช่เด็กที่จะน้ำตาร่วงง่ายๆเวลามีอะไรมากระทบ แต่..มันก็น่าเจ็บใจ ตรงที่คิดได้ แต่ทำไม่ได้ จนแล้วจนรอด

มือของเต้จับคางเธอไว้ มืออีกข้างหนึ่งหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า ซับน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน เป็นกิริยาที่เขาทำได้ดีเสมอ ยามอยู่ในอารมณ์รัก

‘เต้รักพู่มากแค่ไหน ก็หึงมากแค่นั้น ตอนนี้รู้แล้วว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหึง มันมีแต่จะทำให้พู่ไปจากเต้เร็วขึ้น ในความรัก ต้องมีความไว้ใจกันด้วย เต้ได้บทเรียนที่เจ็บมาก จากที่เรามีเรื่องกัน’

เขาเจ็บงั้นหรือ ใครกันแน่ที่เจ็บมากกว่า

‘อีกเรื่องหนึ่งล่ะ’ พู่ไหมพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น ‘เรื่องหึง เอาไว้ก่อนเถอะ อีกเรื่องสำคัญกว่า’

‘เรื่องไหน?’ เต้ทำหน้าฉงน

‘เรื่องระหว่างเราสองคน ที่เต้ขอให้คิดว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุ หมายความว่า เต้ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้นเลย จริงไหม’

สีหน้าอีกฝ่ายหนึ่งเหมือนยังนึกไม่ออกว่าเธอหมายถึงอะไร แต่ก็ค่อยคลี่คลายออกด้วยรอยยิ้ม

‘โธ่! พูดออกไปเพราะหึงนั่นแหละ’

‘แค่นี้น่ะรึ’ คราวนี้เสียงพู่ไหมดังขึ้น ทั้งดังทั้งสั่นเพราะโทสะแล่นเข้ามาแทนความน้อยใจ

‘ก็..แค่นี้ เต้คิดว่าพู่เองก็ไม่ได้ตั้งใจจะรักเต้ มันเกิดเพราะ.. เพราะอะไรก็พูดยาก อาจจะเป็นเพราะ..เราเผลอตัว ใกล้ชิดกันเกินไป เต้เป็นฝ่ายตั้งใจฝ่ายเดียว’

คราวนี้ น้ำตาที่ร่วงลงมา เกิดจากความโกรธมากกว่าเสียใจ ผ้าเช็ดหน้าผืนเดียวแทบจะไม่พอซับ

‘พูดอีกทีก็คือ พู่เป็นผู้หญิงใจง่าย’

‘ไม่ใช่! ไม่ได้คิดยังงั้น! เพียงแต่คิดว่า ผู้ชายถ้าอยากให้ผู้หญิงรัก เขาก็มีวิธีของเขาจนได้ แต่มันก็ได้แค่พักเดียว ถ้าหากว่าตั้งใจอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ใช่ทั้งสองฝ่าย’

น้ำตาที่ร่วง ห้ามไม่อยู่เสียแล้ว ยิ่งฟังก็ยิ่งแค้นใจ ไม่ว่าเธอหรือเขาเป็นฝ่ายไม่ตั้งใจ มันก็เลวร้ายพอๆกัน

‘แล้วใครล่ะ เป็นฝ่ายไม่ตั้งใจ’

‘โธ่! งั้นไม่ตอบดีกว่า’ เต้ครางออกมา ‘ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้พู่ร้องไห้ ไหนบอกมาซิ จะให้เต้ทำอะไรก็ยอมทุกอย่าง ขอแต่เลิกร้องเสียที’

พู่ไหมได้ยินประโยคว่า ‘น้ำตาจะท่วมบ้านอยู่แล้ว’ ดังมาจากในใจของอีกฝ่าย ที่เดาได้ ก็เพราะแพรมนใช้ประโยคทำนองนี้อยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังดี ที่เต้ไม่ได้หลุดปากออกมาอย่างที่เธอคิด

‘ก็ได้ ขอให้เราเลิก…’

พูดได้แค่กลางประโยค อีกฝ่ายหนึ่งก็ยกมือปิดปากเธอไว้ทันควัน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเอาจริงเอาจัง

‘เต้ไม่ขอฟังคำนี้ แล้วจะไม่มีคำนี้ระหว่างเราด้วย’

พู่ไหมปัดมืออีกฝ่ายหนึ่งออก

‘เราเป็นเพื่อนกันได้..’

‘ใครๆ ก็เป็นเพื่อนกันได้ แต่คนรักมีคนเดียว เต้ต้องการเป็นคนเดียวสำหรับพู่ เหมือนอย่างที่พู่เป็นคนเดียวสำหรับเต้เหมือนกัน’

เต้มีกำลังใจที่กล้าแข็งกว่าเธอ เขารู้ว่าเขาต้องการอะไร ในขณะที่เธอตอนนี้ ต้องรวบรวมกำลังใจอย่างหนักกว่าจะพูดได้อย่างที่อยากจะพูด

‘ตอนที่เราเป็นเพื่อนกัน เราไม่เคยมีเรื่องต้องขัดใจกันเลย’

เธอพูดเสียงแผ่วเบา ใจหายเมื่อนึกถึงครั้งก่อนๆ

เมื่อยังเป็นเพื่อนกัน หนุ่มน้อยผู้นั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นที่ขวางหู ขวางตาคนอื่นๆ มากเพียงใดในเมือง เธอก็ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อเขา และเชื่อว่าเขาเองก็มีความรู้สึกที่ดีต่อเธอเช่นกัน เขาไม่เคยทำร้ายเธอ ไม่เคยมีความร้าวฉานระหว่างกันสักครั้งเดียว

พู่ไหมเสียดายความทรงจำที่ดีครั้งนั้นเหลือเกิน เธออยากจะให้มันคืนกลับมาอีกครั้ง วันคืนเก่าๆ ที่เต้เคยเย้า เคยเล่น และเคยทำให้เธอสบายใจที่คบหาเขา

‘พู่ยังจำได้ว่าพู่ชอบเต้มาก แล้วคิดว่าเต้ก็ชอบพู่มากเหมือนกัน เราไม่เคยต้องพูดคำว่าเสียใจ ไม่เคยต้องขอโทษ แต่พอเราเปลี่ยนจากเป็นเพื่อน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด เราคิด เราเข้าใจกันคนละทาง ไม่เคยทำร้าย ก็ต้องมาทำ พู่คิดว่าเราควรจะเป็นเพื่อนกันอย่างเดิมดีกว่า เราอาจจะไม่เหมาะที่จะเป็น..คนรัก..มากกว่าเพื่อน’

มือของเต้ที่จับต้นแขนเธอไว้ร่วงผล็อยลง พู่ไหมมองเห็นว่าถ้อยคำของเธอเหมือนกระสุนจากมือผู้อ่อนหัด แต่มันก็กลับทะลุหัวใจอีกฝ่ายอย่างตรงเป้าเกินคาดหมาย

‘พู่คิดยังงั้นจริงๆรึ’

พู่ไหมไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้จากเต้มาก่อน มันแผ่วเบาเกือบจะเท่าเสียงของเธอเอง มีความร้าวรานและคาดไม่ถึงอยู่ในน้ำเสียง เหมือนเขาเห็นรอยแยกลึกของหุบเหวพาดขวางอยู่ระหว่างกลางระหว่างเขากับเธอ เป็นรอยแยกที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเอง

เป็นครั้งแรกที่พู่ไหมรู้สึกว่าความเจ็บปวดที่เธอได้รับ เต้ก็เริ่มประจักษ์เหมือนกัน แต่เธอก็จำต้องย้ำคำตอบ

‘ใช่ พู่คิด พู่ตัดสินใจแล้ว’

เต้นิ่งอั้น แต่อารมณ์เขาไม่ได้นิ่ง สีหน้าของเต้เป็นกระจกสะท้อน พายุอารมณ์ที่เริ่มโหมกระหน่ำ เธอมองเห็นความโกรธ ความเจ็บปวด ความผิดหวัง…ความเสียใจ คละปนด้วยกำลังแรงกล้าดุจพายุหมุน

พู่ไหมใจสั่นไปหมด รอรับพายุที่จะพัดทลายห้องนั้นและตัวเธอราบลงไปพร้อมกัน แต่เต้ก็ไม่ได้ทำ เขาบังคับตัวเองได้เก่งจนเธอนึกไม่ถึง

‘ถ้าพู่ต้องการจริงๆ เต้ก็ยอม’

ในที่สุด เขาตอบเสียงเรียบ จนเธอนึกไม่ถึง

‘ขอให้เราเป็นเพื่อนที่ดีกันอย่างเดิม ดีกว่าจะเสียทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ความเป็นเพื่อน’

คำตอบของเขา ทำให้พู่ไหมหล่นลิ่วลงไปในหุบเหวตรงหน้า เธอไม่เคยตระหนักเลยว่า ความเจ็บปวดของเต้จะส่งผลมาถึงตัวเธอไม่น้อยไปกว่ากัน

•••

ในขณะที่คัดลอกงานเขียนชิ้นนี้ อารมณ์ก็หวนกลับไปอยู่ในเรื่องราวในนวนิยาย เป็นตอนสำคัญที่ความไม่เข้าใจกันของตัวละครเอกชายหญิง ที่กำลังอยู่ในพายุอารมณ์ และใช้คำพูดประหัตประหารกันให้เจ็บปวด ทั้งๆที่รักกัน เป็นเรื่องราวชีวิตจริงของคู่รักทุกคู่ที่น่าจะเคยพบเจอ ผู้เขียนใช้ภาษาง่ายๆ บรรยายท่าทีกิริยาอารมณ์ความคิดของตัวละครให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจน และคล้อยตามไปกับความรู้สึกของตัวละคร เวลาบรรยายยามรัก ก็รู้สึกได้ถึงความรักที่ตัวละครมีต่อกัน ในยามเกลียด ขัดแย้ง ผิดหวัง เสียใจ ผู้เขียนก็บรรยายจนผู้อ่านอย่างฉันคล้อยตามและอินไปกับเรื่องราวทุกครั้ง เป็นวิธีการเขียนที่ฉันชื่นชมชื่นชอบมากที่สุด

สำหรับสไตล์การเขียนของตนเอง คิดว่าใช้ภาษาเรียบง่ายเช่นกัน แต่ยังไม่เคยได้เขียนเรื่องราวยาวๆ ที่ละเอียดและมีอารมณ์ขัดแย้งสับสนของตัวละครหลากหลายแบบนี้มาก่อน อยากลองทำบ้าง และน่าจะต้องฝึกฝนมากๆ

สไตล์การเขียนแบบของ ว.วิจฉัยกุล เป็นสไตล์ที่ฉันชื่นชอบมาก ในความเรียบง่ายนั้นมีเรื่องราว ความจริงของชีวิตแฝงอยู่ในทุกฉาก เป็นความจริงที่จับต้องได้ ตัวละครเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่มีทั้งดีและเลว มีขาวมีดำ ทุกการกระทำของตัวละครมีคำอธิบายรองรับชัดเจนจนผู้อ่านเข้าใจ และไม่เคยเกลียดตัวละครใดๆเลย เพราะตัวร้ายก็มีที่มาที่ไปเรื่องราวเหตุผลที่ทำให้ร้าย ตัวดีก็ไม่ใช่ผ้าขาวสะอาด มีความคิดแบบมนุษย์ที่ย่อมเห็นแก่ตัวธรรมดาๆ แต่ผู้เขียนก็สามารถเขียนผูกเรื่องราวรองรับการตัดสินใจเลือกของตัวละครได้ดี จนเราคล้อยตามเห็นด้วย และประทับใจในเรื่องที่เขียน

งานเขียนชิ้นนี้ที่ยกตัวอย่างมา เป็นตัวอย่างฉากสำคัญที่แม้ตัดตอนมาสั้นๆ ก็อ่านเข้าใจเรื่องราว เพราะผู้เขียนเล่าความคิดตัวละครย้อนที่มาที่ไปให้เห็นเหตุสำคัญที่ทำให้ขัดแย้ง เมื่อดำเนินเรื่องราวต่อด้วยบทพูดที่เชือดเฉือนกันทั้งสองฝ่าย ผสมกับใส่ความคิดของตัวละครหญิงที่เป็นตัวละครหลักในการเล่าเรื่องในนวนิยายเรื่องนี้ ทำให้เรื่องราวดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น แทนที่ฉากพระเอกมาง้อขอคืนดีกับนางเอกจะทำให้เรื่องราวคลี่คลาย กลับผูกเรื่องต่อเนื่องให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปอีกจนเป็นการเลิกราที่ต่างฝ่ายต่างเจ็บปวด คนอ่านอย่างเราก็อินและเจ็บปวดไปกับตัวละคร และติดตามอ่านต่อไปว่าผู้เขียนจะดำเนินเรื่องราวอย่างไรให้ทั้งคู่กลับมาคืนดีกัน

สิ่งที่เรียนรู้จากการศึกษาการพัฒนาสไตล์การเขียนและเทคนิคต่างๆที่ครูแนะนำ ทำให้คิดว่าเราต้องเขียนอย่างที่เรารู้สึกจริงๆในเรื่องราวที่จะเขียนทั้งหมดให้ออกมาก่อน เป็นร่างแรกที่ต่อมาเราจะค่อยๆขัดเกลาและนำเทคนิคการเขียนและอารมณ์ที่เราต้องการสื่อในงานเขียนนั้นๆ มาเพิ่มหรือลดเพื่อให้ออกมาเป็นชิ้นงานที่ลื่นไหล อ่านแล้วได้ตามความตั้งใจที่จะสื่อ จึงคิดว่าเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ความใส่ใจ และที่สำคัญต้องมีความรู้สึกรักและอยากทำมาก่อนมากที่สุด จึงจะสำเร็จ

แก้วเจ้าจอม

เขียนไว้เมื่อ 17 มีนาคม 2562

เมื่อฉันป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบซี

 

‘เมื่อฉันป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบซี’

เช้าวันหยุดใกล้สิ้นเดือนกันยายน เตือนให้คิดถึงนัดหมายพบหมอล่าสุดของฉัน

เป็นช่วงปลายเดือนที่คงต้องวิ่งรอกเข้าโรงพยาบาลติดๆกันหลายวัน มีทั้งนัดเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าเลือดและค่าตับ อีกทั้งยังต้องอัลตราซาวด์ตับอย่างละเอียด อาจต้องเข้าอุโมงค์ตรวจเอ็มอาร์ไอด้วย เพราะตรวจใหญ่แบบนี้ เป็นขั้นตอนการติดตามอาการหลังรับยาฆ่าไวรัสตับอักเสบซีมาได้ครบปี

และหมอให้ตรวจละเอียดแบบนี้ทุกหกเดือน เพื่อติดตามป้องกัน มิให้พังผืดในตับที่เกิดขึ้นเพราะไวรัสอาจกลายเป็นเนื้อร้ายได้ในอนาคต จึงตัองติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยที่ชีวิตเราต้องมีภาระผูกพันพบหมอแบบนี้ไปตลอดชีวิต ฉันคิดเช่นนั้น พลางเหลือบมองรอยแผลเป็นที่ข้อเท้าซ้าย เครื่องเตือนใจให้ฉันระลึกถึง เมื่อครั้งป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกอย่างรุนแรง อาการหนักจนเกือบเสียชีวิต สมัยยังเป็นเด็กประถมสี่ ราวสี่สิบปีมาแล้ว

แม่เล่าว่าฉันป่วยหนักเกือบตาย ร่างกายตัองถ่ายเลือดใหม่แทบทั้งตัว ตลอดการรักษาในครั้งนั้น โดนเจาะเลือดตรวจทุกเช้าจนนิ้วมือทั้งสิบเกิดอาการชาด้าน จนเจาะไม่เข้า พยาบาลต้องเปลี่ยนจุดให้เลือดไปที่ข้อเท้าด้านในอีกด้านของตาตุ่ม รอยเจาะเลือดนี้เป็นแผลเป็นแนวยาวที่ข้อเท้าฉันมาตั้งแต่เด็กจนตอนนี้แม้ผ่านไปร่วมสี่สิบปีก็ยังชัดเจน

หลังป่วยหนักเกือบตายและต้องหยุดเรียนร่วมสามเดือนเมิ่อครั้งอยู่ประถมสี่ ฉันคิดว่าฉันคงหายป่วยหายขาดจากไข้เลือดออกเด็ดขาดไปแล้ว แต่หารู้ไม่ว่า ในเวลาเกือบสามสิบปีต่อมา ฉันจึงเพิ่งรู้ว่าเลือดที่ฉันรับเข้ามาในตัวนั้น เป็นเลือดที่ทำให้ฉันเป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี ติดมาด้วย

 

ครั้งแรกที่รู้ว่าติดโรคจากการรับเลือด เมื่อครั้งไปบริจาคเลือดให้กับสภากาชาดไทย ทางศูนย์บริการโลหิตมีจดหมายกลับมาที่บ้านแจ้งว่าเลือดฉันผิดปกติเพราะมีตัวบ่งชี้ว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ ให้ฉันเข้าไปตรวจอย่างละเอียดที่สภากาชาดไทย ครั้งแรกนี้เพราะความที่งานยุ่งมากจนปล่อยปละละเลยไม่ได้ไปตรวจ

จนครั้งที่สองที่ไปบริจาคเลือด หลังจากผ่านไปนานจนลืม ฉันก็ได้รับจดหมายจากสภากาชาดไทยอีกครั้ง คราวนี้ฉันไม่นิ่งนอนใจอีกแล้ว รีบเข้าไปเจาะเลือดตรวจละเอียดอีกครั้ง สุดท้ายก็เป็นอย่างที่คิด ฉันติดโรคไวรัสตับอักเสบซี

