ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว หนังสือที่รักเล่มที่ 69

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

หนังสือที่รักวันนี้เป็นหนังสือแปลแนวคู่มือ หมวดจิตวิทยา พัฒนาตนเอง ที่ช่วงหลังจะมีวางขายหลากหลายมาก ส่วนตัวชอบเรื่องนี้เพราะเป็นคนชอบแต่งบ้าน จัดบ้าน และเมื่ออ่านเล่มนี้จบก็คิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีและน่าสนใจนำมาปรับใช้กับชีวิตเราได้

เรื่องนี้ผู้เขียน คนโด มาริเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดบ้านชาวญี่ปุ่น เล่าประสบการณ์การจัดบ้านของตนเอง ที่เริ่มจากการสะสมประสบการณ์จากการอ่านนิตยสารแม่บ้านของคุณแม่ ตั้งแต่เด็กๆ เก็บเล็กผสมน้อย ลองถูกลองผิด จนปัจจุบันเธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญและคอยให้คำปรึกษาแก่ผู้คนเกี่ยวกับเทคนิคการจัดบ้านของเธอ

สรุปประเด็นหลักๆเท่าที่อ่านและเข้าใจว่า

  1. ต้องทิ้งของที่ไม่ใช้ทั้งหมดในคราวเดียว อย่ามัวแต่เสียดายของ คิดเผื่อว่าจะได้ใช้อีก

ให้ประเมินของที่จะทิ้งว่า ของชิ้นนั้นหมดประโยชน์แล้ว ล้าสมัยแล้ว และทุกอย่างที่เก็บไว้เกินหนึ่งปีโดยไม่ได้หยิบออกมาใช้

และที่สำคัญที่สุดคือประเมินว่าของชิ้นนั้นเป็นของที่คุณจะมีความสุข ความชื่นใจในการได้หยิบขึ้นมาดูมาใช้หรือไม่ ถ้าไม่มีทิ้งเลยค่ะ

2. เมื่อทิ้งของที่ไม่ใช้ทั้งหมดแล้ว มาถึงขั้นตอนการจัดเก็บ
หลักการจัดเก็บคือ จัดของเป็นหมวดหมู่ ไม่ใช่จัดตามสถานที่

พูดง่ายๆคือ ในบ้านหนึ่งหลัง เก็บของเป็นหมวดหมู่เช่น หมวดอุปกรณ์ตัดเย็บก็เก็บรวมในที่เดียว กำหนดตำแหน่งตายตัวให้ข้าวของภายในบ้าน โดยเก็บเป็นหมวดหมู่ เก็บรวมไว้ในที่เดียวจุดเดียวในบ้าน ไม่ใช่มีของแบบเดียวกันในทุกห้อง กระจัดกระจายไปทั่ว

ฉันคิดว่าคล้ายๆกับการทำสต๊อกของใช้ในบ้านค่ะ หาตู้หรือลิ้นชักเก็บของเป็นหมวดๆ เวลาจะใช้จะพุ่งเข้าหยิบใช้จากจุดเดียว ไม่ใช่มีวางเกลื่อนไปทุกที่

ลำดับการคัดของทิ้งและจัดเก็บที่ดีที่สุด คือ เริ่มจากเสื้อผ้า หนังสือ เอกสาร ของจิปาถะ และปิดท้ายด้วยของที่มีคุณค่าทางจิตใจ

ฉันชอบที่ผู้เขียนพูดถึงการคัดหนังสือทิ้งว่า

‘ ถ้าคุณพลาดโอกาสในการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ไม่ว่ามันจะเป็นหนังสือที่มีคนแนะนำให้คุณอ่าน หรือเป็นหนังสือที่คุณตั้งใจจะอ่านมาแต่ไหนแต่ไรก็ตาม นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้ปล่อยมันไปค่ะ ถึงคุณจะอยากอ่านตอนที่ซื้อมันมา แต่ถ้าถ้าจนถึงทุกวันนี้คุณยังไม่ได้อ่าน นั่นแปลว่าหน้าที่ของหนังสือเล่มนั้นคือ การสอนให้รู้ว่าคุณไม่ต้องการมัน คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือที่อ่านไปแล้วครึ่งเล่มให้จบ เพราะหน้าที่ของมันคือการถูกอ่านเพียงครึ่งเล่ม’

เข้าใจเลยค่ะ เพราะหนังสือบางเล่มที่เราคิดว่าน่าอ่าน เมื่ออ่านจริงแล้วไม่สนุก ยังไงก็ไม่สนุก ก็ควรจะตัดใจทิ้งซะ พูดง่ายแต่ทำยากนิดนึงตามประสาคนรักหนังสือนะคะ

อีกเทคนิคที่ช่วยลดการสะสมหนังสือจนล้นบ้าน ผู้เขียนแนะนำให้คัดลอกข้อความที่ชอบและประทับใจจากหนังสือ เก็บไว้ในสมุดบันทึกค่ะ และเมื่อเวลาผ่านไป สมุดบันทึกนี้จะกลายเป็นแหล่งรวมข้อความอันทรงคุณค่าที่เราชื่นชอบ วิธีนี้ฉันก็ใช้นะคะ ปัจจุบันปรับมาเก็บในเพจในเว็บบล็อกค่ะ

สรุปคือการจัดบ้านให้เป็นระเบียบจะช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตในสภาพที่เป็นธรรมชาติสำหรับตัวเอง เราเลือกข้าวของที่ทำให้ตัวเองมีความสุขและชื่นชมสิ่งที่มีค่าต่อชีวิตเราอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรจะทำให้เรามีความสุขมากไปกว่าการได้ทำในสิ่งที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติอย่างนี้อีกแล้ว ถ้าสิ่งนี้เรียกว่าความโชคดี ฉันก็เชื่อการจัดบ้านเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดึงดูดโชคดี (จากหน้า 242-243)

ตอนที่ชอบจากหนังสือ

‘ เราไม่แน่ใจว่าอะไรที่จะทำให้ตัวเองพอใจหรือเรากำลังมองหาอะไรอยู่ ความไม่แน่ใจดังกล่าวจะทำให้เรามีข้าวของที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วจมอยู่กับข้าวของเหล่านั้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหาสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงก็คือการกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการทิ้งไปให้หมด

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การออกเดินทางไปยังสถานที่อันไกลโพ้นหรือการชอปปิ้งอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แต่อยู่ที่การกำจัดสิ่งที่เราไม่ต้องการ ด้วยการเผชิญหน้ากับข้าวของแต่ละชิ้นของตัวเองอย่างเหมาะสม

การเผชิญหน้าและการคัดเลือกข้าวของนั้นค่อนข้างเจ็บปวดพอสมควร เพราะมันบีบให้เราต้องเผชิญหน้ากับความไม่สมบูรณ์แบบและความบกพร่องของตัวเอง รวมไปถึงการตัดสินใจโง่ๆที่เราเคยทำ มีหลายครั้งที่การจัดบ้านทำให้ฉันรู้สึกละอายกับการตัดสินใจในอดีตของตัวเอง ‘

ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว
The life-changing magic of tidying up
ผู้เขียน : คนโด มาริเอะ
ผู้แปล : โยซุเกะ , ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท์
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น

ฟ้าต่ำ – ว.วินิจฉัยกุล หนังสือที่รัก เล่มที่ 68

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

วันหยุดยาวนี้หยิบนวนิยายที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อ เป็นนวนิยายของนักเขียนคนโปรดเช่นเดิมค่ะ เรื่อง ฟ้าต่ำ ของ ว.วินิจฉัยกุล

นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นนวนิยายที่เล่าเรื่องชีวิตตัวละครหลัก ‘อิสตรี’ หญิงสาวสวยที่เกิดมาเป็นดั่งดวงใจของพ่อแม่ ตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กเธอเฉิดฉายอยู่ในสังคมของชนชั้นสูง ครอบครัวที่เลี้ยงดูเธอแบบตามใจ ปรนเปรอด้วยสมบัติพัสถาน ความสมบูรณ์พร้อมจนเธอเป็นหญิงสาวที่เฉิดฉายในวงสังคม มีชายหนุ่มคนเด่นคนดังในสังคมมาเข้าแถวต่อคิวเพื่อให้เธอเลือกเป็นคู่ครอง

แต่ความสมบูรณ์พร้อมในชีวิตไม่อาจเติมเต็มใจที่ลึกๆ เปลี่ยวเหงา เมื่ออายุเข้าสู่วัยยี่สิบห้าปี เพื่อนสนิทที่สวยน้อยกว่าเธอ แต่งงานมีครอบครัว และความเป็นคนที่ทำอะไรตามใจตนเองทำให้ชายหนุ่มที่มาพัวพันค่อยๆ ทยอยหายไปทีละคน

นวนิยายเป็นแนวสะท้อนสังคม เล่าเรื่องพ่อแม่ที่รักลูกมากเกินไป ใช้เงินที่มีอยู่ปรนเปรอลูกให้มีชีวิตที่เกินฐานะ หวังให้ลูกมีคู่ครองที่เป็นชนชั้นสูงมีตำแหน่งฐานะเช่นกัน โดยไม่นึกถึงว่าคู่แต่งงานของคนเหล่านี้มักจะมองที่ผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ควรจะได้มากกว่าความสวยงามฉาบฉวย

นอกจากนั้นในเรื่องนี้มีอีกหลายตัวละครที่แสดงถึงผู้คนที่ไขว่คว้าหาความสุขและเส้นทางที่ทำให้ตนเองสมหวังโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และผลกระทบต่อผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นนุดา หญิงสาวรุ่นพี่ที่พ่อแม่อิสตรีรับมาอุปการะเลี้ยงดูให้เติบโตมาคู่กับอิสตรี และใช้ชีวิตแบบพี่สาวผสมคนดูแลรับใช้น้องสาวที่ไม่เคยหยิบจับ ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากชีวิตที่มีแต่การแต่งตัวสวยงามและเข้าสังคมทุกค่ำคืน