กลับมาบ้านอย่างมึนงง และเมื่อไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคยิ่งทำให้อึ้งไปอีก

โรคนี้เป็นภัยเงียบ เพราะมันจะไม่แสดงอาการใดๆเลยจนกว่าจะมีอาการเสื่อมของตับมากๆ จึงเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ซึ่งตอนนั้นกว่าจะรู้ตัว คนไข้มักเกิดอาการตับแข็งไปแล้ว แต่ที่จะตามมาคือมะเร็งตับในที่สุด

ฉันรีบปรึกษาน้องสาวที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง เพื่อให้เธอแนะนำอาจารย์หมอผู้เชี่ยวชาญให้ เมื่อทำนัดและได้พบหมอแล้ว สิ่งที่ทำให้ฉันอึ้งเป็นรอบที่สามคือ ไวรัสตับอักเสบซี ชนิดที่ 1 ที่ฉันเป็น เป็นชนิดที่รักษายากที่สุด และยังไม่มียารักษาได้ (ชนิดของไวรัสตับซี มีทั้งหมด 6 ชนิด แบบที่ 1 ร้ายแรงและรักษายากที่สุด)

 

ณ ตอนนั้นมีเพียงยาที่อยู่ในขั้นทดลองฉีดให้คนไข้ที่ยอมรับความเสี่ยงจากการอุทิศตนเป็นหนูทดลองยา และยานั้นมีผลข้างเคียงคล้ายๆ การให้คีโมในโรคมะเร็ง ที่สำคัญราคายาแพงมาก ฉันจำราคาไม่ได้ เพราะได้เคยสอบถามรุ่นพี่ที่ป่วยและยอมรับยาฉีด เธอเล่าว่าหมดค่ายาเป็นล้าน แต่ก็ยังรักษาไม่ได้ นี่คือเหตุการณ์ ณ ตอนนั้นเมื่อสิบปีที่แล้ว

หลังจากผ่านไปสิบปีที่ฉันตัดสินใจไม่รับยาฉีด หมอแนะนำเพียงแค่ดูแลเรื่องอาหารและลดความเสี่ยงทุกทางที่จะทำให้ตับพังเร็วขึ้น

จนมาเมื่อปีที่แล้ว น้องสาวฉันแจ้งข่าวว่าค้นพบยารักษาโรคไวรัสซีแล้ว ให้รีบเข้ามาพบหมอเพื่อตรวจและทำการรักษา ฉันรีบไปทันที

เมื่อตรวจเลือดอย่างละเอียดก่อนรับการรักษา ปรากฎว่ามีไวรัสในเลือดที่ไหลเวียนในร่างกายฉันเกือบห้าแสนตัว (สำหรับคนไข้ที่เป็นเยอะจนตับอักเสบและบางคนตับแข็ง จะมีไวรัสในร่างกายสูงถึงหกล้านตัวก็มี)

และเมื่อตรวจอัลตราซาวด์และเอ็มอาร์ไอแล้ว โชคดีมากที่ยังไม่ถึงขั้นตับอักเสบ มีเพียงพังผืดและไขมันที่เกาะตับ จากอาหารการกินและการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราละเลยไม่ได้

หมอแจ้งรายละเอียดยาที่ต้องรับจำนวนสามขวด กินทุกวัน วันละเม็ด เป็นเวลาสามเดือน แต่ค่ายาทำให้ฉันแทบเป็นลม เพราะเฉพาะค่ายาที่ต้องกินในช่วงสามเดือน ปาเข้าไปสี่แสนเศษ ยังไม่รวมค่าเจาะเลือด ค่าอัลตราซาวด์ ค่าทำเอ็มอาร์ไอ ตลอดระยะเวลารักษา ฉันคำนวณในใจคร่าวๆว่าคงหมดร่วมล้าน

ทันทีที่ฉันรับทราบประมาณการค่ารักษา ที่สิทธิ์ประกันสังคมยังไม่ครอบคลุม มีแต่ข้าราชการที่เบิกได้ จุดนี้ทำให้ฉันรู้สึกรังเกียจระบบที่เหลือมล้ำนี้เหลือเกิน

ฉันอึกอักลังเล และคิดว่าจะไม่รักษา เพราะจะไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนในระยะเวลาสั้นๆ อีกทั้งภาระตัองส่งลูกเรียนก็เต็มเหนี่ยวจนครอบครัวแทบจะกระดิกตัวไม่ได้อยู่แล้ว

สุดท้ายก็มีทางออกที่คาดไม่ถึง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชี้ช่องให้ฉันทราบว่า จริงๆแล้วค่ายาที่แพงมากนี้เป็นเพราะระบบยาในประเทศไทยที่มีธุรกิจและสิทธิบัตรยาเกี่ยวข้อง จนทำให้เราต้องใช้ยาแพงโดยใช่เหตุ

จริงๆแล้วมียาชนิดเดียวกัน ตัวยาเดียวกัน รักษาได้เหมือนกัน แต่เป็นยาจากผู้ผลิตอีกประเทศหนึ่ง ที่ไม่ได้รับสิทธิ์ให้ขายได้ในประเทศ จึงถือเป็นยาผิดกฎหมาย ต้องแอบลักลอบนำเข้ามา ที่สำคัญราคาถูกกว่ายาถูกกฎหมายถึงเกือบสิบเท่า

สุดท้ายฉันก็ได้รับความช่วยเหลือในการหายาราคาถูกกว่านี้จนได้ ฉันขอไม่เล่าในรายละเอียดเพราะอาจกระทบกับบุคคลอื่น

เมื่อฉันได้รับยา และเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนที่แพทย์กำหนดจนครบสามเดือน หลังจากนั้นก็ตรวจเลือดเพื่อเช็คประสิทธิผลของยา มันได้ผลจริงๆ ไวรัสในตัวฉันถูกฆ่าจนเหลือศูนย์ และค่าตับก็ดีขึ้นจนเป็นปกติ

ปัจจุบันแม้ว่าไวรัสจะถูกทำลายไปหมดแล้ว แต่ก็มีผลข้างเคียงจากยาบ้าง เช่นผมร่วงง่าย มีอาการภูมิแพ้เพิ่มขึ้นมาจากที่เมื่อก่อนไม่เป็น ร่างกายขาดวิตะมินดี ซึ่งปัญหาเหล่านีไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะรับมือไม่ได้

เมื่อมานึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันได้เรียนรู้มากมาย ฉันได้เรียนรู้เรื่องความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม โอกาสที่ได้รับมักจะแปรค่าเปลี่ยนผันไปตามกำลังเงินในกระเป๋าเสมอ

และสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รู้ซึ้งแก่ใจตนเองดีนั่นคือ คำกล่าวที่ว่า ‘การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ’ นั้นจริงแท้แน่นอน

แก้วเจ้าจอม

23 กันยายน 2561

Credit Picture – Pinterest

ฉันนิ่งเงียบมิได้แปลว่าไม่รัก

#ฉันนิ่งเงียบมิได้แปลว่าไม่รัก

———————————

ความคิดถึงคือความรักแบบหนึ่ง

อยากไปหา แต่ด้วยความห่างไกล

ภาระหน้าที่จำใจ

ทำให้เส้นทางเรา..ห่างกัน

..

ความรักของฉัน

อาจดูเหมือนนิ่งเงียบเฉยเมย

ฉันเพียงส่งผ่านความรักผ่านความเงียบ

ไปตามทางที่เรียกว่า…ความคิดถึง

บางทีการอยู่เงียบๆไม่แสดงออก

ไม่ใช่ว่าไม่รัก

บางทีการเอ่ยปากจำนรรจามากมาย

อาจมีความรักในใจน้อยกว่าคนที่นิ่งเงียบ

เพียงแค่มองตา ส่งใจด้วยความคิดถึง

ความรักก็ท่วมท้น

ความห่างไกลไม่ได้แปลว่าไม่รัก

ตัวติดกันแต่ใจห่างไกลก็มากมาย

อย่าตัดสินความรู้สึกที่เธอมีว่าเท่ากับฉัน

คนเรามีช่องทางแสดงออกซึ่งความรักแตกต่างกัน

ฉันนิ่งเงียบ

มิได้แปลว่าไม่รัก

ฉันเฉยเมย

มิได้แปลว่าไม่ห่วงหา

เมื่อยามที่เราเดินทางมาพบกัน

โปรดมองเข้าไปในดวงตาฉัน

เธอจะเห็น..ความรักของฉัน

ฉายประกายออกมา

โดยมิได้เอ่ยคำใด

————————————————————

เขียนความคิดในวันที่อยู่ๆก็นึกถึงความรู้สึกเก่าๆ

เมื่อวันวาน..วันที่ตัวห่างแต่ใจใกล้กันนิดเดียว

______________________________________________

Write We Think เขียนความคิด

https://www.facebook.com/writewethink/

เป็นอีกเพจที่รวบรวมงานเขียนก่อนจะมาเรียนเขียนกับครูปราย ตอนนั้นยังไม่รู้จัก Blue Box ของครูในคอร์สเขียนซะป๊ะ

ฉันจึงได้เขียนระบายแบบอารมณ์พาไปแบบนี้

ในข้อเขียนข้างบนเป็นการระลึกถึงช่วงชีวิตหนึ่งก่อนแต่งงาน

ตอนนั้นเป็นแฟนกันแล้ว สามีทำงานต่างจังหวัด กว่าจะได้เจอกันทีนานมาก ความคิดถึงเลยเต็มอก

แต่ความที่ฉันเป็นคนอดทน นิ่งเงียบ ไม่ค่อยแสดงออกความในใจเท่าไหร่ คนภายนอกมักไม่ค่อยรู้ว่าฉันเงียบๆ ไม่พูดอะไร แต่ในความคิด มีแต่ความคิดถึงเต็มไปหมด

คิดๆไปแล้วก็แปลกดี อารมณ์ความรู้สึกในแต่ละช่วงวัยของชีวิต

จะพลุ่งพล่านและเงียบงันต่างกันไป

ตอนนั้นวัยสาวอารมณ์รักก็จะเหมือนน้ำที่เต็มแก้ว พลุ่งพล่าน พร้อมจะหกล้นกระฉอกออกมานอกแก้วเสมอ

ไม่เงียบสงบนิ่งเหมือนอารมณ์รักในวัยห้าสิบบวกบวกแบบตอนนี้

อารมณ์รักตอนนี้ หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน ความรู้สึกจะเหมือนชาอุ่นๆไม่เต็มแก้ว เพราะกาลเวลาที่ผ่านมาสอนให้ฉันค่อยๆละเลียดความสุขความทุกข์ เกลี่ยมันให้สมดุล

ฉันเรียนรู้การหาความสุขจากการจิบชาอุ่นๆทีละนิด แบบอิ่มเอมในใจ และไม่คิดว่าจะทุกข์เพราะความรักอีก

เพราะฉันเข้าใจมันดี..เพื่อนที่อยู่รอบตัวฉันเสมอ…ความรัก

แก้วเจ้าจอม

เขียนยามดึกคืนวันที่ 1 ตุลาคม 2561

เมื่อครูสอนให้ตรวจแก้ต้นฉบับ

‘เมื่อฉันตรวจแก้งานเขียนตัวเอง’

เมื่อมานั่งตรวจแก้ต้นฉบับในงานเขียนอีกครั้ง ฉันรู้สึกว่างานตรวจแก้ต้นฉบับเป็นงานที่สำคัญมากทีเดียว เพราะการตรวจแก้ต้นฉบับโดยให้คงอารมณ์ในงานเขียนที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดออกมา ถือเป็นงานที่ยากทีเดียว

สำหรับฉันปกติเวลาเขียนงานแต่ละชิ้น ก่อนส่งครู ฉันจะอ่านทวนซ้ำไปมาหลายรอบ ตรงไหนสะดุดไม่ลื่นไหล ก็จะปรับแก้หาคำที่เข้ากับเรื่องราวมาใช้แทนกันทันทีจนกว่าจะพอใจ

ฉันจึงคิดว่าเมื่อมาตรวจแก้ต้นฉบับในอีกวัน และหากตัดทอนไม่ดี บางทีอาจไปลดทอนอารมณ์ในงานลง หรือสามารถเปลี่ยนความรู้สึกในงานได้

แต่ครูแนะนำว่าโดยส่วนใหญ่หลังการตรวจแก้ต้นฉบับ งานเขียนของเราจะดีขึ้นๆ ทุกครั้ง จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของนักเขียนในการหมั่นตรวจแก้ต้นฉบับก่อนจะเผยแพร่

วันนี้เมื่อมาตรวจแก้ต้นฉบับเก่าที่เขียนเสร็จแล้วอีกครั้ง ฉันได้ตัดคำฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต้องมีออกไปบ้าง รวบรวมประโยคขยายยาวๆ ให้เป็นคำเชื่อมหรือคำสั้นๆ ที่ให้ความหมายในทางเดียวกันแทน ก็จะได้งานเขียนที่กระชับขึ้น ได้ใจความและยังอยู่ในร่องในรอยขอบเขตเรื่องราวที่ควรจะเป็น

ก่อนเข้าเรียนเขียนคอร์สนี้ ฉันชอบเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ที่มากระทบ เป็นลักษณะกลอนเปล่าไร้สัมผัส ไม่ค่อยเขียนเป็นเรื่องราวเป็นหัวข้อนั้นๆ เหมือนเป็นชิ้นงานล่องลอยเพ้อฝันกลายๆ

พอได้มาเรียนรู้เทคนิคจากครู ทำให้จัดระบบความคิดชัดเจนมากขึ้น และเพราะเทคนิค Blue box ของครูมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้เราดึงประเด็นเล็กๆ ทุกประเด็น มาเขียนขยายเป็นเรื่องราว เป็นงานเขียนชิ้นยาวได้หนึ่งชิ้น

ทำให้ฉันเริ่มจดประเด็นเล็กๆ ที่กระทบความรู้สึกและอยากพูดถึง มาจดบันทึกทำเป็น Bluebox ไว้คร่าวๆได้หลายหัวข้อแล้ว

ฉันคิดว่าเมื่อเราสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นงานเขียน โดยไม่ลืมกรอบตาม Bluebox จะช่วยทำให้เราเขียนงานได้เร็วขึ้นมาก

เดี๋ยวนี้เวลานั่งเพลินๆ หรือเมื่อนึกอะไรออก ฉันจะรีบจดประเด็นนั้นๆ ตั้งเป็นหัวข้อเรื่องไว้ในสมุดบันทึก เมื่อมีเวลาค่อยมาเขียนเป็น Bluebox และลงรายละเอียดงาน จะทำให้เรามีเรื่องจะเขียนได้ไม่สิ้นสุด

การเขียนและถ่ายทอดความคิดที่ได้เรียนรู้ ทำให้ฉันได้เขียนชิ้นงานตลอดเวลาทุกวันตั้งแต่เริ่มเรียน มีผลงานประมาณสิบหกชิ้นงานแล้ว ทำให้ฉันมีความสุขกับการเขียนมากขึ้น

ตั้งใจไว้ว่าถ้าเป็นไปได้จะเขียนทุกวันต่อไป และจะทดลองเขียนในสไตล์ใหม่ๆแปลกๆ นอกเหนือจากเรื่องเล่าประสบการณ์ที่ถนัด เพราะในอนาคตเมื่อมานั่งย้อนอ่านเรื่องราวที่เขียน ความสุขในความทรงจำจะอบอวลอยู่ในอารมณ์ขณะอ่านแน่นอน ฉันเชื่อเช่นนั้น

แก้วเจ้าจอม

21 กันยายน 2561

#เมื่อครูสอนให้ตรวจแก้ต้นฉบับ

การบ้านเขียนซะป๊ะ 6/12

คอร์สเรียนเขียนกับครูปราย พันแสง

ถนนหน้าบ้าน

#ถนนหน้าบ้าน

การบ้านเขียนซะป๊ะ 5/12

ชั้นเรียนเขียนกับครูปราย พันแสง

ปั้นลมให้เป็นตัว

‘ถนนหน้าบ้าน’

ทุกเช้าจะได้เห็นวิวนี้เป็นประจำ ภาพแนวรั้วบ้านจัดสรร เรียงเป็นแถวไปตามถนนหน้าบ้าน ต่างตรงที่ในแต่ละวันฟ้าจะสีไม่เหมือนกัน เมฆบนฟ้าก็จะลอยมาปรากฎในรูปร่างไม่เหมือนกันสักวัน บางวันไร้เมฆ บางวันมาเป็นภูเขาเมฆครึ้มดำทะมึน พระอาทิตย์บางวันก็โผล่มาทักทายฉัน แต่บางวันก็เอียงอายเป็นหนุ่มน้อยหลบอยู่หลังเมฆ

ถนนที่ทอดยาวหน้าบ้าน เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางในชีวิตทุกเช้าวันทำงาน ฉันต้องทิ้งบ้านแสนสุขไว้ข้างหลัง เพราะเมื่อก้าวออกจากบ้านไปผจญภัยในโลกนอกบ้าน ฉันไม่รู้ว่าตามเส้นทางที่เดินไป จะเจออะไรบ้างในแต่ละวัน แต่หน้าที่หลักที่สำคัญทุกวันของคนเป็นพ่อแม่ คือไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อนไปทำงานทุกวัน