หรือชายหนุ่มอย่างอารยะ ที่ใช้เสน่ห์ ความอบอุ่น อ่อนโยนเป็นฉากบังหน้าหลอกหญิงสาวที่ผ่านเข้ามาเป็นบันไดให้ตนเองสูงขึ้นเพื่อที่จะไปให้ถึงความปรารถนาในใจที่ต้องการทัดเทียมอิสตรีและพยายามทุกวิถีทางให้อิสตรีมองเห็นตัวตนของเขา

ส่วนตัวละครเอกฝ่ายชายหรือพระเอกของเรื่อง เป็นตัวละครที่น่าจะมีชีวิตตรงข้ามกับอิสตรีทุกอย่าง ‘ปราณ’ ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันกับงานที่รักคือการดูแลธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้ของครอบครัวที่จังหวัดราชบุรี นานๆครั้งจึงจะเข้ามากรุงเทพ

ครั้งแรกที่อิสตรีพบกับปราณ เธอยังเข้าใจผิดว่าเขาเป็นชายหนุ่มใช้แรงงานในร้านขายต้นไม้ด้วยซ้ำไป

ตอนที่ชอบในนวนิยายตอนหนึ่งที่อิสตรีบรรยายความคิดของตนเองที่มีต่อชายหนุ่มที่ค่อยๆเข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดจิตใจตนเองทีละน้อยจนทำให้เธอ หญิงสาวที่ใช้ชีวิตแต่การออกงานสังคม กลับลุกขึ้นมาขับรถทางไกลมาหาชายหนุ่มถึงบ้านในฟาร์มของเขา

ตอนที่ชอบ

หล่อนชำเลืองมองปราณ…ถ้าเทียบกับผู้ชายที่เดินเรียงแถวเข้ามาในชีวิตหล่อน เขาเทียบพวกนั้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ความรู้ หรือแม้แต่หน้าตาก็ไม่ใช่ว่าวิเศษเลิศเลอไปกว่าใคร แต่ทำไม…หล่อนถึงอยากเห็นเขา อยากอยู่ใกล้เขาอย่างที่ตัวเองก็แปลกใจ

เขากำลังรินกาแฟเย็นจากกระติกส่งให้หล่อน อิสตรีมองดูมือสีน้ำตาลอ่อนที่ส่งแก้วกาแฟทรงสูงมาให้ มือเขาไม่ใหญ่เทอะทะแต่เรียวได้รูป แม้ไม่ถึงกับแบบบางจนดูหยิบโหย่งสำรวย เล็บขาวสะอาดตัดเรียบชิดเนื้อ ปราณเป็นคนสะอาดและมีระเบียบ แม้แต่การแต่งตัวและเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นปลายผมที่ซอยเรียบแนบต้นคอ ปลายผมนั้นอ่อนจนอิสตรีนึกอยากจะยื่นมือไปสัมผัสเล่นเป็นกำลัง

เขาจะช็อคไปตรงนี้เลยไหมนะ ถ้าหล่อนจะโอบเขาไว้ในวงแขนนุ่มๆ ของหล่อน ลูบไล้เส้นผมอ่อนๆ ของเขาเล่น อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ชายที่เรียบเฉยและไว้ตัวอย่างนี้ ถ้าเกิดหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาเป็นบ้าเป็นหลังแล้ว อารมณ์รักจะทำให้เขาเปลี่ยนไปได้สักแค่ไหน อาจจะเร่าร้อนเสียยิ่งกว่าผู้ชายนักรักเสียอีกก็ได้

โปรยปกหลัง

อิสตรีเพิ่งตระหนักแน่ชัดว่า ชีวิตแบบเทพนิยายนั้น แท้จริงมีแต่เฉพาะเทพนิยายสำหรับเด็กเท่านั้นเอง โลกมนุษย์ไม่เคยลำเอียงให้มนุษย์ผู้ใดได้มากเกินไปจนดูสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่างอย่างที่มนุษย์มักจะหลงผิดคิดว่าชีวิตเช่นนี้มีอยู่จริงในหมู่มนุษย์ด้วยกัน

ตัวหล่อนเองนั้นเพิ่งจะตื่นขึ้นมาพบความจริงว่า…หล่อนเองไม่ได้อยู่ล่องลอยบนฟ้าเลยสักนิด หากแต่อยู่ต่ำเหลือเกิน…ต่ำจนอาจจะเรี่ยดินเมื่อใดก็ได้ โดยไม่รู้สึกตัว

นวนิยายเรื่อง ฟ้าต่ำ ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2527 ปกภาพประกอบคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 เดือนกรกฎาคม 2552 พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์

ถามถึงเธอผู้งดงาม – ยังดี วจีจันทร์ หนังสือที่รักเล่มที่ 67

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

quotes #ถ้อยคำโดนใจ #บทกวี

“ การถามถึงกันนั้นเป็นความงดงามชนิดหนึ่ง

ความลึกซึ้งที่จะต้องเงี่ยหูฟัง

เป็นบทเพลงที่มีน้ำเสียงเป็นประกาย

เป็นความหมายที่หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน

แต่ฟังแล้วหัวใจก็เป็นสุขเบาสบายเหมือนปีกแมลงปอเสมอ

อย่าเหน็บหนาว อย่าร้องไห้

ฉันเพิ่งได้ยินมาเดี๋ยวนี้เองว่า!

แสงแดดกำลังถามถึงเธอ”

•••••

ฉันไม่รู้ว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้เขาอ่านบทกวีกันหรือไม่ แต่สำหรับฉันในช่วงเยาว์วัยของชีวิต การอ่านบทกวีคือการค้นหาความหมายและความสุขเล็กๆจากถ้อยคำสั้นๆที่เรียงร้อยและเปี่ยมไปด้วยพลังใจ และความหมายอันงดงาม

‘ยังดี วจีจันทร์’ เป็นกวีที่ฉันชื่นชอบและติดตามผลงานอยู่เสมอ

ถ้อยคำโดนใจที่จะยกขึ้นมาวันนี้ มาจากหนังสือรวบรวมบทกวีของเขา ในหนังสือชื่อไพเราะว่า “ถามถึงเธอผู้งดงาม” ฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2534 โดยสำนักพิมพ์ใยไหม

มีอีกบทในหนังสือเล่มนี้ที่ชอบ

•••

‘ฉลาดเฉลียว’

ความรักมักผ่านเข้ามาอย่างอ่อนโยน

แล้วรีบร้อนจากไป

ทิ้งให้คนดีงามสับสน

เมื่อฉลาดพอที่จะมีความฝัน

ก็ต้องเฉลียวพอในระหว่างความสัมพันธ์

คนดีมักจะรีบมีรักแท้

โดยไม่เฉลียวใจเอาไว้บ้างว่า

คนไหนควรรัก

คนไหนแค่ทักทาย..

•••••

ยังดี วจีจันทร์ เป็นนามปากกาของศุภการ มินประพาฬ เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2499 เรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นครู และเป็นบรรณาธิการหนังสือผู้จัดการ ไฮคลาส เอ็ม Make Money

มีผลงานหนังสือ เช่น
เมฆสูงและร่มไม้ (สำนักพิมพ์สู่ฝัน 2530)
มิใช่หวงแต่ห่วงใย (สำนักศิษย์สะดือ 2531)
หยิบสีขาวเอามาเขียน (สำนักศิษย์สะดือ 2532)
ลูกสาว (สำนักศิษย์สะดือ 2532)
ถามถึงเธอผู้งดงาม (สำนักพิมพ์ใยไหม)
รวมเรื่องสั้นที่ชื่อ อยากให้คุณเป็นผู้แพ้ (สำนักพิมพ์ต้นอ้อ) เธออยากเซ็นเฟรนด์ชิปของฉันไหม
ยังดี เสียชีวิตภายในห้องพักของตนเองด้วยโรคประจำตัวเมื่อ พ.ศ.2542

เครดิตจาก

https://pichate2000.wordpress.com

สาวสองวิญญาณ – แก้วเก้า หนังสือที่รัก เล่มที่ 66

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

โดยส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องราวผีและวิญญาณ ยอมรับว่าถ้าอยากอ่านต้องอ่านตอนกลางวัน เพราะยามดึกสงัดอ่านเรื่องผีแล้วพาลจะนอนไม่หลับค่ะ แต่วันนี้หยิบนวนิยายเรื่องวิญญาณผลงานของ แก้วเก้า ชื่อเรื่อง สาวสองวิญญาณ ขึ้นมาทบทวนใหม่อีกครั้ง เพราะทราบว่าจะมีละครเรื่องนี้ออกมา

เรื่องวิญญาณในเรื่องนี้ไม่น่ากลัวเลยค่ะ เป็นวิญญาณที่ออกจะน่าสงสาร น่าเห็นใจ และไม่รู้ตัวเองเลยว่าเสียชีวิตเพราะอะไร จึงต้องกลับมาค้นหาความจริง

วิญญาณตนนี้คือวิญญาณของ ‘อวันตี’ หญิงสาวที่กลายเป็นศพที่เหลือแต่เพียงกองกระดูก ถูกฝังอยู่ท้ายสุดเขตวัด ในสภาพไม่มีโลงศพ สภาพที่เหลือคือเศษผ้าชั้นดีที่ห่อร่างและเป็นสัญญาณว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เคยปกปิดร่างกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดี

ฝนแก้ว เด็กสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เด็กสาวอ่อนแอที่อยู่ตรงกลางระหว่างความแตกแยกของครอบครัว พ่อแม่เลิกรา พ่อเป็นข้าราชการที่ติดพันและหลงใหลในภรรยาใหม่ช่างเสริมสวยร้ายกาจที่คอยเอารัดเอาเปรียบและโขกสับทำร้ายลูกเลี้ยงอย่างฝนแก้วตลอดเวลา ฝนแก้วไม่สู้และยอมจำนนเพื่อรอวันเรียนจบและรอวันที่แม่ของเธอที่จำต้องจากไปทำงานเป็นแม่บ้านที่ต่างประเทศเพื่อหาเลี้ยงตัวหลังเลิกรากับพ่อ