เช้าวันนี้ก็เหมือนทุกวัน สี่ชีวิตพ่อแม่ลูก ออกเดินทางไปทำหน้าที่ตามภารกิจของตัวเอง ลูกชายมีสอบวันสุดท้ายของเทอมนี้ก่อนจะปิดเทอมกลางภาค ลูกสาวไปเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ส่วนฉันและสามีก็ออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพตามวัฎจักรชีวิตธรรมดาทั่วไปเหมือนทุกวัน

ฉันอยู่ที่บ้านหลังนี้มาได้สิบปีเศษ ตัดสินใจมาซื้อบ้านใหม่ในช่วงที่ลูกสาวเริ่มเป็นวัยรุ่นเข้ามัธยมต้น สภาพแวดล้อมที่บ้านทาวน์เฮ้าส์หลังเก่าเริ่มไม่ค่อยน่าอภิรมย์และไม่เป็นส่วนตัว สภาพบ้านเริ่มทรุดโทรม จนสุดท้ายคิดขยับขยายไปหาบ้านมีบริเวณเล็กๆรอบบ้านเป็นส่วนตัว สำหรับปลูกต้นไม้ และสร้างบรรยากาศดีๆ ให้กับลูกและครอบครัว

ฉันตั้งใจจะใช้บ้านนี้เป็นที่อยู่ยามหลังเกษียณ ส่วนลูกสองคนในอนาคต ถ้าเลือกจะอยู่คนเดียวไม่แต่งงาน ฉันก็บอกว่าให้ลูกอยู่กับแม่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าอนาคตอยากสร้างครอบครัวของลูกใหม่ แล้วแต่ลูกจะตัดสินใจ ฉันให้อิสระในการตัดสินใจของลูกเสมอ ฉันคิดว่าฉันคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับลูกได้เท่านั้น แต่การตัดสินใจเป็นเรื่องของลูก เพราะชีวิตเป็นของลูก

ลูกของฉันสองคน คนโตมาอยู่บ้านหลังนี้ตั้งแต่เริ่มวัยรุ่น คนเล็กมาอยู่ตั้งแต่สามสี่ขวบเพิ่งเข้าอนุบาล ตอนย้ายบ้าน ลูกสาวดีใจที่จะได้มีห้องส่วนตัวในบ้านหลังใหม่ ส่วนลูกชายตัวน้อยก็ดีใจที่ได้มีที่วิ่งซนกว้างขวางขึ้น

แม่อย่างฉันก็ดีใจที่มีบ้านแสนสุขให้ลูก แม้นจะแลกมากับภาระก้อนโต แต่ก็สุขใจที่ได้มี

เมื่อย้ายมาอยู่บ้านใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันเตรียมความพร้อมให้ลูกคือ ที่บ้านจะมีทุกสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้เราอยู่สบายจนไม่อยากไปไหน ในตู้เย็นก็เหมือนมีมินิมาร์ทเล็กๆในบ้าน ในมุมทำงานก็เหมือนมีออฟฟิศเล็กๆในบ้าน ฉันอยู่บ้านได้ทั้งวันโดยไม่ต้องออกไปไหน แม้นหน้าหมู่บ้านจะมีร้านเซเว่นใกล้แค่เดินออกไปก็ตาม เวลาที่อยู่บ้าน เวลาจะเดินผ่านไปเร็วเสมอ

ลูกสองคนของฉันก็ได้นิสัยพ่อแม่ทั้งคู่ คือเป็นเด็กวัยรุ่นที่ติดบ้านมาก เวลาแม่ชวนออกไปเที่ยวนอกบ้านก็จะอิดออดไม่อยากไป แต่เมื่อต้องไป ก็จะคอยเร่งแม่ให้ทำธุระเร็วๆ เพื่อจะได้รีบกลับบ้าน ฉันเคยถามเจ้าลูกชายคนเล็กว่าไม่อยากไปเที่ยวไหนเหรอ ก็ส่ายหัว แล้วบอกว่าไม่เอาล่ะแม่ อยู่บ้านสบายที่สุด

ฉันไม่รู้ว่าในอนาคตเมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ เขาจะเปลี่ยนแปลงความคิดไปไหม เขาอาจไปหลงรักหนุ่มหรือสาวในฝันของตนเอง จนอยากไปเริ่มชีวิตบนเส้นทางของตนเองก็เป็นได้ แต่ฉันจะย้ำกับลูกเสมอว่า ให้จำไว้เสมอว่าที่บ้านนี้คือบ้านของลูก เป็นที่แห่งความสุข ที่ปลอดภัยไว้พักใจพักกายยามเหนื่อยล้า

และเมื่อชีวิตข้างหน้า หากวันใดโชคชะตาพัดพาให้ลูกเดินหลงทางไปบ้าง ขอให้ระลึกเสมอว่าถนนหน้าบ้านเส้นนี้นอกจากเป็นทางเดินออกจากบ้านแล้ว ที่สุดของทุกชีวิต มันยังเป็นถนนที่เดินเข้าสู่บ้านแสนรักเสมอ

แก้วเจ้าจอม

20 กันยายน 2561

การบ้านเขียนซะป๊ะ 5/12

ชั้นเรียนเขียนกับครูปราย พันแสง

ปั้นลมให้เป็นตัว

บันทึกประจำวัน

#บันทึกประจำวัน

การบ้านเขียนซะป๊ะ 4/12 จากชั้นเรียนเขียนกับครูปราย พันแสง

วันนี้ครูให้หัดเขียนบันทึกประจำวันค่ะ

—————————

เช้านี้ตื่นมาสดชื่นมาก ลุกขึ้นมาแต่งตัวไปทำงาน สามีขับรถไปส่งที่ทำงานเป็นประจำเหมือนทุกวันตลอดช่วงเวลาตั้งแต่แต่งงานกันมา

วันนี้ก็เหมือนทุกๆวันทำงานของฉัน ที่ต้องฝ่ารถติดกว่าจะได้ขึ้นทางด่วน ข้ามเมืองจากฝั่งธน เข้าเมืองไปแถบลาดพร้าว เพื่อเข้าออฟฟิศ

เป็นเพราะเมื่อคืนเข้านอนแต่หัวค่ำ หลังจากนอนดึกติดต่อกันมาหลายวัน เมื่อคืนร่างกายก็ส่งสัญญาณเตือนให้พักผ่อน ด้วยการลืมตาไม่ขึ้น

หลังกลับมาถึงบ้าน อาบน้ำอาบท่าเสร็จ สามีเปิดทีวีดูรายการวิเคราะห์ข่าวที่ดูเป็นประจำทุกวัน ส่วนฉันก็นั่งอยู่ข้างๆ อ่านเฟสบุ๊คไปเรื่อยเปื่อย

เรานั่งเล่นตอนค่ำอยู่ด้วยกันก่อนเข้านอนเป็นกิจวัตร หลังจากที่ลูกเริ่มโตเป็นวัยรุ่น และมีโลกส่วนตัว เราสองคนพ่อแม่จึงกลายเป็นเป็นเพื่อนทำอะไรจุกจิกที่ชอบอยู่ด้วยกันในห้องพักผ่อนประจำบ้าน

ในห้องนี้เป็นห้องแห่งความสุขของฉัน มีครบทั้งทีวี เครื่องเสียง เครื่องเล่น HD Player สำหรับไว้ดูซีรีส์เกาหลีขึ้นจอใหญ่ ฉันไม่ชอบดูในคอมพิวเตอร์หรือในไอแพด ชอบดูจากจอทีวีเครื่องใหญ่มากกว่า

นอกจากนั้นก็มีตู้หนังสือบานใหญ่เต็มผนังห้องด้านหนึ่ง สำหรับเก็บหนังสือที่สะสมและของใช้ส่วนตัวกระจุกกระจิก เวลาขี้เกียจดูทีวี ก็จะนั่งเงียบๆ อ่านหนังสือ

ส่วนสามีมีงานอดิเรกคือนั่งส่องพระเครื่องที่เขาชอบและสะสม บางเวลาก็นั่งดูคลิปยูทูป เราสองคนนั่งอยู่ข้างกัน แต่มีความสุขในโลกที่ชอบของตัวเองคนละใบ

เช้านี้ก็เหมือนทุกวัน ระหว่างนั่งรถ ก็เปิดเฟสบุ๊คดูข่าวสารประจำวัน อ่านเพจข่าว เพจวิเคราะห์ข่าว เจออันไหนชอบใจ ก็แชร์ไปบนไทม์ไลน์บนเฟสบุ๊คส่วนตัว อย่างวันนี้ถูกใจสองบทความ

บทแรกเป็นข้อเขียนของคำผกา ในเพจมติชนสุดสัปดาห์ หัวข้อเรื่องว่า ความโง่ไม่ได้มาโดยกำเนิด ที่เขียนถึงความเหลื่อมล้ำและชีวิตจริงของกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำ ที่ชีวิตไม่มีทางเลือก และโอกาสดีๆก็แทบหาไม่ได้ในขีวิต ฉันแชร์ไปบนไทม์ไลน์บนเฟสบุ๊คตัวเอง พร้อมเขียนแคปชั่นๆ สั้นๆว่า ‘ชีวิตจริงที่โลกไม่สวย’

ส่วนอีกบทความหนึ่งที่ชอบมากเข่นกันที่ได้อ่านเช้านี้ เป็นบทสัมภาษณ์ ‘รุ่งเรือง ปรีชากุล’ อดีตบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ จากเพจ The Momentum เขียนหัวข้อเรื่องไว้ว่า ’ประเทศนี้เป็นประเทศศรีธนนชัย’ ว่าด้วยเรื่องชีวิตสื่อสารมวลชน ที่ไม่อาจเอาชนะกลุ่มทุนและธุรกิจที่ครอบงำอำนาจทางการเมืองอ่านจบแล้วมันใช่มาก

หลังมาถึงออฟฟิศ ก็ดูความเรียบร้อยในงานทั้งเอกสารที่มีและต้องนำเสนอนายพิจารณาลงนาม เตรียมความเรียบร้อยในสำนักงาน เตรียมเรื่องอาหารเที่ยงและของว่าง บริหารจัดการ จัดหา ให้พร้อม เมื่อนายมาถึง บางวันนายก็มีนัดหมายแขกมาพบ ก็ต้องเตรียมความเรียบร้อยเพื่อรับแขกนายด้วย เป็นงานกิจวัตรของอาชีพเลขานุการ ที่งานเหมือนเดิม แต่ต่างกันทุกวันตรงรายละเอียด

วันไหนนายไม่เข้าออฟฟิศ ก็จะเป็นวันสบายๆ ก็จะมีเวลาว่างพอที่จะอ่านอะไรที่อยากอ่านได้ นัดทานข้าวกลางวันกับน้องๆกลุ่มเลขาบริหารด้วยกัน สัปดาห์ละครั้ง แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องงานกัน พูดง่ายๆ แบบฮาๆ ว่าตั้งกลุ่มเลขานินทานาย อย่างไรอย่างนั้น แต่จริงๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรให้นินทาเท่าไหร่ โชคดีว่านายเราที่นี่ทุกคนน่ารัก ส่วนใหญ่จะทำงานกับแบบสบายๆ และจะอยู่กับนายคนเดียวไปกันตลอดเป็นสิบๆปี จนกว่านายเกษียณ

เช้านี้มีเรื่องสะเทือนใจอยู่เรื่อง ที่ทำให้เป็นเช้าที่ทำให้ฉันน้ำตาร่วง ได้รับข่าวว่าน้องที่บริษัทคนหนึ่ง ที่ค่อนข้างสนิทกันพอสมควร แอดมิดเข้าโรงพยาบาลอีกรอบแล้ว เพื่อทำคีโมรักษาอาการป่วยจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ตอนนี้ลามไปทั่วทั้งตัว

น้องคนนี้เมื่อหลายปีก่อนเคยนั่งทำงานใกล้ๆกัน เธอเป็นคนสวย ผอมสูง พูดจาไพเราะ นิสัยน่ารัก ช่วงที่ฉันท้องลูกชายคนที่สอง เธอก็ท้องลูกชายคนที่สองเช่นกัน ลูกเราจึงเกิดมาไร่เรี่ยกัน สมัยลูกยังเล็ก เวลาฉันเดินซื้อของแถวตลาดนัดหลังตึกที่ทำงาน ถ้าเจอเครื่องเขียนน่ารักๆ ที่ซื้อให้ลูก ฉันมักจะไม่ลืมซื้อเผื่ออีกชุด ฝากให้ลูกชายเธอด้วย

เพื่อนที่ทำงานได้แวะไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล กลับมาเล่าให้ฉันฟังว่า สาวสวยคนนั้นวันนี้ร่างกายผ่ายผอมจากโรคภัย ตัวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก น้ำหนักหายไปร่วมสามสิบกิโล พวกเราที่ทำงานทุกคน ต่างรู้ดีว่าชีวิตเธอวันนี้คือนับถอยหลังวันเวลาที่เหลืออยู่อันน้อยนิด

ก่อนหน้านี้เมื่อปีก่อน ก่อนที่เธอจะทรุดหนัก จำได้ว่าฉันได้เจอเธอและไถ่ถามพร้อมให้กำลังใจในการต่อสู้โรคร้าย แต่ด้วยความที่เราเป็นแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน วันนั้นฉันก็ถือวิสาสะพูดกับเธอตรงๆ ถึงความคิดที่อยู่ในใจ

ฉันบอกเธอว่า เธอต้องยอมรับความจริงเรื่องอาการของโรคที่อาจไม่มีทางรักษา และเธอควรจะใช้เวลาที่เหลืออยู่กับลูกอย่างมีความสุข ลูกของเธออายุเท่าลูกชายคนเล็กของฉัน เพิ่งขึ้นมัธยมต้น กำลังเข้าสู่วัยรุ่น วัยที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และอาจเปลี่ยนผันได้เสมอ

ฉันแนะนำเธอไปว่า ควรให้ลูกรับรู้ความจริงว่า แม่อาจไม่มีเวลาเหลืออยู่กับลูกได้ยาวนานนัก ลูกต้องเตรียมพร้อมทั้งจิตใจและเรียนรู้รับผิดชอบดูแลตัวเอง เพื่อให้อยู่ให้ได้ในวันที่ไม่มีแม่ ฟังดูแล้วอาจโหดร้ายมากสำหรับเด็กหนุ่มน้อยที่เพิ่งเติบโต แต่ฉันมองว่าสำคัญ และจะมีใครทำได้ดีไปกว่าแม่ที่จะช่วยหล่อหลอมลูกในช่วงสุดท้ายของชีวิต

ขณะที่กำลังพิมพ์บันทึกประจำวันวันนี้ในบทส่งท้าย น้ำตาก็พาลไหลออกมาด้วยความสะเทือนใจ พลันนึกไปถึงว่าถ้าเป็นตัวเองที่ต้องพบเจอสถานการณ์เช่นนี้ ฉันจะสามารถมีกำลังใจเข้มแข็งพอที่จะต่อสู้กับมันไหม

แล้วก็นึกถึงคำพูดที่พูดถึงเธอว่า โลกทำไมโหดร้ายกับคนน่ารักเช่นเธอได้

แต่เพราะไม่เคยมีใครสามารถคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง ฉะนั้นจึงเตือนตนเองเสมอว่า จงใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความหวังและกำลังใจ หาความสุขเล็กๆที่หล่อเลี้ยงใจ ทำทุกๆวันให้เป็นวันที่ดี เมื่อรักใครก็จงบอกรัก แล้วชีวิตจะงดงามด้วยตัวของมันเอง

แก้วเจ้าจอม

19 กันยายน 2561

ฉันเป็นตัวฉันเอง

#ฉันเป็นตัวฉันเอง

การบ้านวันนี้ครูให้สำรวจตัวตนแล้วเล่าเรื่องออกมาค่ะ

การบ้าน 3/12 จากชั้นเรียนเขียนกับครูปราย พันแสง

สำรวจประตูกล ‘เรื่องของคุณ’

‘ ฉันเป็นตัวฉันเอง’

ฉันกำลังนั่งเขียนรีวิวซีรีส์เกาหลีในเพจที่ฉันดูแลอยู่ ตอนที่เฟสบุ๊คขึ้นเตือนมาว่าการบ้านครูข้อใหม่มาแล้ว

กำลังฟินกับเรื่องราวโรแมนติกในซีรีส์ที่ดูแล้วชอบ จึงรีบเขียนเล่าบรรยายชักชวนแฟนเพจมาดูด้วยกัน อารมณ์จึงดีเป็นพิเศษ เพราะแฟนเพจชอบเหมือนฉัน คอมเมนท์กันกระจายเรื่องความน่ารักของพระเอก และความสนุกของเนื้อเรื่องที่เพิ่งได้ดูไปได้แค่สี่ตอน

ฉันยอมรับว่าตนเองเป็นคนโรแมนติก เป็นเด็กหญิงช่างฝัน สมัยเด็กๆ แม่จะว่าประจำตอนแม่เรียก แต่ฉันยังไม่ยอมลุก เพราะติดพันอยู่กับนิยายเรื่องโปรด

ฉันเกิดที่กรุงเทพ เรียนโรงเรียนกุหลาบวัฒนา ที่เป็นโรงเรียนสตรีคอนแวนต์ เครือเดียวกับโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย พอจบมัธยมต้น ด้วยความที่คะแนนดีเลยได้เรียนต่อที่มาแตร์โดยไม่ต้องสอบ บางคนอาจคิดว่าบ้านรวยเลยเรียนมาแตร์ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ ครอบครัวฉันเป็นครอบครัวคนชั้นกลางธรรมดา

พอจบมาแตร์ก็สอบเข้าธรรมศาสตร์ได้ อยากเรียนวารสารศาสตร์ เมื่อสอบไม่ได้ ก็เรียนศิลปศาสตร์แทน จนจบสี่ปี ก็หางานทำ โชคดีจบปุ๊บก็ได้งานทำในบริษัทมั่นคง ในชีวิตย้ายงานแค่ครั้งเดียว ต่อจากบริษัทแรกมาบริษัทที่สองในปัจจุบัน ก็ทำมาเรื่อยจนทุกวันนี้ ร่วมสามสิบปีกว่าๆในหน้าที่ที่เลขานุการบริหาร ผู้บริหารระดับสูงในบริษัทมหาชนระดับใหญ่แห่งหนึ่ง

ฉันเป็นคนเงียบๆ ค่อนข้างโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เวลาทำงานก็ทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด เป็นเลขาที่ไม่ชอบเม้าส์มอยไปทั่ว นั่นไม่ใช่ฉัน เวลาอยู่คนเดียวก็อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า หาความสุขคนเดียวได้ รับผิดชอบตนเองทุกสิ่งทุกอย่างมาตั้งแต่เรียนจบหาเงินได้ โดยไม่ต้องรบกวนแม่ สิ่งที่ฉันให้ความสำคัญมากที่สุด ไม่ใช่งาน แต่เป็นครอบครัวมาก่อนเสมอ

ถึงแม้นนิสัยส่วนตัวจะเป็นแบบนี้ แต่เวลาทำงานฉันก็แยกแยะอารมณ์ตัวเองได้ เมื่อต้องคุยธุระเกี่ยวกับการงาน ฉันก็คุยได้ไม่เคยมีปัญหากับใคร

มีน้องๆที่ทำงานที่สนิทกัน จะบอกว่าฉันเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง สามารถทำงานกับผู้ใหญ่ระดับสูงได้ เวลางานจะวางตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่พอนอกเวลางาน กับคนที่สนิทสนมกลุ่มเล็กๆ ฉันก็เหมือนหญิงสาวทั่วไป ชอบดูหนัง ฟังเพลง คุยเรื่องละคร เรื่องนิยายสุดโปรด และแอบนินทาชายหนุ่มน่ารักบ้างเป็นบางเวลา

สิ่งที่ฉันเป็นกับสิ่งที่คนอื่นเห็น ฉันว่าแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียว ความที่เป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา ใครดีมา ฉันดีตอบ ใครที่นิสัยไม่ดีและฉันไม่ปลื้ม ฉันก็ไม่เสวนาด้วย ก็แค่นั้น ฉันจึงคิดว่าตนเองมีบุคลิกภาพที่ทำให้คนอื่นเกรงใจ ประกอบกับตำแหน่งหน้าที่การงาน เลยไม่ค่อยมีคนมาวุ่นวายกับฉันเท่าไหร่

เวลาทำงานถ้ามีปัญหา แล้วฉันไม่ผิด ฉันจะไม่ยอม ฉันต้องได้อธิบาย และต้องเคลียร์ให้เข้าใจ ฉันจึงบอกน้องๆ ที่ร่วมงานกันเสมอว่า เวลาทำงานใดๆ เราต้องมีหลักการที่ถูกต้องเหมาะสม ที่ไม่ให้คนอื่นมาว่าหรือกล่าวโทษได้ เราต้องยึดความถูกต้องในงานเป็นหลัก เพราะความถูกต้องนี้จะเป็นตัวปกป้องมิให้เราถูกเพื่อนร่วมงานแย่ๆบางคน ที่ชอบปัดภาระ ไร้ความรับผิดชอบและโยนความผิดได้

ฉันจึงคิดว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะไหน ที่ทำงาน หรือที่บ้าน ในฐานะแม่ ฉันก็จะเต็มที่กับทุกบทบาท เวลาทำงานฉันก็เต็มที่ ไม่ให้ผิดพลาด เวลาอยู่บ้านรับบทแม่ ฉันก็ดูแลลูกสองคนเต็มที่ ไม่เคยให้ลูกรู้สึกขาดทั้งความรักและวัตถุเท่าที่แม่พอหาได้ตามสภาพฐานะครอบครัว

เวลาอยู่กับลูก ฉันก็เป็นแม่ที่เหมือนเพื่อนลูก คุยกับลูกได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องไอดอลเคป๊อบที่ลูกชอบ เรื่องมังงะที่ลูกอ่าน แถมคอยซื้อเกมส์และหนังสือให้ลูกตลอด แม้กระทั่งสภาพปัญหาการเงินที่เป็นอยู่ที่ดีร้ายขึ้นลงตามสภาพ ฉันก็บอกเล่าให้ลูกรับรู้ ทำให้ลูกทั้งสองของฉันไม่เคยขออะไรจากพ่อแม่ นอกเหนือจากสิ่งจำเป็นในชีวิต มีแต่ฉันเองนี่แหละที่ช่วงไหนล่ำซำ ก็จะจัดให้ลูกเอง ฉันเป็นแม่แบบนี้แหละ

ฉันจึงคิดว่าความรับผิดชอบและการให้ใจและเต็มที่กับทุกสิ่งที่ทำในชีวิต มันจะส่งผลให้เรามีความสุขเวลาได้ทำ เมื่อไม่ทุกข์ในสิ่งที่ทำ ผลที่ได้ก็จะออกมาดีเอง ฉันคิดเช่นนั้น ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อฉันเกษียณจากงานประจำ ฉันก็เตรียมตัวเริ่มหาอะไรทำตั้งแต่ตอนนี้ไว้แล้ว ทั้งการทำเพจเฟสบุ๊ค ทำบล็อก และเขียนหนังสือสักเล่มถ้าเป็นไปได้ ฉันค่อยๆ ทำไปด้วยความสุขและสนุกกับมัน ผลจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของวันข้างหน้า

ชีวิตฉันในวันนี้ ถ้าถามว่าพอใจกับตัวตน ณ วันนี้ไหม ฉันคิดว่าฉันพอใจแล้ว มีงานทำ มีรายได้ มีหนี้ก็ใช้หนี้ไป มีโรคประจำตัวก็รักษาไป เก็บเงินเพื่อลูกไป ทุกอย่างมันมีแบบแผนที่ถูกต้องควรทำที่เรารู้กันอยู่แล้ว

ตราบใดเรายังมีแรงมีสมอง มีใจที่ไม่ท้อ รู้จักมองโลกในแง่บวก รู้จักหาความสุขได้ในทุกวัน ไม่เก็บเอาความทุกข์มารกใจ จะมีความสุขอะไรได้มากไปกว่านี้เล่า มีครอบครัวพี่น้องที่รัก มีสามีน่ารักและอยู่เป็นเพื่อนไม่เคยห่างตลอดเวลาตั้งแต่รู้จักและแต่งงานกันมาร่วมสามสิบปี มีลูกเรียนเก่งอยู่ในโอวาท โดยที่แม่ไม่ต้องเหนื่อยเคี่ยวเข็น อนาคตของลูกจะเป็นเช่นไร ก็เป็นเรื่องของลูก ที่แม่อย่างฉันไม่คาดหวัง เพราะถือว่าได้ทำหน้าทีตนเองเต็มที่แล้ว นี่แหละ ตัวฉันที่เป็นฉันเอง

แก้วเจ้าจอม

17 กันยายน 2561

ธรรมศาสตร์ที่คิดถึง

#ธรรมศาสตร์ที่คิดถึง

การบ้านหัวข้อ

‘ลายสักนักเขียน’ Blue Box Tattoo

ใครอยากรู้หลักการเขียนโดยใช้ Bluebox Tattoo

ไปลงเรียนเขียนกับครู ‘ปราย พันแสง นะคะ

ฉันเรียนแล้วทำให้เขียนได้เร็วและเขียนอะไรได้ยาวขึ้นค่ะ

แล้วความสุขในโลกแห่งการเขียนจะบังเกิด

เรื่อง ‘ธรรมศาสตร์ที่คิดถึง’

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา มีช่วงชีวิตสำคัญช่วงหนึ่งที่มีส่วนสำคัญทำให้ตัวฉันเป็นฉันอยู่อย่างทุกวันนี้ คือช่วงเวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัย ชีวิตในมหาวิทยาลัยที่ฉันได้เรียนรู้และช่วยให้ฉันเข้าใจโลก ช่วยสร้างความมั่นใจในตัวตน และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ได้รับโอกาสในการทำงานที่ดีจนทุกวันนี้

ฉันจึงอยากบันทึกความทรงจำดีๆนี้ไว้ เพื่อเก็บไว้ระลึกถึงประสบการณ์ และช่วงชีวิตที่มีความสุขมากๆ ช่วงหนึ่งของชีวิต

ทุกวันนี้ที่ฉันมีหน้าที่การงานมั่นคง คิดว่าประสบการณ์ในช่วงขีวิตสี่ปีในมหาวิทยาลัย มีส่วนสำคัญอย่างมากในการหล่อหลอมให้ฉันรู้จักคิด วิเคราะห์ ประกอบกับการเป็นคนรักการอ่าน ที่ช่วยส่งเสริมให้ฉันพร้อมจะเรียนรู้เวลาได้รับมอบหมายงานใหม่ๆ ที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนหลากหลายรูปแบบในวงการงาน ทำให้งานราบรื่นตลอดมา ถึงแม้นบางครั้งมีปัญหา ฉันก็มีสติและรู้จักใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ในแต่ละครั้ง

ฉันเข้าเรียนในคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่าบรรยากาศการเรียนมหาวิทยาลัยสมัยนี้เป็นอย่างไร นักศึกษาสมัยนี้อาจแค่เข้าชั้นเรียน เสร็จแล้วก็ไปเที่ยวเล่น แต่ในยุคที่ฉันเรียน บรรยากาศไม่เป็นเช่นนั้น

จำได้ว่าตนเองตื่นตาตื่นใจมาก เมื่อได้เข้าไปใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย จากชีวิตในกรอบแบบนักเรียนที่อยู่ในโลกของโรงเรียนคอนแวนต์หญิงล้วนมาตลอดชีวิต

ก่อนหน้านั้นด้วยความที่อยู่ในครอบครัวคนจีนที่มีแต่พี่น้องผู้หญิง เมื่อเข้าโรงเรียน พ่อก็จะส่งลูกๆ เข้าโรงเรียนสตรีหญิงล้วน ฉันเองได้เข้าเรียนโรงเรียนเอกชนแบบคอนแวนต์หญิงล้วน ตั้งแต่อนุบาลจนจบมัธยมปลาย ชีวิตจึงมีแต่ที่บ้านและโรงเรียนเท่านั้น

เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และได้เข้าไปใช้ชีวิตอิสระในการเรียนรู้ทั้งเรียนรู้เพื่อนใหม่ๆทุกคณะ และเรียนรู้สังคมภายนอกที่กว้างและยิ่งใหญ่กว่าโลกใบเล็กแคบๆของฉัน ทำให้ฉันมีความสุขมาก

สิ่งประทับใจและจดจำจากมหาวิทยาลัยที่ยังจดจำได้จนมาถึงทุกวันนี้ นอกจากงิ้วธรรมศาสตร์ล้อการเมืองในวันปฐมนิเทศ งานบายศรีสู่ขวัญในวันรับเพื่อนใหม่คณะที่แสนอบอุ่น อีกทั้งบทกวีทางสังคม มากมายที่ฉันได้เริ่มต้นทำความรู้จัก ก็ทำให้ฉันประทับใจมิรู้ลืม

บทกวีที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่สนใจการอ่านอย่างฉัน ประทับใจบทแรกคือ บทกวีที่ตีพิมพ์ในจุลสารเพื่อต้อนรับน้องใหม่

‘เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน’ เป็นข้อเขียนหนึ่งในหลายชิ้นที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาหัวก้าวหน้า ยุคก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516

‘ ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์

คนเดินผ่านไปมา เขาด้นดั้นหาสิ่งใด

ปัญญามีขายที่นี่หรือ จะแย่งซื้อได้ที่ไหน

อย่างที่โก้หรูหรา ราคาเท่าใด จะให้พ่อขายนามาแลกเอา

ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้ ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า

เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

นี่จะให้อะไรกันบ้างไหม มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย

แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย วานนิ่งเฉย อย่าบ่น อย่าโวยวาย

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย

ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว

มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว

เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน บานอยู่ เต็มฟาก สวรรค์

เกินพอ ให้เจ้าแบ่งปัน จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป

บทกลอนนี้เขียนขึ้นโดย วิทยากร เชียงกูร ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ยูงทอง เมื่อ 27 มิถุนายน พศ.2511

เมื่อได้อ่านครั้งแรก บรรยายความรู้สึกตนเองไม่ถูก แต่รับรู้ว่ามันกระแทกเข้าไปในใจอย่างแรง ณ ตอนนั้น ฉันรู้เพียงว่ามีโลกข้างนอกใบใหญ่ใบใหม่ที่ฉันอยากค้นหามัน

นับตั้งแต่วันรับน้องในช่วงปีหนึ่ง หลังจากนั้นฉันเข้าร่วมกิจกรรมฝ่ายวิชาการ ในองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนั้นฉันหาโอกาสเรียนรู้โลกกว้าง ด้วยการเข้าร่วมฟังทุกกิจกรรมที่มีการจัดอภิปรายขึ้นในมหาวิทยาลัย

จำได้ว่าเวลามีกิจกรรมใดๆ จะมีแผ่นป้ายประกาศเชิญชวนนักศึกษาเข้าฟัง ทั้งของชมรมวรรณศิลป์ ชมรมโต้วาที ทุกเรื่องราวที่จัดขึ้นเพื่อถกเถียงแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับปัญหาทั้งสังคมและการเมือง ฉันเข้าร่วมฟังทุกครั้งที่ที่มีเวลา

แม้แต่ในงานฟุตบอลประเพณีที่จัดขึ้นทุกปี ฉันก็เข้าร่วมในขบวนพาเหรด ถือป้ายผ้าข้อความเสียดสีการเมือง ต่อด้วยการร่วมแปรอักษรบนอัฒจันทร์ เป็นช่วงเวลาในชีวิตที่จำได้ไม่ลืม

นอกจากนั้นในเวลาว่างที่ไม่มีคาบเรียน ฉันก็จะขลุกอยู่ในห้องสมุด ค้นคว้าหาหนังสือมากมายในหอสมุดธรรมศาสตร์มาอ่าน อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์เก่าในยุคก่อนปี 2500 ที่เก็บเป็นพิเศษ ฉันยังไปตามหามาดู

ฉันใช้ชีวิตในการเรียนรู้โลกแบบนี้ตลอดสี่ปีในท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยริมน้ำที่มีตึกโดมยืนเด่นริมฝั่งเจ้าพระยา ชีวิตสี่ปีที่หล่อหลอมให้ฉันเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจชีวิต เข้าใจสังคม และความเป็นไปของทุกเหตุการณ์ในสังคม ล้วนมีที่มา ทำให้ฉันเป็นคนไม่กลัวการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และเข้าใจในทุกการเปลี่ยนแปลงของชีวิต

ฉันดีใจที่ตนเองกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำตามหัวใจเรียกร้อง ด้วยการก้าวออกจากโลกแคบๆ ใบเดิม สู่การเรียนรู้โลกใบใหม่นอกห้องเรียน

การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยที่คุ้มค่า เราไม่ควรขลุกอยู่แต่การเรียนในตำราเพียงอย่างเดียว การเดินออกมานอกห้องเรียนเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ช่วยหล่อหลอมตัวตนใหม่ให้เรา และผลพลอยได้ที่เราอาจยังไม่ได้รับรู้ในตอนนั้น คือ ประสบการณ์ชีวิตนั้น จะเป็นตัวช่วยถากถางทางเดินชีวิตในวันข้างหน้าที่อาจราบเรียบหรือขรุขระให้เรา

หากจะลงท้ายเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตช่วงสี่ปีนี้ด้วยบทกวี ฉันจะนึกถึงบทกวีหรือบทเพลงเพื่อชีวิตเพลงหนึ่ง บทกวีที่สร้างพลังใจในการต่อสู้และไม่ยอมแพ้ พร้อมทั้งเปี่ยมด้วยความหวังและพลังใจในการเดินต่อไปในชีวิต บทเพลงนั้นคือ ‘แสงดาวแห่งศรัทธา

เพลงที่ประพันธ์โดย จิตร ภูมิศักด์

ชื่อเพลง ‘ แสงดาวแห่งศรัทธา’

พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกาว

ส่องฟากฟ้า เด่นพราว ไกลแสนไกล

ดั่งโคมทอง ส่องเรืองรุ้งในหทัย

เหมือนธงชัย ส่องนำจากห้วงทุกข์ทน

พายุฟ้า ครืนข่มคุกคาม

เดือนลับยาม แผ่นดินมืดมน

ดาวศรัทธา ยังส่องแสงเบื้องบน

ปลุกหัวใจ ปลุกคนอยู่มิวาย

ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ

คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย

แม้นผืนฟ้า มืดดับเดือนลับละลาย

ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน

ดาวยังพราย อยู่จนฟ้ารุ่งราง

แก้วเจ้าจอม

16 กันยายน 2561

คิดให้เป็นเรื่อง

วันนี้เริ่มเข้าสู่ชั้นเรียนเขียนกับครูปราย พันแสง

เริ่มวันแรกกับคอร์สหลักค่ะ

การบ้าน 1/12

หัวข้อ ‘คิดให้เป็นเรื่อง’

‘เรื่องราวในความคิด’