วันหนึ่งอาม่า หญิงชราลูกค้าวีไอพีร้านเสริมสวยของชวนใจแม่เลี้ยงของฝนแก้ว มาชวนให้ไปงานทำบุญในพิธีล้างป่าช้าที่วัดใกล้บ้าน วิญญาณของอวันตีที่ถูกขุดขึ้นมาจึงได้ตามกลับมากับฝนแก้ว และใช้ร่างฝนแก้วในการกลับมาที่บ้านตนเองเพื่อสืบหาความจริงและสาเหตุการตายของตนเอง

อวันตีสิงในร่างฝนแก้วและกลับมาที่บ้าน พบ ชวิน ลูกชายที่เธอจากเขาไปตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กน้อยวัยสิบสองปี บัดนี้เมื่อกลับมาอีกครั้ง ชวิน กลายเป็นชายหนุ่มแข็งแรงหน้าตาดีที่มีบุคลิกเป็นผู้ใหญ่เกินตัว แล้วอวันตี ฝนแก้ว และชวิน ก็ร่วมมือกันค้นหาความจริงเบื้องหลังที่ถูกเก็บงำไว้ได้ในที่สุด

นวนิยายเรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ในคำนำนักเขียนว่า ได้นำพล้อตที่เคยเขียนไว้ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนมัธยม แต่งเรื่องแล้วเวียนกันอ่านในหมู่เพื่อนๆในห้องเรียน แต่แต่งไม่จบเพราะถูกครูริบไปเสียก่อน เมื่อเพื่อนเก่าทักถึงเรื่องนี้ขึ้น ผู้เขียนจึงหยิบมาปัดฝุ่นและเขียนใหม่เพิ่มเติมจนได้เป็นผลงานนวนิยายเรื่องนี้ และลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์ ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2559 และจัดพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ในเดือนมีนาคม 2559

สำหรับภาพประกอบเรื่องคือฉบับพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกและครั้งล่าสุด เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 3 โดยผู้เขียนจัดพิมพ์เองเมื่อเดือนมกราคม 2564 โดยประชาสัมพันธ์และขายผ่านเพจเฟสบุ๊ค Kaewkao and V.Vinicchayakul Updated Stories ส่วนภาพปกคือผลงานของ ฟารุต สมัครไทย ทั้งสองเล่ม

โปรยปกหลัง ฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุด

ฝนแก้วไม่เคยนึกเลยว่า พิธีล้างป่าช้าที่เธอไปร่วมทำบุญจะกลายเป็นเส้นทางนำอวันตีหญิงแปลกหน้าเข้ามาในชีวิต

อวันตีผู้มีแต่วิญญาณ แวดล้อมด้วยปริศนาลึกลับถึงสาเหตุการตายที่เจ้าตัวเองก็ไม่อาจค้นหาคำตอบได้

เมื่ออวันตีเข้าอาศัยร่างของฝนแก้วเพื่อไขปริศนา ชีวิตของฝนแก้วก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ตอนกลางวันเธอคือฝนแก้ว ตอนกลางคืนเธอคืออวันตี ก่อความสับสนไม่เฉพาะแต่ตัวเอง แต่กับคนรอบด้านด้วย

โดยเฉพาะชวิน ลูกชายของอวันตี ผู้ปักใจว่าฝนแก้วคือสิบแปดมงกุฏเข้ามาหลอกลวงทุกคนในบ้าน ตรงกันข้ามกับชยุตม์ พ่อของเขา ผู้มองเห็นฝนแก้วเป็นเหยื่อรายใหม่น่าหมายปอง

สาวผู้มีสองวิญญาณสิงสู่ในร่างเดียว จะหาทางคลี่คลายปริศนาการตายได้อย่างไร

วิมานมะพร้าว : แก้วเก้า หนังสือที่รักเล่มที่ 64

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

‘วิมานมะพร้าว’ เป็นจินตนิยายแนวโรแมนติกคอมเมดี้ ที่ผู้เขียนเล่าเรื่องผ่านตัวละครเอก ‘จุลลา’ วิศวกรสาวสวยแสนมาดแมนห้าวหาญที่ผ่านการสมัครงานเข้าไปเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงเครื่องจักรของโรงงานปาล์มโปรดักส์ ที่มี ‘สืบสาย’ หนุ่มหล่อนักเรียนนอกในครอบครัวเชื้อสายจีน ผู้จัดการโรงงานทายาทเจ้าของกิจการเป็นเจ้านาย

จุลลา ที่มีชื่อเล่นหลายชื่อตามบุคลิกและผู้เรียก ถ้าเป็นเพื่อนและรุ่นพี่จะเรียกเธอว่า ‘ไอ้จุ่น’ ตามบุคลิกและการแต่งกายแบบทอมบอย ถ้ามารดาที่ปรารถนาให้เธอแปลงโฉมเป็นสาวสวยก็จะเรียกเธออย่างอ่อนโยนว่า “จูน”

เมื่อเข้ามาทำงานเธอพบเหตุการณ์ประหลาดคือ วิญญาณของอาก๋ง ปู่ของสืบสาย หรือเถ้าแก่ผู้ก่อตั้งโรงงานแห่งนี้ที่นอนสงบนิ่งในฮวงซุ้ยไม่ไกลจากบริเวณโรงงาน มาปรากฏตัวให้จุลลาเห็นเพียงคนเดียว

โดยนิสัยจุลลาที่ไม่กลัวอะไร และอาก๋งก็มาปรากฏตัวเพื่อปรับทุกข์ในสิ่งที่ลูกหลานไม่ว่าจะเป็นอาเสี่ยหรือคุณนาย พ่อแม่ของสืบสายจะยอมรับฟัง เพราะความกลัวทุกคนวิ่งหนีผีอาก๋งและไม่เคยมีใครหยุดฟังนอกจากจุลลาคนเดียว

อาก๋งเข้ามาเป็นพ่อสื่อพ่อชักให้จุลลากับสืบสาย พร้อมทั้งคอยช่วยเหลือจุลลาในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในโรงงาน

เรื่องนี้อ่านไปก็ขำไปอมยิ้มไป ผู้เขียนเขียนบรรยายสภาพโรงงานและตัวละครสมทบที่โดดเด่นไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยจุลลาอย่าง ‘ไอ้แสบ’ หรือแม่บ้านเก่าแก่ประจำโรงงานอย่าง ‘เจ๊พุ่ม’ หรือแม้กระทั่งตัวร้ายอย่าง ‘นายทรงเดช’ ผู้จัดการฝ่ายผลิตจอมเพี้ยนบ้าอำนาจ เป็นนวนิยายที่อ่านคลายเครียดและสนุกเพลิดเพลินเล่มไม่หนามาก

เมื่อปี พ.ศ. 2537 ได้สร้างเป็นละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 ไปค้นมายังมีลิ้งค์ให้ดูได้
https://youtube.com/playlist?list=PLU5pP0EOMBZr-mYFVemsg4wez6F8PaZLL

ปี พ.ศ. 2556 ช่อง 7 นำมาสร้างอีกครั้ง ฉันไม่เคยดูสักครั้งเลยเรื่องนี้ จึงไปหาลิ้งค์มาแปะไว้เผื่ออยากทดลองดูสักครั้ง
https://youtube.com/playlist?list=PLJ4RtZe2gFnu0AH3WrhLxwzA2ZG3jKzJ-

เรื่องนี้เป็นแนวเบาๆ คลายเครียด สนุกสนาน แทรกบทรักกุ๊กกิ๊ก ไม่มีดราม่า ทำให้ยิ้มได้อีกเรื่องค่ะ

ตอนที่ประทับใจจากนวนิยายที่รัก

เขายิ้มให้ฉันเป็นครั้งแรกทำให้บรรยากาศเคร่งเครียดจนปวดขมับค่อยคลายลง เสียงเขาเปลี่ยนเป็นแจ่มใสขึ้นเมื่อพูดต่อไปว่า
“ยังไงผมก็ดีใจที่มีคุณร่วมงานด้วยจูน อย่าทิ้งผมไปไหนเสียนะ”

แหม! ไอ้เรามันก็คนใจอ่อนเสียด้วย ใครประจบเข้าก็ชักเคลิ้ม
“เห็นจะไม่มังคะ ออกจากที่นี่ไปก็ขี้เกียจเตะฝุ่น”
“คนเก่งอย่างคุณ ใครๆก็อยากได้” เขายอฉันต่อไป

“ทีแรกคุณไม่เชื่อเลยนะคะ ว่าฉันทำงานได้” ฉันรีบท้วงเขาเสียก่อนจะกินลูกยอเข้าไปจนพุงกาง “คุณไม่เชื่อมือฉัน ก็เหมือนโรงงานอื่นๆ นั่นแหละค่ะ”

“แต่คุณก็พิสูจน์ตัวเองแล้วนี่นา” สืบสายแก้ตัวให้ฉัน และแก้ตัวให้เขาไปพร้อมๆกัน
“ผมไม่อยากให้คุณทำงานฝ่ายซ่อมบำรุง เพราะคิดว่ามันหนักไปสำหรับผู้หญิงสวยๆ …น่าจะเป็นงานของผู้ชายอกสามศอกมากกว่า”

“เฮ้ย! มีแต่คุณนี่แหละที่เห็นว่าฉันเป็นผู้หญิง” ฉันออกเดินช้าๆ จากสะพาน เขาก็เดินเคียงข้างมาด้วย “จนฉันเกือบจะเชื่อตามคุณแล้วซี”

“ผมรู้ว่าคุณเป็นผู้หญิง” สืบสายตอบอย่างหนักแน่น “รู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นคุณ…แต่พอเจอกันในโรงงาน คุณแกล้งทำเป็นผู้ชาย คงจะเป็นเพราะงานกับอยากให้ลูกน้องยอมรับใช่ไหม”

ฉันหยุดยืนข้างสระเล็กๆ หยิบก้อนกรวดก้อนหนึ่งขึ้นมา แล้วปาลงไปในสระอย่างใจลอย น้ำกระเพื่อมเป็นสีเงินจางๆ อยู่ในแสงจันทร์ ไกลออกไปไม่มากนัก คือแสงเรืองนวลจากดวงโคม ล้อมด้วยกอไม้ดอกซึ่งหุบกลีบหมดแล้ว

“ก็คงงั้นมั้ง” ฉันตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “หรือฉันเองชอบด้วยก็ไม่รู้ ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ฉันไม่ค่อยเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น…แต่ตอนนี้…ฉันไม่ใช่เด็กแล้ว บางทีฉันก็อยาก…”

ฉันปล่อยคำพูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น อยากอะไร…พูดยากเหมือนกัน รู้แต่ว่าบางทีฉันก็อยากจะเป็นอย่างสาวอื่น โธ่! ก็มันรู้ตัวนี่คะว่ายังไงฉันก็เป็นชายหนุ่มไม่ได้โดยเด็ดขาด ต่อให้ขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนได้ระดับโลก ฉันก็ไม่มีวันเป็นผู้ชายไปได้

“อยากเป็นผู้ชายหรือ?” สืบสายถามเมื่อเห็นฉันเงียบไปเฉยๆ
“เรื่องอะไร” ฉันว่าอย่างเคืองๆ “ยุคนี้มีแต่ผู้ชายอยากแต่จะเป็นหญิง เรื่องอะไรฉันจะไปสวนทางปืน”

สืบสายหัวเราะเบาๆ เขาดูสดชื่นกว่าเดิมแม้ยังไม่เต็มที่เสียทีเดียว
“แต่คุณไม่เคยแต่งตัวเป็นผู้หญิงสักที เวลามีนัดกับผม”

นี่ไง ถูกเขาต่อว่าเข้าให้แล้ว ฉันรีบยกนิ้วขึ้นเหมือนลูกเสือกล่าวปฏิญาณตน
“ฉันขอรับรองด้วยเกียรติของเนตรนารีว่า ฉันตั้งใจจะแต่งตัวเป็นผู้หญิงมาสามครั้งแล้ว เมื่อมีนัดกับคุณทั้งสามครั้ง แต่…บอกไม่ได้เหมือนกัน มันล้มเหลวทุกทีค่ะ”

“ทำไมถึงบอกไม่ได้ล่ะ” เขาถามยิ้มๆ
“ก็มันพูดไม่ออก บอกไม่ได้” ฉันย้ำ ขืนอธิบายเกี่ยวกับเถ้าแก่ เขาก็คงคิดว่าฉันเป็นบ้า…ถ้าอธิบายว่าพี่โย้แกเกิดหลงรักฉันเหมือนต้องมนต์สะกดเมื่อเห็นฉันนุ่งกระโปรง เขาก็คงคิดว่าพี่โย้เป็นบ้า หรือไม่ฉันก็บ้าพอกับพี่โย้…มันหนักอกจริงๆ

สืบสายมองหน้าฉันเหมือนสงสัยอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็ตั้งคำถามขึ้นมาใหม่
“แล้วเมื่อไหร่คุณจะแต่งตัวเป็นผู้หญิง…อย่างที่คุณควรจะเป็นเสียที ผมจะรอวันนั้น”

••••••••••••

วิมานมะพร้าว : แก้วเก้า ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสกุลไทย และรวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร ในปี พ.ศ. 2531


สำหรับภาพปกประกอบเรื่องคือฉบับที่พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 4 โดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี ในปี พ.ศ. 2544

แต่ปางก่อน : แก้วเก้า หนังสือที่รักเล่มที่ 63

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

“พี่ถวิลที่รัก
ฉันบอกแม่ชีที่วัดว่าถ้าฉันตายลงเมื่อไร ให้นำจดหมายฉบับนี้ ที่ฉันจะใส่ซองจ่าหน้าไว้เรียบร้อย ส่งไปให้พี่ถวิลทางไปรษณีย์ ดังนั้น เมื่อพี่อ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันก็คงจะตายไปแล้ว แต่อย่าเศร้าโศกหรือคิดถึงฉันเลย ความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัวสำหรับฉัน

ทุกวันนี้ฉันอยู่อย่างสงบ พยายามทำใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน และสวดมนต์ภาวนาปฏิบัติธรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ท่านชายใหญ่ ฉันเชื่อว่าท่านจะได้ส่วนกุศลตามที่ฉันตั้งใจอุทิศให้ทุกประการ

ท่านชายใหญ่เป็นใครนะหรือ? ก็หม่อมเจ้ารังสิธร โอรสเสด็จในกรมฯ ที่พี่เองเป็นคนเอ่ยถึงให้ฉันฟัง ตั้งแต่วันแรกที่ฉันพบพี่ไงล่ะ ฉันพบพระวิญญาณของท่านวนเวียนอยู่ที่ตำหนักริมน้ำ ท่านยังคอยเจ้านางม่านแก้ว เจ้าสาวของท่านอยู่ และเจ้านางก็กลับมาในชาติใหม่อีกครั้งหนึ่งคือฉันเอง

ด้วยเหตุนี้เอง ฉันจึงไม่อาจรับน้ำใจจากคุณชายจิรายุสได้ เธอไม่ใช่คู่ของฉัน ฉันจะทนอยู่กับเธอที่ตำหนักริมน้ำได้อย่างไร ในเมื่อท่านชายใหญ่ก็ยังวนเวียนอยู่แถวนั้น

••••••••••

………ชีวิตคนเราสั้นนัก แต่ในช่วงสั้นๆ นี้ ฉันภูมิใจที่รู้ว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร และถ้ามีทางเดินสองทางเลือกให้ฉัน ฉันจะเลือกทางไหน ฉันได้เลือกแล้วด้วยความมั่นใจ

ชีวิตไม่ได้จบลงสั้นๆ เพียงแค่ความสั้นของอายุขัยของแต่ละคนหรอก ฉันเชื่อเช่นนี้ ฉันยังหวังว่าจะได้พบท่านชายใหญ่อีกไม่วันใดก็วันหนึ่งและถ้าเป็นไปได้… ก็หวังว่าจะได้พบพี่ และตอบแทนความมีน้ำใจของพี่ได้อีกเช่นกัน

จากฉัน … ราชาวดี

••••••••••

จดหมายจากราชาวดีที่มีถึงถวิล เพื่อนครูรุ่นพี่ที่โรงเรียนกุลนารีวิทยา ในช่วงท้ายของชีวิตของหญิงสาวผู้เป็นบุตรีของเด็กน้อยหัวจุกในอดีต ที่เคยติดสอยห้อยตามเจ้านางม่านแก้ว ในช่วงชีวิตที่อยู่ในวังของเสด็จในกรมฯ

เจ้านางม่านแก้วได้พบรักกับท่านชายรังสิธร ท่ามกลางความขัดแย้งไม่เห็นด้วยและเคียดแค้นชิงชังของหม่อมเพยีย และท่านหญิงแต้ คู่หมั้นหมายของท่านชาย แต่สุดท้ายท่านชายใหญ่ยืนยันมั่นคงในความรักของตนเองที่มีต่อเจ้านางม่านแก้วจนได้เข้าพิธีสมรส

แต่โชคชะตาความรักที่ลิขิตให้มิอาจได้อยู่ร่วมเรียงเคียงหมอน เมื่อเจ้านางม่านแก้วถูกวางยาพิษฆาตกรรมในคืนวันแต่งงาน ทิ้งท่านชายใหญ่ให้โทมนัสและตรอมพระทัยสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา

วิญญาณท่านชายใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่ที่ตำหนักริมน้ำเรือนหอของท่าน รอจนเจ้านางม่านแก้วมาเกิดใหม่เป็น ราชาวดี คุณครูสาวแห่งโรงเรียนกุลนารีวิทยา โรงเรียนที่เป็นหนึ่งในทรัพย์สินมรดกตกทอดจากตระกูลของท่านชายใหญ่มาถึงคุณชายจิรายุส หม่อมราชวงศ์หนุ่มที่มาติดพันรักราชาวดีเช่นกันในชาตินี้

นวนิยายเรื่อง “แต่ปางก่อน” เล่าเรื่องราวความรักที่ผ่านกาลเวลาถึงสามช่วงชีวิตมนุษย์ กว่าที่ท่านชายรังสิธร และเจ้านางม่านแก้ว จะได้สมหวังครองคู่อยู่ด้วยกัน ณ ตำหนักริมน้ำสีขาว เรือนหอของทั้งสอง

ในยุคปัจจุบันท่านชายใหญ่มาเกิดเป็น หม่อมหลวงจิราคม บุตรชายของคุณชายจิรายุส ที่หลงรักราชาวดีแต่ไม่อาจสมหวัง เพราะความมั่นคงในรักเดียวของราชาวดีที่มีต่อท่านชายใหญ่ เมื่อราชาวดีมาเกิดใหม่เป็นลูกสาวคนเล็กของ ถวิล เพื่อนรุ่นพี่ที่รักและผูกพัน ในนาม ‘อันตรา’ เป็นราชาวดีที่ได้ครองคู่สมหวังกับคุณจี หม่อมหลวงจิราคม

ผู้เขียนได้กล่าวถึงนวนิยายเรื่องนี้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องแรกที่ได้ส่งให้นามปากกา ‘แก้วเก้า’ เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ชอบอ่านนวนิยาย และเมื่อมีการนำผลงานเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์หลายครั้ง ก็ยิ่งทำให้นวนิยายเรื่องนี้โด่งดังเป็นที่จดจำมากขึ้น

ส่วนตัวฉันประทับใจทั้งนวนิยายและละครโทรทัศน์ตั้งแต่ยุคสร้างครั้งแรก ที่มีฉัตรชัย เปล่งพานิช และ จริยา สรณะคมณ์ เป็นนักแสดงนำชายหญิง ได้ไปค้นหาลิ้งค์ละครชุดนี้ยังพอหาชมได้ในยูทูป จึงได้แปะลิ้งค์ไว้ให้ค่ะ

ในปี 2548 บทประพันธ์เรื่องนี้ได้กลับมาเป็นละครโทรทัศน์อีกครั้ง รอบนี้ดารานำคือ ศรราม เทพพิทักษ์ และ แอน ทองประสม ได้ไปค้นหาลิ้งค์ชมละครชุดปี 2548 มาแปะไว้เช่นกันค่ะ