วันนี้เข้าคอร์สเรียนเขียนอย่างจริงจังวันแรก หัวข้อแรกก็ยากแล้ว

นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของฉันเลยก็ว่าได้ เป็นมาตั้งแต่ก่อนเข้ามาเรียน

คือ ไม่รู้จะเขียนอะไร แต่ในเมื่อวันนี้เป็นการบ้านที่ต้องคิดๆๆ ออกมานำเสนอให้ครู ก็ลุยเลยค่ะ

เรื่องที่หนึ่ง

ชื่อเรื่อง -ในทุกเรื่องราวมีบทกวีแทรกอยู่

เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง A Poem A Day ที่เพิ่งดูได้ไม่นาน เป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวชีวิตนักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาล แต่ผูกเรื่องราวของชีวิตนักกายภาพเหล่านั้นกับคนไข้แต่ละเคส แต่ละเรื่องราวกับบทกวีของเกาหลีแบบสั้นๆ ในแต่ละตอน

ตอนที่ดูซีรีส์นี้จบยังคุยกับแฟนเพจว่าจะรวบรวมบทกวีในซีรีส์เรื่องนี้แต่ละตอนลงบล็อก แต่เวลาผ่านมาหลายเดือน ก็ยังมิได้เริ่มเสียที

ตั้งใจจะคัดลอกบทกวีที่ปรากฏในซีรีส์เพื่อบันทึกไว้ และเขียนความคิดความรู้สึกที่กระทบจิตใจตนเองเพิ่มเติมในแต่ละตอนเข้าไปด้วย

เหตุผลที่ทำให้อยากเขียนรวบรวมเรื่องราวนี้ เพราะมองว่าศิลปะสองแขนงที่เราชื่นชอบ ทั้งภาษาจากวรรณกรรม และเรื่องราวบนแผ่นฟิล์ม มารวมตัวกันได้อย่างงดงาม ซาบซึ้ง กินใจ จนอยากบันทึกเก็บไว้เท่านั้นเอง แต่ถ้ามีเวลาและได้ทำ จะขยายขอบเขตออกนอกจากซีรีส์เรื่องเดียว ครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆ ได้ยาวๆ ไปเลยค่ะ

เรื่องที่สอง

ชื่อเรื่อง – เธอในความฝัน

ตอนคิดเรื่องนี้ ยังอดขำตัวเองไม่ได้ เพราะคิดว่าเรื่องนี้เป็นความประหลาดของตัวเอง ที่ชอบฝันถึงสามี แต่เรื่องราวในฝันจะออกมาคล้ายๆกับเรื่องราวในนิยาย ในหนังหรือละคร เลยเดาว่าตัวเองคงกินเยอะไปจนฟุ้งซ่าน เก็บเอาสามีที่รักไปฝันถึงบ่อยๆ แต่ละเรื่องราวก็ไม่ซ้ำกัน เสียแต่ว่าไม่เคยจดบันทึกไว้สักที

เคยเล่าให้สามีฟังขำๆ เค้าก็หัวเราะในความเพี้ยนของภรรยา เมื่อมานึกๆดู สงสัยในส่วนลึกของเราคงอยากเป็นนางเอกในละคร ความที่งานอดิเรกคือดูหนังดูซีรีส์รักมากมายกระมัง

จึงคิดว่าคงสนุกดีถ้าเราได้จดบันทึกเรื่องราวนี้เก็บไว้ เขียนเป็นเรื่องสั้นส่วนตัวเป็นตอนๆ เวลาย้อนมานั่งอ่านคงมีความสุขแบบพิลึกๆ

เรื่องที่สาม

ชื่อเรื่อง – เรื่องราวระหว่างบรรทัด

ความจริงเรื่องที่สามนี้ ได้เริ่มต้นบันทึกไปบ้างแล้ว ความที่ตนเองเป็นคนรักการอ่าน มีหนังสือในตู้เป็นพันเล่มได้ จากการซื้อสะสมมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานหลังเรียนจบและหาสตางค์ใช้เองได้

ในความคิดคืออยากดึงส่วนที่ชอบในหนังสือแต่ละเล่ม บันทึกเก็บไว้ และคัดลอกข้อเขียนที่ประทับใจในหนังสือแต่ละเล่มนั้นบันทึกเก็บไว้ ทุกวันนี้ได้เริ่มทยอยๆ บันทึกไว้ในเพจเฟสบุ๊คเช่นเดิม แต่เวลาที่มีน้อยนิดหลังงานประจำ จึงทำให้โครงการนี้เป็นไปอย่างช้าๆ แต่ก็ดีใจที่ได้เริ่มไปบ้างแล้ว

คิดไว้ว่าโครงการนี้จะเป็นงานอดิเรกในยามหลังเกษียณ แต่ด้วยว่าบังเอิญเพจเฟสบุ๊คอีกเพจที่ทำแล้วเติบโตมาก จนดึงเวลาเราไปซะส่วนใหญ่ จึงคิดว่าในอนาคต จะต้องจัดสรรเวลาดีๆ เพื่อให้งานชิ้นนี้คืบหน้าไปเร็วกว่านี้ (3)

เรื่องที่สี่

ชื่อเรื่อง – ธรรมศาสตร์ที่คิดถึง

ช่วงชีวิตที่ผ่านมา ชีวิตวัยเรียนช่วงสี่ปีในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีส่วนสำคัญที่หล่อหลอมความคิด ทัศนคติ ที่ทำให้เราเป็นตัวของตัวเอง และเราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ มองว่าประสบการณ์ช่วงนั้น มีส่วนช่วยสร้างความสามารถในการปรับตัวเรียนรู้ในการทำงานและใช้ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน

จึงอยากบันทึกเหตุการณ์ช่วงนั้นเก็บไว้ เพื่อระลึกถึงวันเก่าๆและช่วงเวลาที่น่าประทับใจนั้นไว้

เรื่องที่ห้า

ชื่อเรื่อง – ทางเดินในชีวิต

เรื่องนี้คิดไว้ว่าถ้าจะเขียน ก็คงเขียนไว้ให้ลูกหรือน้องๆรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นมา ความจริงประสบการณ์ชีวิตของตัวเองในเวลาที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีเรื่องราวยิ่งใหญ่หรืออะไรน่าจดจำมากนัก แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากเล่าเรื่องราวที่ได้พบเจอทั้งในชีวิต ความรักและการงาน ในชีวิตจริงที่ได้พบประสบการณ์ในวงงานที่เป็นคนระดับบนของประเทศ

และแรงบันดาลใจที่อยากเขียนคือ อยากให้เค้าเข้าใจว่าในชีวิตคนเราที่มีความฝันนั้น บางคนที่โชคดีได้ทำตามฝันตั้งแต่อายุยังน้อย แต่บางคนที่ยังทำไม่ได้ เราก็อยากให้เค้าเข้าใจชีวิตในโลกจริงๆ ที่เราต้องหาเลี้ยงชีพและดูแลครอบครัวให้มีความสุขก่อน

งานในฝันเราสามารถเก็บมาทำเป็นงานอดิเรกในเวลาว่างที่แสนสุขได้ จะทำให้มีกำลังใจใช้ชีวิตและเดินไปข้างหน้าได้ เพราะเท่าที่พบเจอมา บางคนไม่สามารถทนรับความผิดหวังจากการที่ไม่ได้ทำตามความฝัน จนใช้ชีวิตแบบไม่มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

ความจริงแล้ว คิดว่าเด็กรุ่นใหม่มีโอกาสและช่องทางที่จะทำตามความฝันได้ง่ายกว่าคนรุ่นเรา แต่สำหรับคนที่ยังทำไม่ได้ อยากให้มีกำลังใจและรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เรื่องที่ห้านี้ยังเป็นเรื่องในความคิดที่ยังไม่กล้าเขียน เพราะคิดว่าอาจกระทบกับคนในชีวิตจริงได้ จึงเป็นโครงการในใจก่อนค่ะ ส่วนเรื่องแนวอื่นๆ เช่น นวนิยาย คิดว่าตนเองคงเขียนไม่ได้ จึงไม่เคยคิดที่จะเขียน ขอเป็นผู้อ่านอย่างเดียวต่อไปค่ะ

#แก้วเจ้าจอม

15 กันยายน 2561

เมื่อหัวใจไม่ยอมแก่

#เมื่อหัวใจไม่ยอมแก่

การบ้านชั้นเรียนเขียนวันที่เจ็ด กับครูปราย พันแสง

หัวข้อ ‘นามของคน เงาของไม้’

‘เมื่อหัวใจไม่ยอมแก่’

เช้านี้ตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำ คือเปิดอ่านงานเขียนในกรุ๊ปไลน์ เห็นครูปรายมาโพสต์หัวข้อการบ้าน ‘นามของคน เงาของไม้’ แล้ว เอ๊ะ เราเขียนการบ้านเล่าเรื่องที่มาของนามปากกาไปแล้วเมื่อวันก่อนนี่นา เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาเล่าที่มาของชื่อเพจเฟสบุ๊คงานอดิเรกของตัวเองแทนค่ะ

เพจเฟสบุ๊คเพิ่งเริ่มมาเป็นงานอดิเรกของฉันเมื่อราวสองปีก่อน เริ่มต้นจากการชอบดูซีรี่ส์เกาหลีในช่วงเวลาว่าง ตามดูอย่างหนักหน่วงและติดหนึบมาเป็นปีๆ จนอยากหาเพื่อนคุยและเม้าส์มอยเรื่องพระเอกน่ารักๆและซีรี่ส์สนุกๆ

ก่อนหน้านั้นฉันมักจะชอบเข้าไปค้นคว้าหาอ่านเรื่องซีรี่ส์สนุกๆในเว็บบอร์ดของพันทิปเป็นประจำ แต่ต่อมาเมื่อคนเริ่มนิยมเล่นเฟสบุ๊คมากขึ้น ความเคลื่อนไหวและเรื่องราวในพันทิปก็เริ่มน้อยลง แล้ววันหนึ่งไม่รู้นึกยังไง ฉันก็ตัดสินใจเปิดเพจเฟสบุ๊คเพื่อคุยเรื่องซีรี่ส์เกาหลีที่ชอบขึ้นมาเอง

ตอนคิดตั้งชื่อเพจ แรกๆก็นึกไม่ออกว่าจะตั้งชื่ออะไร แต่คิดไปคิดมาก็ใช้คำสั้นๆ แทนใจตัวเองแบบตรงไปตรงมาว่า ‘ซีรี่ส์ที่รัก’ เพราะมันเป็นคำกลางๆ แบบกว้างๆ และที่สำคัญครอบคลุมได้หมด ไม่ว่าเราจะคุยเรื่องซีรี่ส์ของชาติไหน ไม่เจาะจงเฉพาะของเกาหลีอย่างเดียว ทำให้ในเพจของฉันเป็นเพจที่คุยเรื่องซีรี่ส์ในโซนเอเชียทั้ง เกาหลี จีน ญี่ปุ่น ทำให้เพจสามารถหาคอนเทนท์หรือเรื่องราวมาลงได้กว้างขึ้น

การมาทำเพจซีรี่ส์ ซึ่งแฟนเพจส่วนใหญ่น่าจะเป็นรุ่นลูก รุ่นน้อง ซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้บางครั้งเพราะความเป็นผู้ใหญ่ของเรา ต้องคิดหนักเหมือนกันเวลาหาเรื่องราวมาลง เพราะเท่าที่ดูจากเพจอื่นๆ หรือตามกลุ่มแฟนคลับ มักจะเน้นที่ศิลปินดาราที่ชอบเจาะจง และแปะแต่รูปดาราหล่อๆ โดยที่ไม่มีเรื่องราวอะไรน่าสนใจ ฉันเห็นว่าไม่ใช่แนวที่ชอบ จึงขอทำตามใจตัวเอง

ฉันเริ่มจากเพลงประกอบซีรี่ส์ที่ชอบ ในการลงมิวสิควีดีโอเพลงจากซีรี่ส์ที่รักของฉัน จัดทำข้อมูลเป็นระบบ แบ่งซีรี่ส์ที่ชอบเป็นปีๆ เริ่มจากปีเก่าๆ ที่เริ่มดู จนถึงปีปัจจุบัน ทำโพสต์ปักหมุดรวบรวมเป็นซีรี่ส์ที่ชอบแยกเป็นปี เป็นหมวดหมู่หาง่าย และอัพเดทเพจทุกวัน ช่วงหลังๆ ฉันเริ่มเขียนแนะนำและรีวิวซีรีส์ที่ชอบเป็นบทความยาวขึ้นๆ ปรากฎว่าแฟนเพจก็ชื่นชอบและแชร์กันไปจำนวนมาก

ช่วงแรกๆ ที่เปิดเพจ ฉันชักชวนให้พี่น้องเพื่อนฝูงมาเป็นแฟนเพจ ต่อมาฉันก็เริ่มขยายฐานแฟนคลับจากการเข้าไปแชร์ในกลุ่มคนชอบซีรี่ส์เหมือนกัน ทำให้จำนวนคนที่มากดไลค์ กดติดตามเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ ทุกวัน จนทุกวันนี้ ก็ยังมีคนเข้ามาติดตามเพจเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอประมาณสัปดาห์ละหนึ่งพันคน จนปัจจุบันมีผู้ติดตามเพจที่ฉันดูแลคนเดียวนี้สองแสนกว่าคนแล้ว

ในแต่ละวันที่ทำเพจหลังเลิกงาน ฉันต้องไปอ่านอัพเดตข่าวจากเว็บข่าวต่างประเทศ เพื่อหาคอนเท้นท์ทีคิดว่าน่าสนใจนำมาบอกเล่าต่อในเพจ ถ้าช่วงไหนคอนเทนท์ที่ฉันอัพเดทคลิปข่าว ตัวอย่างซีรี่ส์ บังเอิญไปโดนใจแฟนคลับเข้า จนกระหน่ำแชร์ และคลิกดูกันมากมาย ช่วงนั้น ปุ่มแจ้งเตือนก็จะแสดงตัวเลขคอมเมนท์มากมายขึ้นตลอดเวลา

จนเมื่อเดือนที่ผ่านมาในช่วงที่เพจครบสองปี ฉันเข้าไปดูสถิติจากวีดีโอที่มีคนกดไลค์กดแชร์กันมากที่สุด ปรากฎว่าโพสต์คลิปนั้น เป็นตัวอย่างซีรี่ส์ก่อนฉายที่มีคนสนใจมาก คลิปนั้นในเพจของฉันกระจายไปทั่วโลกถึงสี่ล้านกว่าเกือบห้าล้าน Organic Reach และมีคนเข้าคลิกดูวีดีโอจนจบคลิปถึงสองล้านกว่าครั้ง แชร์ไปสองหมื่นเจ็ดพันกว่าครั้ง และคอมเมนท์ในโพสต์อีกหมื่นกว่าคอมเมนท์

เมื่อได้ดูข้อมูล ฉันจึงได้ประจักษ์แก่ตาตนเองว่า นี่คืออิทธิพลของโลกยุคใหม่ที่พวกเราไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ฉันเองในชีวิตจริงเป็นทั้งผู้หญิงทำงานและเป็นทั้งแม่ของลูกวัยรุ่นหนุ่มสาวสองคน ไม่อาจหลีกหนีโลกยุคใหม่ดิจิตอลที่มาประจันหน้าได้อีกแล้ว

ฉันจึงเริ่มค้นคว้าหาความรู้ เข้ากลุ่มเพื่ออ่านข่าวสารเกี่ยวกับดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งไม่หยุดหย่อน ค่อยๆหัดลองผิดลองถูก ตัดต่อคลิป หาเพลงมาใส่ ด้วยไอแพดเครื่องเดียว จนทุกวันนี้รู้สึกตัวเองเข้าใกล้อาชีพสื่อขึ้นทุกวัน จากการที่มีทีวีและช่องบันเทิงต่างๆ เริ่มอินบ๊อกเข้ามาหลังไมค์เพื่อขอให้ฉันช่วยประชาสัมพันธ์ซีรี่ส์ของเขาผ่านหน้าเพจของฉัน

เมื่อย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องราวเมื่อสามสิบปีที่แล้ว เมื่อครั้งสอบเอ็นทรานส์เข้ามหาวิทยาลัย จำได้ว่าได้เลือกคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์เป็นอันดับหนึ่ง แต่เพราะคะแนนที่สอบได้ไม่ถึง จึงได้มาเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทน

นึกไม่ถึงว่าแม้นไม่ได้เรียนวารสารศาสตร์ในวันนั้น แต่วันนี้ฉันกลับใช้ประสบการณ์และการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้มาทำให้งานที่สนใจอยากทำเมื่อครั้งนั้น กลายมาเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ทำในวันนี้

#แก้วเจ้าจอม

13 กันยายน 2561

การบ้านงานเขียนในชั้นเรียนเขียนวันที่เจ็ด

งานที่ทำให้เราเป็นเรา

#งานที่ทำให้เราเป็นเรา

การบ้านชั้นเรียนเขียนวันที่หกกับครูปราย พันแสง

หัวข้อ ‘จักรยานแห่งชีวิต’

‘งานที่ทำให้เราเป็นเรา’

ในห้องทำงานที่บรรยากาศเงียบสงบ อุปกรณ์สำนักงานครบครัน ฉันนั่งทำงานที่นี่เงียบๆคนเดียว ห้องด้านในเป็นห้องของเจ้านาย วันนี้ปิดไฟเงียบ เพราะท่านไม่ได้เข้าสำนักงาน ฉันจึงเป็นเจ้าของพื้นที่นี้แต่เพียงผู้เดียว