สำหรับล่าสุดที่ผู้จัดละครนำนวนิยายเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์คือ เมื่อปี 2560 รอบนี้ดารานำแสดงคือ สน ยุกต์ ส่งไพศาล และ วิว วรรณรท สนธิไชย

โปรยปกหลัง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 9

“พอเลี้ยวโค้งถนน ภาพบ้านสีขาวงามกระทัดรัดปรากฏขึ้นหลังรั้วเหล็กโปร่ง ราวกับมือวิเศษคลี่ฉากแมกไม้สีเขียวออก ให้เห็นปราสาทเทพนิยายที่ซ่อนอยู่ภายใน…

รถจอดลงหน้าประตูเหล็กดัดแบบโบราณ คราวนี้อันตราเปิดประตูลงมาอย่างไม่รู้สึกตัว… หล่อนรู้สึกแต่เพียงว่า…ได้กลับมาสู่บ้านเดิมเก่าแก่ของตน บ้านซึ่งหล่อนจำได้เพียงในความฝันเลือนรางมาเป็นเวลาเกือบตลอดชีวิต

บ้านเก่าแก่…แต่ว่าน่ารักหลังนี้ เหมือนกับว่าจะเปล่งเสียงทักทายหล่อนอย่างยินดีปรีดาเช่นกัน อันตรายืนเกาะรั้ว ความึนงงวูบขึ้นมาเหมือนกับหล่อนจะเป็นลมไปในชั่วอึดใจ แต่หล่อนก็ยังจำได้…บ้านสีขาว ดูโดดเด่นอยู่กลางสีมรกตของแมกไม้ในยามเย็น ทอทาบด้วยเส้นทองของดวงตะวัน ที่ลอดกิ่งไม้ลงมาเป็นรอยริ้วไหวๆ บนพื้นหญ้าเขียวสด…”

•••••••••••••••

ตอนที่ประทับใจจากนวนิยายที่รัก

อันตรากัาวเข้าไปในห้องอันกว้างใหญ่นั้นอย่างระมัดระวัง……ตรงสุดห้อง ไฟสว่างเป็นวงกลมส่องอยู่บนยกพื้น กระทบแกรนด์เปียโนสีดำเป็นมันปลาบ… เสียงเพลงไทยเดิมกังวานพราวพริ้วอยู่ในความเงียบของห้อง… ทั้งเยือกเย็น อ่อนหวาน…มีมนต์ขลังจนกระทั่งเท้าที่ก้าวเดินหยุดชะงักไปชั่วขณะ…

หญิงสาวหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น เพลงนั้นทำให้หล่อนเกิดความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาขึ้นมาอีก … เหมือนกับภาพหนึ่งจะผุดขึ้นมาในความทรงจำ…ภาพหญิงงามแช่มช้อย ผู้ที่เป็นเป้าสายตาผู้ที่พบเห็นอย่างไม่เว้นหน้า…นางผู้ยืนอยู่ในความรางเลือนของอดีตกาล…

หล่อนแทบจะไม่รู้สึกตัวว่าเพลงชะงักลง เมื่อผู้เล่นเงยหน้าขึ้นเห็นหล่อน… หล่อนไม่ทันเห็นสายตาซึ่งมองหล่อนผู้ยืนสงบนิ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง ภายในเสื้อกระโปรงสีเทาเงิน และทรงผมที่ปล่อยยาวสลวยเคลียบ่า อันตราดูคล้ายกับก้าวออกมาจากภาพวาดยุคโบราณของจิตรกรเอก

เมื่อรู้สึกตัว เพราะเขาผู้นั้นลุกจากม้านั่ง ทำท่าจะเดินลงมาหา อันตราจึงรีบก้าวเข้าไปหามล.จิราคมเสียก่อน ค้านว่า
“ทำไมหยุดเล่นเสียล่ะคะ กำลังเพราะเชียว” ……………

“เล่นให้จบสิคะ” ถ้าไม่หาเรื่องพูดอะไรออกมาบ้าง หล่อนคงจะรู้สึกว่ามือไม้เกะกะมากกว่านี้ ” ดิฉันรู้จักเพลงนี้…ขอนึกชื่อก่อนนะคะ…เดี๋ยว…”

จิราคมเลิกคิ้วน้อยๆ อมยิ้มอย่างขบขัน
“คุณไม่รู้หรอกครับ เพลงนี้ไม่ใช่เพลงที่แพร่หลายอะไรเลย มีแต่คนแก่ๆ ไม่กี่คนที่รู้จัก ผมเองก็เพิ่งไปเจอโน๊ตเพลงที่เขียนไว้แบบสากล เมื่อไม่นานมานี้เอง”

“รู้จักซิคะ” อันตรายืนยัน “เพลงลาวม่านแก้วใช่ไหมล่ะคะ นึกชื่อออกแล้ว”

อีกฝ่ายมองหล่อนด้วยความพิศวงอย่างล้นเหลือ อุทานว่า
“คุณรู้จักเพลงนี้ได้อย่างไร ผมนึกว่าไม่มีใคร…ที่เป็นคนภายนอก…รู้จักเพลงนี้เสียอีก”

•••••••••••••••

นวนิยายเรื่อง “แต่ปางก่อน” ของ แก้วเก้า ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน และรวมเล่มครั้งที่ 1-3 โดยสำนักพิมพ์บำรุงสาส์น (รวมสาส์น) ระหว่างปี พ.ศ. 2527-2535
พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 4-5 โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ในปี 2538-2539
พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 6-10 โดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี ในปี 2543-2548
พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 11-15 โดยสำนักพิมพ์ทรีบีส์ ในปี 2551-2560
พิมพ์ครั้งที่ 16 โดยสำนักพิมพ์อรุณ ในเดือนกันยายน 2563

ภาพประกอบเรื่องจากซ้ายไปขวา คือปกฉบับพิมพ์ครั้งที่ 16 โดยสำนักพิมพ์อรุณ
ถัดมาคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 9 โดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี เดือนพฤษภาคม 2548
และขวาสุดคือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์บำรุงสาส์น (รวมสาส์น) ปี 2532

ละครแห่งชีวิต : หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง หนังสือที่รักเล่มที่ 62

#หนังสือที่รัก #หนังสือในตู้

ละครแห่งชีวิต #หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

หนังสือนวนิยายเรื่อง ละครแห่งชีวิต ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2472 เป็นหนึ่งในหนังสือจาก หนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ตามโครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ที่คัดเลือกและแนะนำหนังสือดีในรอบศตวรรษ

เป็นนวนิยายที่ได้รับการเชิดชูว่าเป็นต้นแบบของนวนิยายต่างแดน (Exotic Novel)

ระหว่างอ่านก็เพลินกับเรื่องราวชีวิตนักเรียนอังกฤษในยุคเจ็ดแปดสิบปีก่อนค่ะ

นวนิยายเรื่องนี้ฉันอ่านจบนานแล้ว รู้สึกว่าสนุกเพลิดเพลิน เนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตของผู้เขียนเอง ที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจากความอยุติธรรม การไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากผู้เป็นบิดาและครอบครัว เหมือนลูกที่ถูกทิ้ง ถูกละเลย และไม่ได้รับโอกาสเท่าพี่น้องคนอื่นในครอบครัว จนต้องดิ้นรนเพื่อตนเอง ขอร้บเงินมรดกจากปู่ที่ได้แบ่งไว้ให้เป็นทุนรอนไปเรียนต่างประเทศ

แต่เดิมจากที่ตั้งใจไปเรียนกฎหมาย แต่ชีวิตหักเหไปพบครอบครัวชาวอังกฤษที่เมตตาดูแลระหว่างศึกษาที่อังกฤษ ปรากฎว่า แด๊ดดี้และแม่ชาวอังกฤษกลับรักและดูแลอย่างดีกว่าพ่อแม่แท้ๆในเมืองไทย และได้ชักนำให้รู้จักกับญาติมิตรในวงการนักหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ จนชีวิตหักเห ประกอบกับความสามารถในการใช้ภาษาเขียนบทความเรื่องราวต่างๆที่พบในระหว่างที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศ และได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างลอนดอนไทมส์

ผู้เขียนได้พบนักหนังสือพิมพ์สาวสวยผู้เป็นรักเดียว แต่ตัดใจไม่สามารถแต่งงานด้วยได้ เพราะความต่างทางเชื้อชาติ และการเล็งเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้น หากแต่งงานกันและมาใช้ชีวิตในเมืองไทยในยุคนั้น

เรื่องราวละครชีวิต เปรียบเปรยกับชีวิตของผู้เขียนที่พบเจอระหว่างใช้ชีวิตในต่างประเทศ และเปรียบเปรยกับชีวิตนักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานอยู่ท่ามกลางเรื่องราวชีวิตของผู้คนรอบตัว ใช้ชีวิตเดินทางเร่รอนไปในหลายๆประเทศ เป็นชีวิตแบบพิเศษที่น่าสนใจ

เรื่องราวละครชีวิตในนวนิยายเรื่องนี้จบลง เมื่อผู้เขียนไม่สามารถใช้ชีวิตต่อในอาชีพนักหนังสือพิมพ์ต่อได้ เพราะปัญหาสุขภาพ จนต้องตัดสินใจทิ้งชีวิตที่ต่างประเทศ และเดินทางกลับสู่เมืองไทย เพื่อเริ่มบทละครชีวิตช่วงต่อไปของตนเอง

ก่อนเริ่มบทแรกในฉบับตีพิมพ์เมื่อปี 2534 ได้กล่าวนำบทไว้ว่า

“อุทิศทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ผู้ทรงอุปถัมภ์ให้หนังสือเล่มนี้เป็นผลสำเร็จได้
และอุทิศให้ “Maria Vanzini” เพื่อนที่รักร่วมชีวิตของผู้แต่ง”

โปรยปกในฉบับพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์บางหลวง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2534

คำนิยมโดยศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) จาก “ชีวิตหม่อมเจ้าอากาศฯ ในโลกหนังสือ”

“…เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือละครแห่งชีวิตโดยฝีปากของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ในปี พ.ศ. 2472 สวรรค์เป็นพยาน ว่าข้าพเจ้าได้อ่านรวดเดียวจบ ข้าพเจ้าไม่เคยอ่านหนังสือขนาดยาว 500 หน้ารวดเดียวจบ ละครแห่งชีวิตเป็นหนังสือเล่มแรกที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความสำเร็จในการอ่านหนังสือ ข้าพเจ้าจับใจในความสามารถของเพื่อนผู้นี้อย่างยิ่ง… ข้าพเจ้าโปรดฝีปากของนักประพันธ์หนุ่มผู้นี้ด้วยเหตุ 3 ประการคือ

” 1. เรื่องทั้งหมดของหม่อมเจ้าอากาศฯ ที่ทรงนิพนธ์ในยุค 3 ปีนี้ เป็นเรื่องที่แต่งด้วยหัวคิดของท่านเองทั้งสิ้น ไม่ได้แปลหรือแปลงจากเรื่องฝรั่ง เป็น Original Work อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องแท้จริง เป็นเรื่องที่จะทำให้ท่านผู้แต่งรับรองว่า ท่านเป็นนักประพันธ์ไทยได้เต็มปากเต็มคำ

“2. เรื่องของหม่อมเจ้าอากาศฯ ทุกเรื่องเป็นเรื่องเศร้าที่มีรสใหม่ในตลาดหนังสือเมืองไทย

“3. ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า การอ่านชีวิตเศร้าของบุคคลต่างๆ ช่วยให้เราเป็นคนไม่ประมาทเป็นข้อแรก และช่วยให้เราเกิดความเห็นอกเห็นใจในคนอื่นเป็นข้อสุดท้าย…”

ในหนังสือฉบับพิมพ์เมื่อปี 2534 ได้ลงบทความที่กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนสดุดีหม่อมเจ้าอากาศดำเกิงฯ ไว้ในบทความที่ชื่อว่า ” ชีวิตหม่อมเจ้าอากาศฯ ในโลกหนังสือ” ไว้ มีรายละเอียดที่น่าสนใจที่ขอยกมาอีกตอนหนึ่งว่า

“…ครั้งหนึ่งเรารับประทานอาหารด้วยกันสองต่อสอง ได้มีโอกาสคุยกันถึงเรื่องหนังสืออย่างสนุก ข้าพเจ้าจึงหยั่งความรู้สึกอันนี้ของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิงฯ ได้ ท่านเชื่อมั่นว่าคำยกย่องเหล่านั้นไม่เกินกว่าที่ท่านควรจะได้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าในเมืองไทย หม่อมเจ้าอากาศฯ ยังมีสิ่งที่จะต้องเรียนต่อไปอีก ข้าพเจ้าได้พูดกับท่านก่อนจะจากกันว่า

“หนังสือละครแห่งชีวิตของท่านดีจริงๆ คำยกย่องเหล่านั้นอาจจะเที่ยงตรง แต่ท่านต้องไม่ลืมว่าท่านเป็นเจ้า ถ้าท่านทำดีเพียงหนึ่ง เขามักจะให้ท่านถึงสาม แต่ถ้าท่านเปลี่ยนมาเป็นอย่างพวกเราๆ แม้ท่านทำดีสาม เขามักจะให้ท่านเพียงหนึ่งเท่านั้น ท่านควรระวังในเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้” ข้าพเจ้าเชื่อเสมอว่า หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงฯ เป็นคนซื่อและดี

เมื่ออ่านข่าวมรณกรรมของหม่อมเจ้าอากาศฯ ข้าพเจ้ารู้สึกเสียวปลาบที่หัวใจ ความตายของเพื่อนรักบางคนได้สั่นความรู้สึกของข้าพเจ้ามาแล้ว ความตายของเจ้านายอันที่เคารพก็ได้ผ่านมาในความรู้สึกประดุจกัน ความตายของนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงหลายคนก็ได้ทำความสลดสังเวชใจให้เนืองๆ

แต่ความตายของคนคนหนึ่งซึ่งรวมบุคคลทั้งสามคนไว้ในตัวเขา ข้าพเจ้าพึ่งได้พบในมรณกรรมของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ความรู้สึกของข้าพเจ้าสะเทือนไปด้วยความเศร้าสลดใจอันลึกซึ้ง และคงมีอีกหลายร้อยคนที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับข้าพเจ้า ถ้าเพียงแต่หม่อมเจ้าอากาศฯ ไม่ได้ไปเสียจากสยาม ถ้าเพียงแต่ท่านได้มาประชวรอยู่ในท่ามกลางความเอาใจใส่ของพระประยูรญาติและมิตรสหาย ท่านจะเสียพระชนมชีพอันมีค่าเสียแต่ในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2475 จริงหรือ? ท่านชายที่มีอายุเพียง 28 ปี ท่านชายที่อาภัพและน่าสงสาร!”

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ เป็นที่รู้จักในนามปากกา ‘วรเศวต’ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ประสูติแต่หม่อมอ่อน รพีพัฒน์ ณ อยุธยา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447

ทรงศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ และศึกษาต่อชั้นมัธยมที่ 4 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่สอบตกชั้นมัธยม 7 จึงทรงออกจากโรงเรียน เสด็จไปศึกษาต่อวิชากฎหมายที่สำนักมิดเดิ้ลเทมเปิ้ล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ด้วยความที่ไม่โปรดเรื่องกฎหมาย จึงทรงคลุกคลีอยู่กับหมู่นักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษ จนล้มเหลวในเรื่องการศึกษา แต่โชคดีที่ได้รับพระราชทานทุนจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไปศึกษาวิชาการต่างประเทศที่เมืองจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา แต่ประชวรหนักทำให้ต้องเสด็จกลับประเทศไทย

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ทรงเข้ารับราชการในกรมไปรษณีย์โทรเลข และกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ทรงสนพระทัยในการประพันธ์มาตั้งแต่ครั้งศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยทรงร่วมกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ทำหนังสือในห้องเรียน เมื่อมาทำงานที่กรมสาธารณสุข ได้นิพนธ์นวนิยายเรื่องแรกคือ “ละครแห่งชีวิต” โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ประทานเงินทุนจัดพิมพ์ เมื่อปี พ.ศ. 2472 แม้ว่าจะมีราคาสูงถึงเล่มละ 3.50 บาท แต่ปรากฏว่าขายหมดทั้ง 2,000 เล่ม จนต้องมีการพิมพ์ครั้งที่สอง

ในปี พ.ศ. 2473 หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง นิพนธ์เรื่อง ผิวเหลืองหรือผิวขาว (ต่อมาใช้ชื่อ “ผิวเหลืองผิวขาว”) และตามมาด้วยรวมเรื่องสั้น วิมานทลาย กับ ครอบจักรวาล

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงทรงประสบความผิดหวังในเรื่องความรักและชีวิต เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจตกต่ำ จึงเสด็จหนีไปฮ่องกงในปลายเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2474 ดำรงชนม์ชีพด้วยการเขียนบทความลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฮ่องกง

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ สิ้นชีพิตักษัย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 สิริชันษา 27 ปี ตามเอกสารฮ่องกงระบุว่าด้วยไข้มาลาเรีย แต่มีผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า เป็นการเปิดแก๊สปลงชนม์

เครดิตข้อมูลจากวิกิพีเดีย : อ้างอิงจาก
1.หนังสือหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ นักเขียนไทย- ชีวิตและงาน
2.หนังสือ หยดหมึก ปากกา กาลเวลา 4 นักเขียนไทย

ตอนที่ชอบจากหนังสือเล่มนี้

‘ จะมีอะไรอีกเล่าที่ร้ายยิ่งไปกว่าความไม่เสมอหน้าและความอยุติธรรม เด็กที่เจริญวัยแล้วพาลเกเร โดยมากต้องเป็นเด็กที่อาภัพมาแต่เยาว์และเป็นคนช่างคิด เฝ้าคิดเฝ้าแค้นถึงความไม่เสมอหน้าต่างๆ ที่ตนได้รับอยู่เนืองนิตย์ จึงเอาความชอกช้ำใจเป็นมัคคุเทศก์แห่งอุปนิสัย ดังนั้นตนจึงเป็นคนใจแคบเห็นสิ่งต่างๆในโลกเป็นของขมขื่น ปราศจากความไว้ใจในตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้จะโทษใครเล่า ความไม่เสมอหน้าหรือความอยุติธรรมเป็นของที่มีอยู่ในโลกตั้งแต่พุทธกัลป์ เป็นภาคสำคัญส่วนหนึ่งของกฎแห่งชีวิต ซึ่งเราจะหลีกเลี่ยงเสียมิพ้น

•••••

แต่ยังมีเด็กจำพวกหนึ่ง เป็นเด็กที่อาภัพมาแต่เยาว์ แต่เมื่อมีโอกาสได้เห็นและรู้จักโลกมามากแล้ว ก็กลับเป็นผู้ที่คอยแต่จะยิ้มเยาะความไม่เสมอหน้า ความอยุติธรรมและความทุกข์ระทมใจ ของตนและผู้อื่น มีวงหน้าอันยิ้มเย้ยสิ่งต่างๆ อยู่เนืองนิตย์ว่า ชีวิตเป็นของธรรมดา เป็นของขันและปราศจากหัวใจ เด็กใดเป็นเช่นนี้ก็เพราะได้รับความชอกช้ำระกำใจมาแล้วจนชิน สิ่งต่างๆที่ตนได้ไปเห็น ได้ไปอยู่ร่วมรู้จักมาแล้วทั่วพิภพนั้นเอง เป็นยาอันสามารถบำบัดน้ำใจโหดร้ายของตนเสียได้ และย้อมหัวใจให้ชื่นบาน แม้จะเป็นคนไม่มีใจ เด็กนั้นก็อาจเล็งเห็นทุกข์สุขของผู้อื่นและพยายามช่วยเหลือตามควร

•••••

ข้าพเจ้าเคยเป็นเด็กมาแล้วทั้งสองชนิด เคยเป็นเด็กที่อาภัพจนถึงกับน้ำตาเช็ดหัวเข่า และเป็นเด็กที่สามารถหัวเราะเยาะโลกได้ทุกเวลา เมื่อท่านอ่านเรื่องราวของข้าพเจ้าจบแล้ว ข้าพเจ้าเองก็ยังเดาไม่ถูกแน่ ว่าท่านจะรู้สึกชังเจ้าของเรื่องสักเพียงไหน’