เจ้านายฉันเป็นผู้ใหญ่ใจดี วันนี้แม้จะล่วงเข้าปีที่เจ็ดสิบเอ็ดของท่าน ท่านก็ยังดูเป็นหนุ่มสมาร์ท กระฉับกระเฉง ออกกำลังกายทุกวัน

ฉันทำหน้าที่เลขานุการให้ท่านในองค์กรชั้นนำแห่งนี้มาร่วมยี่สิบเจ็ดปี สำหรับผู้คนในยุคใหม่ที่เลขานุการอาจไม่จำเป็นไปแล้ว แต่สำหรับคนรุ่นเก่าในระดับบริหาร ฉันคิดว่าอาชีพที่ทำให้ฉันเป็นฉันในทุกวันนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง

แม้นวันนี้ท่านจะเลยวัยเกษียณไปแล้ว แต่ก็ยังทำงานอยู่ และงานก็ลดลงไปจากช่วงสิบกว่าปีก่อนหน้ามาก ช่วงที่ท่านรับตำแหน่งมากมายหลายที่ ท่านทำงานหนักมาก บางวันประชุมตลอดวัน เดินทางเข้าออฟฟิศหลายที่ที่ท่านรับตำแหน่ง ช่วงนั้นฉันก็ต้องวิ่งรอกไปกับท่านด้วย แต่งานก็ผ่านไปได้ด้วยดีตลอดมา

บางคนอาจมองว่างานเลขานุการหน้าห้อง เป็นงานง่ายๆ ไม่ต้องใช้สมอง แค่ชงกาแฟ ต่อโทรศัพท์ แบบในละครที่ยัดเยียดภาพจำแบบนั้นให้ผู้คน แต่แท้ที่จริงแล้ว งานเลขานุการเป็นงานที่ต้องใช้ศิลปะชั้นสูงในการบริหารงานทั้งเอกสารและบริหารจัดการคนรอบๆ ที่จะเข้ามาหานาย

บางครั้งเราอาจต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งเพราะเนื้องาน บางทีเราก็ต้องใช้สติวิจารณญาณในการพูด ประสานงาน เพื่อช่วยผ่อนคลาย และช่วยให้งานลุล่วงและจบลงด้วยดี

ในช่วงชีวิตที่ทำงาน เคยมีพี่ๆ บางคนถามฉันว่า ทำไมไม่ขยับขยายย้ายไปในตำแหน่งอื่นที่สูงขึ้นได้ คำตอบแรกที่ฉันนึกขึ้นได้ คือ แล้วนายจะอยู่กับใคร

เมื่อมาคิดๆดูแล้ว บางคนอาจมองว่าไม่ฉลาดที่ฉันเลือกแบบนี้ แต่คำตอบสุดท้ายที่ฉันมีให้เสมอคือ ฉันมีความสุขกับที่ตรงนี้ของฉัน ฉันทำงานตามหน้าที่ มากบ้างน้อยบ้างตามช่วงเวลา แล้วฉันก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์อะไร งานตรงนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้ชีวิตมากพอแล้ว บางทีอาจจะมากกว่าคนอื่นเสียด้วยซ้ำ ฉันจึงเลือกที่จะอยู่ที่เดิม

ฉันมองว่าตำแหน่งงานเป็นเพียงหัวโขนที่คนอื่นสวมให้ มันมาพร้อมกับความรับผิดชอบและความคาดหวังจากผู้คนมากมาย ที่กำหนดเป้าหมายให้เราต้องเดินตาม ฉันจึงไม่ได้รู้สึกอยากได้ใคร่ดีกับหัวโขนเหล่านั้นเท่าไหร่ ทุกวันนี้ฉันก็ยังเป็นเพียงเลขานายคนเดิม มีพี่มีเพื่อนสนิทที่รับตำแหน่งระดับสูงขึ้นๆ ทุกปี

นอกจากนั้นทุกวันนี้ ฉันก็ยังเป็นพี่เลขาใจดีของน้องๆเลขารุ่นใหม่ๆ ที่มีอะไรก็มาปรึกษาหารือ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอยู่เสมอๆ บางทีฉันก็เล่าเรื่องราวที่พบเจอในงานที่ผ่านมาให้น้องๆฟังอย่างสนุกสนาน สอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย สอนน้องๆ ไปด้วย ในวงข้าวกลางวันของเรามีแต่เสียงหัวเราะเสมอ

ชีวิตการทำงานของฉันก็ยังคงวนเวียนอยู่ไปเช่นนี้ต่อไป จนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง วันที่เจ้านายหยุดพักผ่อนเลิกทำงาน เมื่อถึงวันนั้น ค่อยคิดอีกที

#แก้วเจ้าจอม

12 กันยายน 2561

การบ้านงานเขียนในชั้นเรียนเขียนวันที่หก

เด็กน้อยผู้เข้มแข็ง

#เด็กน้อยผู้เข้มแข็ง

การบ้านชั้นเรียนเขียนวันที่ห้ากับครูปราย พันแสง

หัวข้อ ‘การเกิดต้องผ่านเลือด’

‘เด็กน้อยผู้เข้มแข็ง’

ภาพลูกชายคนเล็กเมื่อครั้งแรกคลอด สิบสี่ปีมาแล้ว

เมื่อได้มองครั้งใด จะนึกถึงเหตุการณ์ช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาที่แม่คนนี้น้ำตาอาจเป็นสายเลือด ตามคำเปรียบเปรยที่เราได้ยินบ่อยๆ

ช่วงเวลาที่ลูกต้องออกมาดูโลกก่อนกำหนด ด้วยน้ำหนักเพียง 2,510 กรัม ตัวแดงก่ำกะจิดริด และเมื่อเกิดมามีอาการผิดปกติ จนต้องผ่าตัดลำไส้ในวันแรกที่ลูกลืมตาดูโลกได้ไม่กี่ชั่วโมง

เจ้าตัวน้อยนิด เป็นลูกหลงห่างจากพี่สาวร่วมแปดปี เกิดมาตอนช่วงที่แม่งานยุ่งที่สุดในชีวิต ยังจำได้วันที่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ในวัยสี่สิบปี และเข้าไปเรียนเจ้านายให้ทราบ เพราะคิดว่ามันน่าจะกระทบกับงานพอสมควร โชคดีเป็นบุญอย่างหนึ่งในชีวิตที่เจ้านายดี ท่านเอ่ยกับเราสั้นๆว่า ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ทั้งที่ลึกๆแล้ว นายน่าจะกังวลบ้าง เพราะงานในออฟฟิศทุกอย่างอยู่ที่เราคนเดียวดูแลแทนนายในฐานะเลขานุการส่วนตัว

ระหว่างเวลาเจ็ดเดือนของลูกในท้อง ฉันไปพบหมอฝากครรภ์ตามนัดตลอดไม่เคยขาด ผลการตรวจไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งในเดือนที่เจ็ด สามีขับรถมาส่งที่ทำงานตามปกติ แต่จู่ๆก็เกิดอาการปวดเกร็งขณะก้าวลงจากรถ และอาการปวดก็มากขึ้น จนตัดสินใจลางานกระทันหัน เพื่อแอดมิดเข้าโรงพยาบาล

ผลการตรวจปรากฎว่ามดลูกบีบตัว และเด็กจะคลอดในไม่ช้า ฉันคิดว่าน่าจะเป็นสัญญาณการดิ้นรนเอาตัวรอดของลูก ที่จะออกมาดูโลก เพราะคงมีอะไรผิดปกติในตัวเค้า แต่เค้าคงไม่อยากตายในท้องแม่ จึงดิ้นรนที่จะออกมาข้างนอก มาสู้ไปกับแม่

เมื่อหมอทำการผ่าตัดคลอดออกมาอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยชีวิตเด็ก ช่วงเวลานั้นฉันสะลึมสะลือด้วยฤทธิ์ยาสลบ เรื่องราวภายหลังคือเรื่องที่สามีถ่ายทอดให้ฟัง เมื่อสติเราพอรับรู้ได้ว่า หมอพยายามทุกวิธี ทั้งฉีดสี ให้ยาเพื่อตรวจสอบว่าอาการเลือดออกเวลาถ่ายของลูกเกิดจากอะไร แต่กลับตรวจไม่พบ

โชคดีที่ลูกยังมีบุญ อาจารย์หมอจากศิริราชท่านหนึ่งที่เข้าเวรในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นทราบเรื่อง และเนื่องจากท่านเป็นอาจารย์หมอด้านศัลยกรรมเด็กที่เชี่ยวชาญ ท่านเลยกรุณาคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น เพื่อทำเรื่องโอนย้ายลูกไปผ่าตัดหน้าท้อง เพื่อตรวจอาการผิดปกติภายในทันทีในคืนนั้น

ฉันต้องมาเยี่ยมลูกที่ศิริราชทั้งๆนั่งรถเข็น เพราะแผลผ่าตัดคลอดยังไม่ทุเลาพอให้ลุกขึ้นเดิน เมื่อมาเห็นลูกในห้องไอซียูเด็ก น้ำตาแม่ก็ไหลออกมาอย่างมิอาจกลั้นไว้ได้อีก

ภาพลูกตัวแดงกะจิดริด มีสายระโยงระยาง ทั้งสายออกซิเจน สายน้ำเกลือ และอาหารเด็กแรกคลอดทางสายที่ต่อเข้าปากเข้าจมูก แผลที่หน้าท้องขวางเป็นแนวยาวมีผ้าปิดแผลไว้

ฉันไม่รู้ว่าความเจ็บปวดของลูกจะมากเพียงไหน แต่เมื่อนึกถึงตัวเอง เป็นผู้ใหญ่ตัวโตๆ เรายังเจ็บแทบทนไม่ได้ แล้วลูกที่เพิ่งเติบโตในท้องแม่ได้เพียงเจ็ดเดือน ออกมาดูโลก ก็ต้องมาพบเจอความเจ็บปวดที่แม่เห็นแล้ว ทำได้เพียงแต่สะอื้นไห้บนรถเข็นเพียงลำพัง

แต่เพราะความเข้มแข็งของลูก อาการของลูกดีวันดีคืน เพราะผลผ่าตัดว่าลำไส้ไม่ได้กลืนกัน หมอแจ้งว่ามีอาการลำไส้อักเสบในท้องที่ทำให้เลือดออก เมื่อผ่าตัดพบสาเหตุ และหมอให้ยารักษา ลูกก็ดีวันดีคืน

แม้นตลอดช่วงเวลาที่แม่เฝ้าลูกที่โรงพยาบาล เสียงลูกร้องไห้จ้าเวลาพยาบาลเปลี่ยนเข็มสายน้ำเกลือที่บังเอิญหลุดออก มันบาดใจแม่จนต้องเมินหน้าหนีไปทางอื่น ภาพฟ้ายามค่ำคืนริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีแสงสวยงามจากพลุวันเฉลิมเต็มท้องฟ้า แม่มองภาพนั้นแบบไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะข้างในมันว่างเปล่าและเต็มไปด้วยน้ำตา

ลูกตัวน้อยผู้เข้มแข็งของฉันอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกเกือบเดือน กว่าหมอจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ และเมื่อกลับมาบ้านก็ยังต้องรับยาต่อ พร้อมดื่มนมที่แม่ปั๊มออกมาจากอกได้เพียงน้อยนิด จนท้ายที่สุดต้องเปลี่ยนเป็นนมกระป๋องแทน แต่ลูกก็โตวันโตคืน

เรื่องราวช่วงเวลาเกิดของลูกที่ทำให้แม่ทุกข์ ค่อยๆผ่านไป และเตือนใจฉันเสมอว่า ทุกชีวิตไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรผ่านมา ถ้าเราต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ แล้วเราจะฟันฝ่ามันไปได้ แม้บางทีอาจต้องใช้เวลาค่อยๆเยียวยา แต่ทุกอย่างมันจะดีขึ้น

ณ วันนี้ ในวัยสิบสี่ปี แม้นจะมีอาการบางอย่างที่เกิดจากความไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เมื่อเทียบกับอาการตอนลูกเกิด ลูกชายตัวน้อยของแม่ก็เติบโตเป็นหนุ่มน่ารักสูงใหญ่แข็งแรง เรียนหนังสือเก่งแบบแม่ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญเลย แม่มักจะเล่าเรื่องราวเวลาเกิดให้ลูกฟังเสมอ และเดี๋ยวนี้แม่ต้องแอบขอดูแผลผ่าตัดหน้าท้อง ที่ยังมีร่องรอยขยายไปตามขนาดร่างกาย เพราะลูกแม่เริ่มเป็นหนุ่มน้อยที่เขินอายแม่ไปเสียแล้ว

#แก้วเจ้าจอม

11 กันยายน 2561

การบ้านงานเขียนในชั้นเรียนเขียนวันที่ห้า

พ่อผู้ไม่เคยหยุดพัก

#พ่อผู้ไม่เคยหยุดพัก

การบ้านในชั้นเรียนเขียน วันที่สี่กับครูปราย พันแสง

หัวข้อ ‘บิดาแห่งสรรพสิ่ง’

‘พ่อผู้ไม่เคยหยุดพัก’

ทันทีที่เห็นหัวข้อการบ้านของครูในวันที่สี่ น้ำตาฉันก็รื้นขึ้นมาทันที ความคิดถึงพ่อเอ่อล้นท่วมท้นใจขึ้นมาจนต้องกลืนก้อนสะอื้นไว้ ภาพความทรงจำเกี่ยวกับพ่อค่อยๆผุดขึ้นมามิหยุดหย่อน กี่ปีแล้วนะที่พ่อจากครอบครัวเราไป ใช่สิ มากกว่าอายุลูกสาวคนโตของฉันเสียอีก เพราะพ่อจากไปก่อนที่จะได้เห็นหลานคนแรกของบ้าน ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว

พ่อเป็นหนุ่มลูกจีนแต้จิ๋วที่หนีความทุกข์ยากลำบากมาจากเมืองจีน มาอาศัยและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองไทยกับอากงและอาม่า จำได้ว่าอากงเป็นหลงจู๊ในโรงแรมจีนแถวบ้าน พ่อที่เป็นลูกชายคนเดียว เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัว จึงเป็นเสาหลักที่รับภาระครอบครัว

เมื่อฉันเกิดมา เรามีบ้านตึกแถวอยู่ในย่านตรอกโรงหมู ใกล้ๆวัดไตรมิตร หัวลำโพง ฉันมารับรู้ภายหลังจากคำบอกเล่าของแม่ว่า พ่อกับแม่ถูกจับแต่งงานจากการแนะนำของผู้ใหญ่ ตามขนบธรรมเนียมเก่าแบบคนรุ่นก่อน

เมื่อแม่แต่งงานกับพ่อ แม่ก็เป็นแม่บ้านอย่างเดียว คอยดูแลพ่อที่ทำงานนอกบ้าน สมัยฉันยังเด็ก ฉันไม่รู้หรอกว่าพ่อทำงานอะไร เห็นพ่อขับรถเวสป้าไปส่งพี่สาวที่โรงเรียน ตอนนั้นภาพจำของฉันคือพ่อทำงานนอกบ้าน ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับลูกเท่าไหร่ แต่คำพูดสำคัญที่พ่อบอกและย้ำเสมอว่า ‘ป๊าไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรจะให้ นอกจากส่งลูกเรียนดีๆให้มากที่สุดเท่าที่ป๊าจะทำได้’ เป็นคำพูดที่จดจำไว้ในใจเสมอมา

ด้วยความที่ครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่ เนื่องมาจากคติคนจีนที่อยากมีลูกชายไว้สืบสกุล แต่แม่ก็คลอดลูกสาวคนแล้วคนเล่าออกมา ฉันรู้ว่าแม่เป็นทุกข์จากเรื่องนี้ แต่แม่ก็อดทนจนในที่สุดแม่ก็มีลูกชายให้พ่อจนได้ เป็นลูกชายคนเดียว น้องชายคนสุดท้ายของบ้านในลำดับที่สิบ เป็นความสุขครั้งสำคัญของพ่อที่ฉันรู้สึกได้

พ่อเป็นคนที่ค่อนข้างดุในสายตาลูก ทำงานตลอดเวลา จะพูดคุยกับลูกเฉพาะเรื่องสำคัญๆ เมื่อครั้งที่ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ ฉันรับรู้ได้ว่าพ่อดีใจมาก และจำได้ว่าพ่อซื้อนาฬิกาผู้หญิงเรือนเล็กๆให้ฉันเป็นรางวัล ถึงกระนั้นพ่อก็อดตินิดหน่อยไม่ได้ว่าทำไมฉันไม่เชื่อพ่อ ทำไม่ไม่สอบเข้านิติศาสตร์อย่างที่พ่อแนะนำ แต่กลับสอบเข้าศิลปศาสตร์แทน

แต่สุดท้ายพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร พ่อที่ดูเหมือนดุแต่กลับให้อิสระและยอมรับในการตัดสินใจของลูก

ในช่วงท้ายชีวิตของพ่อ การงานพ่อไม่เป็นไปอย่างที่คิด ประสบปัญหาจนพ่อเครียด ทำให้พ่อเริ่มป่วยจากโรคไขมันและความดันสูง พ่อจากไปในวันที่เราคาดไม่ถึง เป็นวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่เราใช้ชีวิตกันตามปกติ พ่อล้มในห้องน้ำจนเส้นเลือดในสมองแตก จากครอบครัวไปแบบไม่ได้ทันสั่งเสียร่ำลา สัมผัสสุดท้ายของพ่อที่จำได้มิลืมเลือนคือ ร่างกายที่แข็งเกร็งของพ่อหลังหมดลมหายใจ เมื่อพวกเราแม่และลูกๆ แต่งตัวให้พ่อเป็นครั้งสุดท้าย

แม้นพ่อจะจากไป แต่ความเป็นพ่อที่ฉันระลึกถึงตลอดเวลาที่ผ่านมา คือความเป็นพ่อที่เป็นแบบอย่างให้ฉันเสมอในเรื่องความรับผิดชอบ หลังจากพ่อตาย ฉันและพี่สาวคนโต น้องสาวคนรองที่เรียนจบทำงานได้จึงเป็นหลักให้แม่แทนพ่อ คอยส่งเสียน้องๆ ที่ยังเล็กและยังเรียนไม่จบแทนพ่อ พวกเราพี่น้องไม่เคยทิ้งกัน เราดูแลแม่ ดูแลกันและกันจนทุกวันนี้ แม่เป็นอาม่าหรือคุณยายของหลานๆ ห้าคน น่าเสียดายที่พ่อไม่ได้อยู่เห็นหลานสักคน

หลังจากผ่านมาหลายปีจนทุกวันนี้ วันที่พวกเราพี่น้องสิบคน ได้เรียนจบดีๆ มีงานทำมั่นคง เมื่อวันพ่อเวียนมาในแต่ละครั้ง เรามักจะคิดถึงเสมอว่าชีวิตมันคงสมบูรณ์กว่านี้ ถ้าพ่อยังอยู่ให้เราได้ดูแลท่านตอบแทน เพราะตลอดชีวิตของพ่อในภาพจำของฉันคือ ภาพพ่อเวลาทำงาน สวมแว่นตา นั่งทำบัญชี เขียนโน่นจดนี่ยุกยิกบนโต็ะทำงาน

และหากย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่อยากทำมากที่สุด คือ การแสดงความรักให้พ่อรับรู้ ฉันจะกอดพ่อแน่นๆ แทนคำว่ารักพ่อ

#แก้วเจ้าจอม

เขียนเมื่อ 10 กันยายน 2561

งานเขียนการบ้านในห้องเรียนเขียนของฉัน วันที่สี่

ฉันยังมีเธอเป็นที่รัก

#ฉันยังมีเธอเป็นที่รัก

การบ้านในชั้นเรียนเขียนวันที่สามกับครูปราย พันแสง

หัวข้อ ‘หมึกหยดเดียว’

ครูให้ขัดเกลาเรื่องที่ชอบจากการบ้านวันที่หนึ่งและสองชิ้นที่ชอบ

ฉันเลือกงานเขียนจากการบ้านวันที่หนึ่งมาขัดเกลาแต่งเติมเป็นงานชิ้นใหม่

‘ฉันยังมีเธอเป็นที่รัก’

ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย เราทุกคนเหมือนเครื่องจักรกลตัวน้อย เป็นมนุษย์งานที่วิ่งวนเป็นลูปอยู่ในแถวในแนวของตน

ในท่ามกลางแถวมดงานของเรา ฉันยืนอยู่ข้างหน้า เธอยืนอยู่ข้างหลัง สะกิดฉันเบาๆ พร้อมยื่นดอกไม้กะจิดริดดอกเล็กๆให้แก่ฉัน ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ฉันรับรู้ได้ถึงความรักของเธอ

จากภาพการบ้านในชั้นเรียนเขียน ทำให้ฉันคิดถึงเธอ และหยิบเธอมาเป็นแรงบันดาลใจในการฝึกเขียน เพราะมีเรื่องราวมากมายในความเงียบระหว่างเราที่ฉันอยากให้เธอรู้

แต่ก่อนนั้นฉันเป็นคนเงียบเหงาท่ามกลางครอบครัวใหญ่ เป็นเด็กเรียบร้อยที่ชอบหมกตัวอยู่กับกองหนังสือ ความคิดสารพัดวิ่งวนอยู่ในหัว แต่มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูด ฉันจึงทำได้เพียงเก็บงำมันไว้ในใจ

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฉันก็กลายเป็นสาวน้อยเจ้าบทเจ้ากลอน เขียนบทกลอนสั้น ๆ โดยอาศัยแสงไฟหัวเตียงดวงเล็กๆ จินตนาการเพริศแพร้ว คิดฝันถึงชายหนุ่มที่รักในจินตนาการ และเติบโตมาพร้อมกับความรับผิดชอบในชีวิตที่มากขึ้นๆ ที่คอยฉุดรั้งให้ฉันห่างไกลจากการเขียนที่รักออกไปทุกวัน

ถ้ามองย้อนกลับไปในวันเวลาที่เธอก้าวเข้ามาและกลายมาเป็นชายหนุ่มในชีวิต บทกลอนที่ฉันเคยเขียนถึงชายหนุ่มในฝัน กลับไม่สามารถเขียนถึงเธอ..ชายหนุ่มในชีวิตจริงได้

ในบางเวลาฉันอยากบันทึกช่วงเวลาแสนเงียบแต่สุขใจของเราไว้ แต่ความคิดกลับกระจัดกระจาย ไม่อาจรวบรวมเป็นคำพูดสวยงามอย่างที่ใจต้องการได้

จากเด็กน้อยเงียบเหงา เธอกลายมาเป็นดอกไม้เล็กๆดอกเดียวในบรรยากาศรอบตัวที่แห้งแล้ง เงียบเหงา และไร้ชีวิต กลับทำให้ใจที่แห้งผากของฉันเบิกบาน จนอยากเอื้อนเอ่ยคำหวานกับเธอเป็นบทกวี

อยากจะบอกเธอว่า ฉันดีใจที่ไม่ได้อยู่ในโลกที่ไร้รัก แม้นคนมากมายรอบข้าง อาจร้ายกาจหรือเมินเฉยฉัน แต่อย่างน้อย ยังมีเธอและความรักของเธอ อยู่รอบๆตัวฉันเสมอ

อยากจะบอกเธอว่า มีเรื่องราวมากมายที่เธอทำให้ฉัน และฉันกระหายที่จะเขียนมันออกมา บอกกล่าวกับเธอ ฉันอยากจะค่อยๆหยิบตัวเธอในความคิด บรรยายออกมาเป็นงานเขียนชิ้นใหม่ๆทุกวัน

และอย่างที่ครูว่าไว้ ว่าเรื่องรักเขียนยาก แต่ถ้ามาจากชีวิตจริง มันจะลื่นไหล ฉันหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

อยากจะบอกเธอว่า ฉันไม่เสียใจที่ได้รักเธอ ความรักที่เรามีให้กันนั้นมันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตเราไว้เสมอ แม้นบางคราในเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา อาจมีเรื่องราวมากมายที่ผิดพลาด

แต่เพราะความรักที่ยังมีมากพอ และประสบการณ์ที่สอนเราเสมอว่าไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับคำว่าอภัย ทำให้เรายังจับมือกันเดินไปด้วยกันจนถึงวันนี้

หวังว่าในวันพรุ่งนี้จนถึงปลายทางชีวิต เธอจะยังนั่งข้างๆฉัน จิบกาแฟยามเช้า อ่านบันทึกความหลังที่ฉันเขียนถึงเธอตลอดไป

#แก้วเจ้าจอม

เขียนเมื่อ 9 กันยายน 2561

งานเขียนการบ้านในห้องเรียนเขียนของฉัน วันที่สาม

…….

ตอบคำถามห้าข้อ

1.การได้เข้าเรียนฝึกเขียนทำให้ตนเองกล้าสื่อสารออกมามากขึ้น จากที่เมื่อก่อนมักเขียนเป็นคำสั้นๆ ไม่กล้าบรรยายอะไรออกมายาวๆ

2.เมื่อก่อนเคยเขียนแต่กลอน คำรำพึงความคิดสั้นๆ ไม่เคยเขียนอะไรยาวมากๆ ทำให้บางทีไม่รู้ว่าจะหยิบประเด็นอะไรมาเขียน เพิ่งช่วงหลังมีงานอดิเรกอีกอย่างคือทำเพจเฟสบุ๊ค เลยทำให้ได้เขียนอะไรๆยาวขึ้น แต่เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง เฉพาะกลุ่ม เลยทำให้เขียนอะไรไม่ได้หลากหลายมากนัก

3.การมาเรียนรู้การเขียน ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคจากครู และอย่างที่ครูบอกว่า บางทีงานเขียน ถ้ามีกรอบบังคับนิดๆ จะทำให้เราเขียนได้เร็วขึ้น ก็คิดว่าตนเองเป็นเช่นนั้น

4.จากที่เรียนรู้มาสามวัน รู้สึกว่าตนเองกล้าที่จะเขียนมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่รู้สึกว่าตัวเองมีข้อจำกัดเรื่องเขินอายที่จะเล่าเรื่องตัวเอง เมื่อได้ฝึก ทำให้รู้สึกสนุกและกล้าเขียนมากขึ้น

5.อยากจะบอกว่าการเขียนเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่สำคัญ แม้นในงานอาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่กับชีวิตส่วนตัว รู้สึกว่าการเขียนเป็นกระบวนการเรียนรู้ ทีทำให้รู้จักตนเองมากขึ้น เป็นงานอดิเรกที่ได้ทำแล้วผ่อนคลายและปลดปล่อยตัวเองค่ะ

เขาใหญ่ในความทรงจำ

‘เขาใหญ่ในความทรงจำ’

การบ้านในชั้นเรียนเขียนกับครูปราย พันแสง วันที่สอง

หัวข้อ ‘สินในลม’

———————

ในวันหนาวๆ ฉันมักจะคิดถึงเขาใหญ่ คิดถึงป่าเขียว อากาศสดชื่น ต้นไม้ครึ้มรอบๆ ราวป่า เส้นทางคดเคี้ยวไปมา และสายลมอ่อนไหวที่พัดพาความสุขมาให้

ฉันมักจะเลือกไปเที่ยวเขาใหญ่ทุกครั้งที่ถึงหน้าหนาว ถามว่าเบื่อไหม ไม่เคยเบื่อ แถมคิดถึงทุกปี

เมื่อครั้งลูกยังเล็ก ฉันเป็นตัวตั้งตัวตีให้เธอพาลูกไปกางเต็นท์ นอนฟังเสียงจิ้งหรีดเรไร เสียงแปลกๆรอบราวป่า เป็นช่วงเวลาผจญภัยที่วัยเด็กของฉันไม่มีโอกาสได้ทำ มาสมหวังเมื่อเป็นแม่ของลูก เป็นแม่ที่อยากให้ลูกได้รู้จักโลกกว้างนอกบ้าน อย่างที่แม่ใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต

มีครั้งหนึ่งในรอบหลายครั้งที่ครอบครัวเราขึ้นไปนอนบนเขาใหญ่ ปีนั้นบังเอิญเป็นหน้าฝน ฉันชักชวนลูกไปส่องสัตว์ เจ้าตัวเล็กตอนนั้นตื่นเต้นมาก กวาดตามองตามเจ้าหน้าที่อุทยานไปตลอดทาง และจะดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นตาวาวๆของกวางน้อย ที่สะท้อนแสงจากไฟฉายของเจ้าหน้าที่

แต่ไม่นานหลังจากนั้น ฝนกลับโปรยปรายลงมาจนเปียกปอนกันทั้งพ่อแม่ลูก ความสนุกตื่นเต้นในบรรยากาศที่มิอาจพบเจอจากชีวิตในเมือง ทำให้เราหัวเราะขำกับความเปียกปอนเป็นลูกหมาตกน้ำของกันและกัน

ฉันมักจะเล่าเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาคุยและรำลึกความหลังครั้งลูกยังเล็ก ลูกสาวตัวน้อยที่ตอนนี้เป็นสาวน้อยไปแล้ว มักพูดลอยๆ กับน้องชายคนเล็กที่ตอนนั้นยังไม่เกิดว่า เสียดายที่น้องยังไม่เกิด เราคงสนุกกันมากกว่านี้อีก ซึ่งฉันเองเห็นด้วยกับเธอ

เวลาแห่งความสุขเล็กๆแบบนี้ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวครอบครัวเล็กๆของเราได้อย่างดี เรามักพูดคุยถึงมันเสมอๆ เวลาเล่าเรื่องเก่าๆ กันบนโต๊ะอาหาร แม้นในเวลานี้ที่ลูกชายหญิงสองหน่อของฉันเป็นสาวน้อยหนุ่มน้อยกันแล้ว ฉันยังนึกครึ้มอกครึ้มใจ แล้วพูดขึ้นกลางวงว่า หนาวนี้เราไปเที่ยวเขาใหญ่กันอีกไหม.. (5)

#แก้วเจ้าจอม

8 กันยายน 2561

การบ้านชิ้นที่สามของชั้นเรียนเขียนวันที่สอง

ที่มาของนามปากกา ‘แก้วเจ้าจอม’

ที่มาของนามปากกาฉัน ‘แก้วเจ้าจอม’

การบ้านในชั้นเรียนเขียนวันที่สอง

หัวข้อ ‘สินในลม’

‘ที่มาของนามปากกา’

ดอกแก้วเจ้าจอมบานในภาพนี้เป็นภาพเก่าที่ถ่ายไว้เมื่อสองปีก่อน

แรกเริ่มเดิมทีฉันไม่เคยรู้จักต้นไม้ชนิดนี้เลย ปีที่ซื้อบ้านใหม่ และมองหาพันธุ์ไม้มาปลูกริมรั้วหน้าบ้าน เราได้ต้นไม้ชื่อเพราะนี้มาจากงานบ้านและสวน คนขายบอกว่าเป็นต้นไม้หายาก

และเป็นต้นไม้ที่ในหลวงรัชกาลที่ห้า ท่านทรงนำมาจากชวาเมื่อครั้งท่านเสด็จประพาส และนำมาปลูกในเขตพระราชอุทยานวังสวนสุนันทา และต่อมาภายหลังได้กลายมาเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ฉันประทับใจในเรื่องราวที่มามาก ตอนที่ได้ต้นแก้วเจ้าจอมนี้มา ลำต้นสูงเพียงเท่าความสูงของฉันได้ เรานำมาลงไว้ตรงรั้วหน้าบ้านติดกับประตูทางเข้าบ้าน ทุกครั้งที่กลับมาบ้านจะคอยมองว่าเมื่อไหร่มันจะออกดอกให้ชื่นชม

จนเวลาผ่านไปหลายปี ต้นแก้วเจ้าจอมสูงท่วมหัวฉันไปมากโข ฉันต้องแหงนหน้าขึ้นมองหาดอกของมัน และแล้วมาเมื่อปีก่อน ปีที่กรุงเทพอากาศหนาว เช้าวันหนึ่งต้นแก้วเจ้าจอมหน้าบ้านก็ออกดอกบานเต็มต้น เป็นที่ตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน

สีม่วงแก่สลับม่วงอ่อนของดอกสวยงามจนฉันอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพหลายภาพเก็บไว้ ภาพชุดดอกแก้วเจ้าจอมของฉัน กลายเป็นภาพชุดสุดโปรดในโทรศัพท์ ที่ฉันเปิดมาดูซ้ำๆบ่อยครั้ง ดูไปก็ยิ้มไปเพราะความสุขจากสีสรร ดอกเล็กกะจิดริดที่สีสวยถูกใจเหลือเกิน อีกทั้งเรื่องราวที่มาของมัน ทำให้แก้วเจ้าจอมกลายเป็นต้นไม้สุดโปรดในใจฉันไปเสียแล้ว

และเมื่อได้มาเข้าเรียนการเขียน วันแรกที่เขียนการบ้านส่งครู ฉันยังไม่มีนามปากกาของตัวเอง เมื่อครูแนะนำให้ตั้งนามปากกา ชื่อแรกๆที่ฉันนึกถึงก็คือชื่อต้นไม้สุดโปรดต้นนี้นั่นเอง

ความจริงแล้วมีชื่อต้นไม้อีกต้นที่ตีคู่สูสีมากับแก้วเจ้าจอม คือชื่อต้นมังกรคาบแก้ว ที่มีดอกสีสวยแดงขาวคู่กันมา และเป็นต้นไม้ริมรั้วสุดโปรดอีกต้น แต่เมื่อชั่งใจดูแล้ว สุดท้ายก็ต้องตกไป เพราะชื่อแก้วเจ้าจอมฟังแล้วดูเป็นชื่อหญิงสาวเหมาะกับฉันมากกว่า

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของความสุขใจที่พานพบจากรอบตัว ในวันเวลาที่ผ่านมาผ่านไป เมื่อคราวที่มีปัญหาหนักหน่วงในชีวิต ความทรงจำและความประทับใจเล็กๆนี้ ช่วยทำให้ฉันผ่อนคลายไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงดอกไม้เล็กๆ ที่มีเวลาเบ่งบานของมันในช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับสร้างสุขและคลายทุกข์ในใจให้ฉันได้ไม่มีวันลืมตราบนานเท่านาน

#แก้วเจ้าจอม

8 กันยายน 2561

การบ้านชิ้นที่สองของชั้นเรียนเขียนในวันที่สอง

หลุมหลบภัยที่บ้าน

‘หลุมหลบภัยที่บ้าน’

การบ้านในชั้นเรียนเขียนวันที่สอง

หัวข้อ ‘สินในลม’

ภาพที่ถ่ายออกมาเป็นตู้หนังสือในห้องหนังสือที่บ้านค่ะ เป็นที่ที่ฉันใช้เวลาว่างหลังจากงาน เป็นหลุมหลบภัยส่วนตัว เป็นที่พักใจยามเหนื่อยล้า ทุกคนในบ้านจะรับรู้กันว่านี่คือที่ประจำของฉัน ฉันจะอยู่ที่นี่เสมอ