จากหน้าที่ 17-18 ฉบับพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Hand Book
ตุลาคม 2553

•••••••••••••

ละครแห่งชีวิต : หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์

ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2472 โดยโรงพิมพ์อักษรนิติ ได้วางจำหน่ายทั่วประเทศ คราวครั้งนั้นเกิดความฮือฮาและความชื่นชมต่อนวนิยายเรื่องนี้เป็นอย่างมาก กลายเป็นหนังสือที่มียอดขายในเวลาที่ไม่นานนักถึง 8,000 – 10,000 เล่ม

ในคำนำฉบับพิมพ์ครั้งแรกในยุคใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2534 ชาลี เอี่ยมกระสินธ์ุได้กล่าวไว้ว่า

“ละครแห่งชีวิต” เล่มที่อยู่ในมือของท่านนี้ เป็นฉบับที่พิมพ์จำลองมาจากการพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2472 หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ ทรงนิพนธ์เรื่องนี้ออกจำหน่ายในราคาค่อนข้างแพงมาก โดยตั้งราคาไว้ถึงเล่มละสองบาท ขณะที่ตลาดหนังสือเมื่อ 60 กว่าปีก่อนนั้น ยังไม่มีนวนิยายของใครจะขายกันถึงสองบาท (เทียบกับเงินตราสมัยนี้ก็มากกว่าสองร้อยบาท) แต่ในการพิมพ์ครั้งที่สองต่อมาได้เพิ่มราคาเป็นเล่มละสามบาทห้าสิบสตางค์ เป็นหนังสือราคาแพงที่ขายดีที่สุด เพราะเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ชวนให้ติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ”

ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ ได้กล่าวคำนิยมไว้ในปกหลังด้านในในฉบับพิมพ์เมื่อปี 2534 นี้ด้วยว่า

“ละครแห่งชีวิต” ทำให้วงการนักอ่านตื่นเต้นกันอย่างถึงขนาด เพราะเป็นแนวเขียนแบบใหม่ที่ไม่มีใครเคยเขียนมาก่อน ได้รับการยกย่องจากนักอ่านและนักเขียนอย่างกว้างขวางว่า “ละครแห่งชีวิต ควรเป็นหนังสือครู” ในแวดวงชีวิตขณะที่หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงฯ ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตขณะที่พระชนมายุยังนัอยมากนี้ เป็นความหวังว่าในประพันธพิภพจะต้องมีผลงานอย่างงดงามออกมาอีก แต่ท่านก็ทรงสร้างได้อีกเพียงสองเล่ม คือ “ผิวเหลืองกับผิวขาว” กับ “วิมานทลาย” พร้อมกับเรื่องสั้นอีกไม่มากนัก”

ภาพปกประกอบเรื่องซ้ายมือคือฉบับโดยสำนักพิมพ์บางหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2534 และขวามือคือฉบับพิมพ์รวมเล่มโดยสำนักพิมพ์ Hand book ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553

บ้านเล็กในทุ่งกว้าง (หนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่) หนังสือที่รักเล่มที่ 5

ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก

แม่บอกว่า แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่เป็นเมืองของพวกอินเดียนแดงหรือไม่ แม่ไม่ทราบว่าเส้นแบ่งเขตแดนแคนซัสอยู่ที่ไหน แต่จะเป็นเมืองของพวกอินเดียนแดงหรือไม่ใช่ก็ตามที พวกอินเดียนแดงก็จะไม่อยู่ที่นี่นาน

พ่อได้ข่าวมาจากคนที่อยู่ในกรุงวอชิงตันว่า รัฐบาลจะเบิกดินแดนของพวกอินเดียนแดงแถบนี้ออก ให้พวกที่อยากจะอพยพเข้าไปตั้งหลักฐานบ้านช่องอยู่ได้ในเร็วๆนี้ ตอนนี้อาจจะเบิกแล้วก็ได้ ที่รู้ไม่ได้แน่นอนก็เพราะกรุงวอชิงตันอยู่ไกลเหลือเกิน

แม่หยิบเตารีดผ้าออกมาจากเกวียน เอามาตั้งบนไฟ แล้วแม่ก็เอาน้ำพรมเสื้อของแมรี่ เสื้อของลอร่า เสื้อตัวเล็กของน้องแครี่ และเสื้อผ้าดอกของแม่เอง แล้วเอาผ้าห่มนอนกับผ้าปูที่นอนปูลงม้าที่รองนั่งบนเกวียน แล้วแม่ก็รีดผ้าบนนั้น

น้องแครี่หลับอยู่ในเกวียน ลอร่า แมรี่ และแจ๊ค นอนกลิ้งอยู่บนหญ้าในเงาร่มข้างๆเกวียน เพราะตอนนี้แดดร้อนจัดมาก แจ๊คนอนปากอ้า ลิ้นสีแดงห้อยออกมานอกปาก ตาปรือง่วงเต็มที

แม่ร้องเพลงเบาๆในลำคอ ขณะที่รีดรอยยับบนเสื้อตัวเล็กๆ รอบๆข้าง ไกลออกไปจนสุดขอบโลก ไม่มีอะไรเลยนอกจากหญ้าปลิวไสวอยู่ในสายลม ไกลขึ้นไปเหนือศีรษะมีเมฆขาวเป็นปุยสองสามก้อน ลอยฟ่องอยู่ในอากาศสีฟ้า

ลอร่ารู้สึกมีความสุขมาก เสียงลมครวญเบาๆ ดังเป็นเพลงหวิวอยู่ในพงหญ้า ตั๊กแตนทำเสียงกรอกแกรกเห็นไหวๆ อยู่ในทุ่งหญ้าอันใหญ่กว้าง เสียงหึ่งๆ เหมือนเสียงผึ้งดังเบาๆมาจากดงต้นไม้ริมลำห้วยทางเบื้องล่าง เสียงทั้งหมดเหล่านี้ ทำให้เกิดความสุขอย่างสงบและอบอุ่นเป็นอย่างมาก ลอร่าไม่เคยพบเห็นที่ไหนที่เธอชอบมากเท่าที่นี่เลย

เกร็ดที่มาของผู้แปลวรรณกรรมเยาวชนชุด ‘บ้านเล็กในป่าใหญ่

เขียนโดย ลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์ แปลโดย ‘สุคนธรส’

คัดลอกจาก คำนำผู้แปลในหนังสือชุดบ้านเล็ก เล่ม 1

ตอน ‘บ้านเล็กในป่าใหญ่’

ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 โดนสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน ธันวาคม 2548

……………………………………….

เมื่อข้าพเจ้าศึกษาวิชาประวัติศาสตร์อยู่ในสหรัฐอเมริกานั้น 

อาจารย์ผู้เป็นหัวหน้าแผนกประวัติศาสตร์ได้ถามข้าพเจ้าถึงเรื่องการเรียนประวัติศาสตร์อเมริกันในประเทศไทย และได้แนะนำให้ข้าพเจ้าแปลหนังสือชุด 

Little House นี้ให้เด็กนักเรียนของเราอ่านบ้าง

เพราะเป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นสำหรับเด็ก แต่เป็นความจริงในประวัติศาสตร์ทุกตอน นักเรียนจะรู้สึกสนุกตามแบบอ่านนิยาย แต่ในขณะเดียวกัน จะเข้าใจถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันและสภาพทางด้านภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ ได้ดีกว่าที่จะได้รับจากบทเรียนสังคมศึกษาในห้องเรียน

เมื่อได้อ่านหนังสือชุดนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกพอใจที่จะแปลออกเป็นภาษาไทย ข้าพเจ้าต้องการจะให้เด็กๆของเราได้ทราบว่า ชาวอเมริกันได้ต่อสู้กับธรรมชาติและความลำบากยากแค้นมาด้วยความมานะอดทนเพียงไร ก่อนที่บ้านเมืองของเขาจะเจริญรุ่งเรืองจนเป็นประเทศมหาอำนาจดังในปัจจุบันนี้ และชั่วระยะเวลาเพียง 80 ปีเศษเท่านั้นเอง (หมายเหตุ -คำนำนี้ผู้แปลเขียนขึ้นเมื่อคราวตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์รวมสาส์นเมื่อปี 2507)รัฐวิสคอนซินซึ่งเคยเป็นป่าเปลี่ยว เป็นดินแดนของสิงสาราสัตว์ ได้กลับกลายเป็นบ้านเมืองซึ่งพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายที่เกิดจากอำนาจของวิทยาศาสตร์

มิสซิสลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์ ผู้แต่งหนังสือเรื่องนี้ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1867 (พ.ศ.2410) ในกระท่อมเล็กๆ ทำด้วยไม้ซุง อยู่ที่ชายป่าใหญ่ของรัฐวิสคอนซิน และได้อพยพไปกับบิดามารดาโดยอาศัยเกวียนเป็นพาหนะ เดินทางผ่านรัฐแคนซัส มินนิโซตา และดาโกตา ได้พบและแต่งงานกับ แอลแมนโซ ไวล์เดอร์ ดังที่เล่าไว้ในหนังสือตอน ‘เมืองเล็กในทุ่งกว้าง’ ในตอนสุดท้ายของชีวิตได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในรัฐมิสซูรี มีบุตรหญิงผู้หนึ่งชื่อ โรส ไวล์เดอร์ เลน เป็นนักเขียนมีชื่อคนหนึ่งของอเมริกา

หนังสือชุดบ้านเล็ก หรือ The Little House Books 

โดยลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์ สำนวนแปลของ ‘สุคนธรส’