ห้องหนังสือนี้เป็นห้องที่ฉันร่างแบบเตรียมไว้ว่าจะต้องมีตั้งแต่เริ่มซื้อบ้าน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาในวัยเด็ก ฉันมักจะอาศัยอ่านหนังสือจากห้องสมุดที่โรงเรียนบ้าง ยืมจากร้านเช่าหนังสือบ้าง แอบไปอ่านหนังสือในตู้ที่บ้านลุงบ้าง ดังนั้นความใฝ่ฝันจากวัยเด็กคือ เมื่อฉันโตขึ้น ฉันจะต้องมีตู้หนังสือส่วนตัว เอาไว้เก็บหนังสือสารพัดที่ฉันอยากอ่าน และอยากสะสม จนตอนนี้ล้นตู้แล้วค่ะ

อยากจะบอกว่าตัวฉันที่เป็นฉันในวันนี้ ส่วนหนึ่งนั้นหลอมรวมมาจากเรื่องราวจากหนังสือที่อ่านตั้งแต่วัยเด็ก ทัศนคติ การดำเนินชีวิต ความคิด การตัดสินใจใดๆล้วนสั่งสมมาจากเรื่องราวและประสบการณ์ที่ได้เจอทั้งในโลกจริงและจากหนังสือ เมื่ออยากรู้อะไร ฉันก็จะมีความสุขในการค้นคว้าหาคำตอบจากหนังสือ ฉันเรียนรู้โลกข้างนอกจากหนังสือ เรียนรู้ความรู้สึก อารมณ์ ความเจ็บปวด ความเหงา ความรัก และที่สำคัญ ฉันเรียนรู้ผู้คนผ่านหนังสือ

แต่เพราะทุกวันนี้โลกเราเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก อนาคตฉันอาจไม่จำเป็นต้องมีตู้หนังสือเพิ่ม คราวหน้าฉันอาจถ่ายภาพจากหน้าจอไอแพดของฉันแทน เพราะช่วงปีหลังๆมานี้ ฉันเริ่มสะสมหนังสือในแอพพลิเคชั่นอีบุ๊คแทน และนี่สะท้อนให้ฉันเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกๆวัน

เราทุกคนอาจต้องปรับตัวไปกับสิ่งใหม่ๆ เพราะไม่มีใครหนีการเปลี่ยนแปลงได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยไม่ทิ้งสิ่งเก่าที่เป็นต้นทุนเดิมของชีวิต เพราะฉะนั้นตู้หนังสือที่บ้านฉัน จะยังคงอยู่เสมอ เพราะคุณค่าของมันคือบรรยากาศความสุขบนชั้นหนังสือที่ในอีบุ๊คทดแทนให้ไม่ได้ แต่ฉันก็ไม่ปฏิเสธที่จะเรียนรู้โลกเสมือนที่ฉันอยู่ตอนนี้ ฉันรักที่จะหาความสุขได้จากทั้งโลกจริงและโลกเสมือน อย่างเช่นตอนนี้ ฉันทำการบ้านในชั้นเรียนเขียนในโลกเสมือนแบบใหม่ที่เมื่อวันวาน เราคิดไม่ถึงเลยว่าจะมี

#แก้วเจ้าจอม

8 กันยายน 2561

เมื่อหัวใจติดบ่วง

‘เมื่อหัวใจติดบ่วง’

เรื่องราวแรงบันดาลใจจากภาพ ‘แบก’

เมื่อหัวใจปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของฉันติดบ่วง

หัวใจดวงน้อยในอก กลับยิ่งใหญ่เพราะแรงปรารถนา

กลายเป็นบ่วงรัดรึงฉันไว้บนหลังไหล่อันหนักอึ้ง

ฉันควรเป็นเจ้าของหัวใจ แต่กลับมิใช่

เมื่อฉันมอบให้เธอไปแล้วและเธอไม่รับ

มันมิอาจเป็นเหมือนเดิมเช่นที่เคยมา

คิดถึงเมื่อครั้งตกหลุมรักเธอ ใจที่เบ่งบานล้นอก

ฉันให้ใจเธอไปแล้ว แต่เธอกลับปฏิเสธ

หัวใจแสนเศร้าของฉัน

จึงกลายเป็นเพียงพันธนาการบนบ่าที่หนักอึ้ง

ไม่มีวันเหมือนเดิม

ไม่ใช่ใจดวงเดิมดวงน้อยของฉันอีกต่อไป

ฉันยังจำได้ถึงวันเก่าก่อน เมื่อครั้งที่ยังไม่ได้หลงรักเธอ

ฉันเคยเป็นคนร่าเริง สดใส ยิ้มง่าย มองโลกในแง่ดี

และเมื่อพบเธอ ฉันคิดว่าเธอจะเข้าใจฉัน

แต่เปล่าเลย ฉันมองเธอผิดไป

เธอทำให้ฉันจมอยู่กับความเศร้า หม่นหมอง

ปฏิเสธโลกภายนอก เก็บเนื้อเก็บตัว

และเริ่มขังตัวเองอยู่กับความทุกข์

อิสระภาพในชีวิตที่ฉันเคยมีหายไปโดยที่ฉันไม่รู้ตัว

ฉันลงโทษตัวเองที่โง่งม ด้วยการแบกบ่วงรักบนบ่า

ไม่ยอมวางมันลง หรือปลดพันธนาการที่รัดรึงเอาไว้

ให้กลับเป็นใจดวงน้อยเหมือนเมื่อครั้งเก่าก่อน

หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อกาลเวลาช่วยเยียวยาหัวใจฉัน

ฉันมาย้อนคิดแล้วกลับเสียใจกับการกระทำของตนเอง

ฉันเริ่มได้เรียนรู้ว่า

ความรักของคนเรามิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

ความรักที่ไม่สมหวัง หากเรามัวแต่ยึดมันไว้

มันก็เป็นเพียงบ่วงที่รัดรึงอิสรภาพแห่งชีวิตเรา

ชีวิตที่ยึดติดกับสิ่งเดิมที่ไร้ประโยชน์

รักที่ไม่สมหวัง จึงเป็นได้แค่เพียงชีวิตที่แบกแต่ภาระอันหนักอึ้ง

เป็นชีวิตที่ได้แต่หม่นหมอง ก้มหน้า และจมทุกข์

และเมื่อมุมมองเปลี่ยน ทำให้ฟ้าสว่างกลางใจ

หนทางข้างหน้าที่ฉันเลือกก้าวเดิน

จึงเรียบง่ายและมีความสุขมากขึ้น

ในวันที่ฉันตัดสินใจที่จะวางหัวใจอันหนักอึ้งที่แบกไว้ลง

ในวันที่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป

ฉันเพียงเงยหน้าขึ้น

เหม่อมองดูปุยเมฆที่ล่องลอยบนฟ้ากว้าง

สายลมเย็นที่แตะแก้ม ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าให้ลดน้อยลง

และเมื่อนั้นฉันรู้สึกถึงความสุขเล็กๆที่เข้ามาทักทาย

#แก้วเจ้าจอม

เขียนเมื่อ 7 กันยายน 2561

งานเขียนบทที่สามจากห้องเรียนเขียนของฉัน

ฉันยังมีเธอเป็นที่รัก

‘ฉันยังมีเธอเป็นที่รัก’

เรื่องราวแรงบันดาลใจจากภาพ ‘ดอกไม้’

ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย เราทุกคนเหมือนเครื่องจักรกลตัวน้อย เป็นมนุษย์งานที่วิ่งวนเป็นลูปอยู่ในแถวในแนวของตน

ในท่ามกลางแถวมดงานของเรา ฉันยืนอยู่ข้างหน้า เธอยืนอยู่ข้างหลัง สะกิดฉันเบาๆ พร้อมยื่นดอกไม้กะจิดริดดอกเล็กๆให้แก่ฉัน ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ฉันรับรู้ได้ถึงความรักของเธอ

ถ้ามองออกไปข้างนอก ในชีวิตจริงๆของเธอกับฉัน เราต่างคนต่างทำหน้าที่ความรับผิดชอบของตน เราอาจนิ่งเงียบอยู่ด้วยกันทั้งวัน คำพูดใดๆ อาจมิได้เอื้อนเอ่ยออกมา เธอพูดน้อย ฉันก็พูดน้อย แต่ฉันรับรู้ความรักของเธอได้ จากสวนหน้าบ้านที่เธอดูแลให้ฉันสดชื่นทุกครั้งที่ก้าวผ่านประตูหน้าบ้านออกไปชื่นชมมัน

ดอกไม้เล็กๆดอกเดียวในบรรยากาศรอบตัวที่แห้งแล้ง เงียบเหงา และไร้ชีวิต กลับทำให้ใจที่แห้งผากของฉันเบิกบาน จนอยากเอื้อนเอ่ยคำหวานกับเธอ

อยากจะบอกเธอว่า ฉันดีใจที่ไม่ได้อยู่ในโลกที่ไร้รัก แม้นคนมากมายรอบข้าง อาจร้ายกาจหรือเมินเฉยฉัน แต่อย่างน้อย ยังมีเธอและความรักของเธอ อยู่รอบๆตัวฉันเสมอ

เมื่อเรามีรัก ความรักนั้นจะเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตเราเสมอทำให้เรามีแรงเดินไปบนเส้นทาง ที่บางครั้งอาจมีขวากหนามมากมาย แต่เราจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะดอกรักที่เธอมอบให้ บานอยู่ในใจฉันเสมอ

#แก้วเจ้าจอม

เขียนเมื่อ 7 กันยายน 2561

งานเขียนบทที่สองในห้องเรียนเขียนของฉัน

หน้าที่กับหัวใจ

‘หน้าที่กับหัวใจ’

วันแรกของการเรียนเขียน กับครูปราย พันแสง

ครูให้ภาพเป็นโจทย์มาห้าภาพ นั่งดูภาพทั้งห้าแล้ว

ฉันรู้สึกว่ามันเกี่ยวโยงกัน

แล้วก็เลยสรุปเป็นคำสั้นๆในใจว่า

ภาพชุดนี้น่าจะว่าด้วยเรื่องราวของ ‘ หน้าที่กับหัวใจ’

ขอพูดถึงภาพแรกแบบเน้นๆภาพเดียวค่ะ

ภาพแรก – รถบัส

บอกเรื่องราวของร่างกายที่จำใจฝืนทน ภาพสาวน้อยถูกฉุดกระชากขึ้นรถไปทั้งๆที่นั่งหันหลัง บ่งบอกว่าเธอไม่อยากไป แต่ต้องไป เธอต้องทำตามหน้าที่ มิใช่หัวใจ (1)

บางทีก็นึกถึงตัวเองสมัยสาวน้อย ไม่อยากตื่นไปทำงานเลย แต่ความรับผิดชอบในใจบังคับตัวเองให้ต้องทำ เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป และเรายังมีครอบครัวที่ต้องดูแล(2)

เมื่อดูภาพนี้จุดเด่นที่สะดุดตาและส่งสารของภาพ คือการนั่งหันหลังรอรถเมล์ ซึ่งเป็นภาพที่ต่างจากภาพจำปกติของคนทั่วไปที่ต้องนั่งหันหน้าออกถนนเพื่อชะเง้อคอยเวลารถมา อันนี้จึงคิดว่าเป็นจุดเด่นที่ภาพต้องการสื่อความหมาย (3)

และสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากสารในภาพที่ส่งออกมา คือ ชีวิตคนเรามีหน้าที่รับผิดชอบ บางทีเราก็ไม่สามารถทำอะไรตามใจไปได้ทุกอย่าง เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียว เรายังมีครอบครัวและเรื่องราวในชีวิตที่ต้องเกี่ยวพันและดูแล (4)

บางคราเราจึงต้องเก็บความฝันสวยงามไว้ในลิ้นชักห้องใดห้องหนึ่งในหัวใจ รอเวลาที่เหมาะสม ค่อยเปิดมันออกมา ทำตามที่หัวใจเรียกร้อง ชีวิตคือการรอคอยนั่นเอง (5)

แต่การมีขีวิตเพื่อทำหน้าที่ในยามที่ต้องเก็บหัวใจและความปรารถนาเอาไว้ก่อน ก็ไม่ถึงกับทำให้โลกเราหม่นหมอง ฉันจึงคิดว่า เราเลือกชีวิตในหน้าที่แบบที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุขได้ ด้วยการมองโลกในแง่บวก ค้นหาความสุขเล็กๆในชีวิตอันแห้งแล้งไร้หัวใจของเราได้

อย่างภาพที่ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกเล็กๆเหล่านี้คือภาพที่สาม ภาพดอกไม้ที่มีคนในโลกแห่งการดำรงชีวิตเป็นมนุษย์งานแบบหุ่นยนต์ เพียงดอกไม้เล็กๆ และมิตรภาพที่ได้รับเล็กๆนี้ ก็ทำให้โลกในหน้าที่ของเราไม่อับเฉาจนเกินไป

หรือแม้แต่ใบหน้าเจ้าแมวเหมียวในภาพที่สี่ ที่แวบแรกเมื่อได้เห็น ก็ทำให้อมยิ้มได้ เพราะนี่คือความสุขเล็กๆ รอบตัวที่เราหาได้จากเพื่อนชีวิตตัวน้อยรอบตัวเรา

ฉะนั้นชีวิตที่ต้องแบกหัวใจไว้บนหลัง แบบภาพที่สอง และดำรงชีวิตแบบแกนๆไร้หัวใจ บางทีเราก็ต้องทำความเข้าใจกับมัน

และเราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสมองกับหัวใจ แบบภาพที่ห้าก็ได้ หากเรารู้จักปรับสมดุลย์ชีวิตหาความสุขเล็กๆรอบตัว เป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจ รอเวลาที่เหมาะสมในการทำสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง

ไม่มีคำว่าสายไป แม้นเราจะได้ทำตามที่หัวใจต้องการเพียงแค่หนึ่งวันในชีวิต ก็ถือว่าเราได้ทำ

#แก้วเจ้าจอม

7 กันยายน 2561

งานเขียนบทแรกในห้องเรียนเขียนของฉัน

OurStorybegin เพจเฟสบุ๊คงานเขียนของฉัน

จุดเริ่มต้นของเพจนี้เกิดขึ้นในชั้นเรียนเขียน

เป็นคอร์สเรียนเขียนกับครู ‘ปราย พันแสง

นักเขียนชื่อดังคนโปรดของฉัน

ในแต่ละวันจะมีการบ้านให้นักเรียนหัดเขียน

ฉันอยากจะบันทึกไว้ตรงนี้เป็นที่ระลึกสักหน่อยว่า

หัวข้อการบ้านของครูใช้คำสละสลวยทุกวัน ฉันชอบมาก

‘ ไล่จับอากาศ’

‘สินในลม’

‘หมึกหยดเดียว’

‘บิดาแห่งสรรพสิ่ง’

‘การเกิดต้องผ่านเลือด’

‘จักรยานแห่งชีวิต’

‘นามของคน เงาของไม้’

‘คิดให้เป็นเรื่อง’

‘ลายสักนักเขียน’

‘สำรวจประตูกล เรื่องของคุณ’

‘เขียนบันทึกประจำวัน’

‘ปั้นลมให้เป็นตัว’

‘การตรวจแก้ต้นฉบับ’

‘วิทยานิพนธ์แมวดำ’

‘การเขียนทวิตเตอร์’

‘เขียนกระทู้พันทิพ’

‘เขียนขายของ’

‘เขียนไขปัญหาประจำวัน’

ขาดอีกหัวข้อจะจบคอร์สในวันสองวันนี้แล้ว

รอนักเรียนรุ่นต่อๆไป มาหัดเรียนเขียน

จากเมื่อก่อนที่กว่าจะคิดว่าจะเขียนอะไรออกมาสักอย่าง

มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ

เมื่อเรียนเทคนิคจากครูแล้ว

ทำให้ฉันเขียนได้ทุกวัน เขียนได้ยาวขึ้นๆ

และในวันที่เขียนการบ้านหัดเขียนขายของ

ฉันเขียนขายสมุดโน้ตชุดน่ารัก

เขียนจนอยากเปิดเว็บขายของซะเอง

ถูกใจชื่อสมุดโน้ต ‘ Our Story Begin ‘

จนเอามาตั้งเป็นชื่อเพจ

ฉันว่ามันมีความหมายมาก โดนใจฉันอย่างจัง

ในความรู้สีก คิดว่า เรื่องราวของฉัน ของเธอ ของเรา

ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

จากชื่อนี้จุดประกายความฝันถึงเพจเล็กๆ

มีข้อเขียนสละสลวย ประกอบภาพสวยงาม

และถ้าเป็นไปได้ในสักวันหนึ่ง

อาจมีของน่ารักชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาซื้อขายแบ่งปันแลกเปลี่ยน

เมื่อนั้นฝันของฉันคงจะสมบูรณ์..

แก้วเจ้าจอม

27 กันยายน 2561

#ปรายพันแสง

#เขียนซะป๊ะรุ่นแรก

https://www.facebook.com/ourstoriesbegin/

หมายเหตุ – ไม่รู้ทำไมเฟสบุ๊คไม่ให้ตั้งชื่อเป็น OurStorybegin ในลิ้งค์เว็บ จึงได้ลิ้งค์แบบ stories แทน ซึ่งก็ถูกต้องอยู่เหมือนกัน เพราะเรื่องราวคงไม่ได้มีเรื่องเดียวแบบชื่อเพจ