ช่วงแรกมีแปลไว้ 8 เล่มแรกได้แก่

1.บ้านเล็กในป่าใหญ่

2.บ้านเล็กในทุ่งกว้าง

3.เด็กชายชาวนา

4.บ้านเล็กริมห้วย

5.ริมทะเลสาบสีเงิน

6.ฤดูหนาวอันแสนนาน

7.เมืองเล็กในทุ่งกว้าง

8.ปีทองอันแสนสุข

ต่อมา ‘สุคนธรส’ แปลหนังสือในชุดนี้อีกสองเล่มคือ

9.สี่ปีแรก

10.ตามทางสู่เหย้า

ตีพิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสาร ‘ลลนา’ ยุคที่สุวรรณี สุคนธาเป็นบรรณาธิการ จากนั้นได้จัดพิมพ์รวมเล่มอีกหลายครั้ง

ครั้งล่าสุดสำนักพิมพ์แพรวเยาวชนได้จัดพิมพ์ขึ้นใหม่ครบทั้งสิบเล่มเป็นชุดสะสม 

สำหรับนักอ่านชาวไทยวัยสามสิบปีขึ้นไป น่าจะได้ผ่านวัยเด็กมาโดยได้อ่านวรรณกรรมเยาวชนชุดนี้ เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ควรค่าแนะนำให้บุตรหลานได้อ่านค่ะ

#เรื่องราวระหว่างบรรทัด

#หนังสือชุดบ้านเล็กโดยลอร่าอิงกัลล์สไวร์เดอร์

#บ้านเล็กในป่าใหญ่

••••••••••

❤️🪴🍀 แอดมินมีงานอดิเรกคือทำเพจเฟสบุ๊คค่ะ

ใครสนใจเรื่องหนังสือ ติดตาม เพจ หนังสือที่รัก นี้ค่ะ

ใครสนใจดูซีรีส์เกาหลี จีน ญี่ปุ่น
ติดตาม เพจซีรีส์ที่รัก และ เพจ My Online World

ซีรีส์ที่รัก Seriesteerak
My Online World

ใครสนใจเรื่องไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิล ติดตามเพจ ไพ่สวยบอกต่อ
ไพ่สวยบอกต่อ

และเพจงานเขียนส่วนตัว เขียนสัพเพเหระ
เพจ แก้วเจ้าจอม Our Stories Begin
แก้วเจ้าจอม OurStorybegin

และงานเขียนในเพจทุกเพจ แอดมินรวบรวมลงในบล็อก My Online World
http://www.myonlineworld.co

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ 🪴🍀❤️
สนับสนุนให้กำลังใจแอดมินในการทำเพจและบล็อก
ได้ที่ https://ko-fi.com/myonlineworld_seriesteerak

คุณพ่อขายาว – หนังสือที่รัก เล่มที่ 3

สมัยอ่านวรรณกรรมแปลเรื่อง ‘คุณพ่อขายาว’ ครั้งแรกนั้น ทำให้นึกย้อนไปถึงอีกเรื่องคือ “ความรักของเจน แอร์”

มันให้อารมณ์คล้ายๆ กัน เรื่องราวเด็กกำพร้าที่พบรักกับชายหนุ่มร่ำรวย ที่มีอายุสูงวัยกว่ามาก

เป็นแบบฉบับวรรณกรรมโรแมนติกคลาสสิคที่มีเรื่องราวที่มีอิทธิพลมาถึงนวนิยายไทยในยุคต่อมาหลังจากนั้นอีกหลายเรื่อง

อารมณ์เป็นความฝันถึงความรักแบบคนยุคเบบี้บูมต่อเนื่องจนถึงเจ็นเอ็กซ์

“คุณพ่อขายาว” เป็นเรื่องราวของเด็กสาวกำพร้าที่ชื่อว่า เจอรูชา (จูดี้) แอ๊บบอท

หลังเธอเรียนจบมัธยมและอายุครบสิบหกปี สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจะไม่เลี้ยงดูต่อ

แต่แล้ววันหนึ่งหลังจากมีการประชุมกรรมการบริหารของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอก็ได้ทราบข่าวว่ามีกรรมการบริหารท่านหนึ่งยินดีที่จะอุปการะส่งเสียเธอเรียนต่อในระดับวิทยาลัย

เขาคนนั้นไม่เปิดเผยชื่อ และมีเงื่อนไขให้เธอเขียนจดหมายรายงานชีวิตการเรียนแก่ผู้อุปการะทุกเดือน โดยให้ส่งจดหมายไปถึงนามแฝงว่า ‘จอห์น สมิธ’

นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นรูปแบบจดหมายที่ จูดี้ เขียนถึงผู้อุปการะที่เธอเรียกเขาว่า ‘คุณพ่อขายาว’

…….

โปรยปกหลัง

นวนิยายเรื่อง ‘คุณพ่อขายาว’ ฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1912

เป็นหนังสือขายดีและกล่าวขานกันอย่างแพร่หลายในยุคนั้น

คุณค่าของหนังสือเรื่องนี้ทำให้ได้รับเลือกเป็นหนังสือประกอบการศึกษาวิชาวรรณกรรมค่วมสมัยในสถาบันการศึกษานับร้อยแห่งทั่วโลก

ฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ซ้ำนับสิบล้านเล่ม
มีผู้แปลและพิมพ์เป็นภาษาต่างๆ หลายสิบภาษา
นับจากการพิมพ์ครั้งแรก ก็มีผู้นิยมอย่างแพร่หลายเรื่อยมาจนปัจจุบัน

มีการสร้างเป็นภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบ
ต่อมาก็เป็นภาพยนตร์เสียงในฟิล์มโดยเซ็นจูรี่ ฟ๊อกซ์ เมื่อปี ค.ศ.1931

หลังจากนั้นก็สร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้งในปี ค.ศ. 1955. มีการแสดงละครเวทีหลายครั้งในหลายประเทศ

การแปลผลงานเรื่องนี้เป็นภาษาไทย โดย สังวรณ์ ไกรฤกษ์ นักแปลอาวุโสที่เลือกแปลเฉพาะหนังสือยอดเยี่ยมเพียงไม่กี่เล่ม ตลอดเวลาการทำงานแปลนานกว่า 30 ปี

เป็นที่รับประกันได้ว่า ได้ถ่ายทอดอรรถรสจากภาษาอังกฤษได้อย่างครบถ้วนทุกกระบวนความ และพิถีพิถันที่สุด

………..

‘คุณพ่อขายาว’ เขียนโดย จีน เว็บสเต้อร์
แปลจากภาษาอังกฤษโดย สังวรณ์ ไกรฤกษ์
ฉบับในรูปคือ พิมพ์ครั้งที่สาม
เดือนกันยายน พ.ศ. 2538
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ

เทวาพาคู่ฝัน – ว.วินิจฉัยกุล

บันทึกการอ่านนวนิยายที่รัก

เขียนบันทึกการอ่าน

เช้านี้ฉันตื่นขึ้นอย่างสะลึมสะลือ เมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย เหตุเกิดจากไปเริ่มอ่านนวนิยายตอนบ่าย สนุกติดพันจนวางไม่ลง อ่านยาวรวดเดียว กว่าจะได้นอนก็หลังเที่ยงคืน

นวนิยายเรื่องที่ว่าคือ “เทวาพาคู่ฝัน” ของ ว. วินิจฉัยกุล นักเขียนในดวงใจเช่นเดิม

“เทวาพาคู่ฝัน” เป็นนวนิยายเล่มต่อจากเรื่อง “ราตรีประดับดาว” ที่เป็นเรื่องราวของความรักรุ่นพ่อแม่ ที่เขียนจากเค้าโครงเรื่องจริง

ส่วน”เทวาพาคู่ฝัน” เป็นเรื่องแต่งที่ผู้เขียนจินตนาการต่อมาถึงชีวิตรักของรุ่นลูกของแม่เกดหรือคุณหญิงเกด นางเอกจากเรื่อง “ราตรีประดับดาว”

เรื่องหลังเป็นเรื่องราวความรักของ เกดแก้ว ลูกสาวคนกลางคนเดียวของแม่เกด กับ บุรีฉัตร หลานชายคนเดียวของเจ้าจอมอำพัน ที่ถูกจับคู่ไว้โดยผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย

เรื่องราวกลับโอละพ่อเมื่อต่างฝ่ายต่างหลบเลี่ยงที่จะพบกัน เพราะไม่ต้องการถูกคลุมถุงชน สุดท้ายก็พบกันจนได้ โดยที่บุรีฉัตรถูกเกดแก้วหลอกให้เข้าใจไปเองว่าเป็นสาวชาวสวนลูกสาวนายมั่น คนเก่าแก่ของครอบครัว

ความเข้าใจผิดของบุรีฉัตรและเรื่องราววุ่นวายที่เกดแก้วต้องสวมรอยเล่นตามบทหลอกพระเอกไปจนกว่าจะรู้ความจริงในตอนท้ายนั้นทำให้ฉันสนุกสนานกับบทและเรื่องราวที่ผู้เขียนสร้างไว้

เรื่องนี้ใช้ฉากหลังเป็นช่วงเวลาราวต้นปี 2500
มีบรรยากาศคล้ายๆกับเรื่อง “ปริศนา” ของ ว.ณ ประมวญมารค มีงานเต้นรำ มีการเดินทางโดยรถไฟไปเที่ยวชายทะเลที่หัวหิน พักโรงแรมรถไฟ ประกอบกับเรื่องราวรักพาฝันแบบเบาๆ ไม่เครียดหรือดราม่าชีวิตหนักหนาเหมือนเรื่องราวรุ่นพ่อแม่ใน “ราตรีประดับดาว”

เมื่ออ่านจบก็พลันนึกไปถึงคำกล่าวที่ว่า “คู่แล้วไม่แคล้วกัน” ตลอดจน “พรหมลิขิต” หรือ “บุพเพสันนิวาส”

แนวคิดเรื่องความรักที่เกิดขึ้นของชายหญิงเช่นนี้ฉันเชื่อว่าเป็นจริง จากประสบการณ์ที่ได้พบผู้คน

แต่ชีวิตจริงหลังจากสวรรค์สรรค์สร้างจะต่อเนื่องยาวนานจนถึงสุดท้ายแห่งชีวิตหรือไม่นั้น คงต้องแล้วแต่รายละเอียดการใช้ชีวิต และจิตใจที่มีต่อความรักหนักแน่นมั่นคงได้ยาวนานเพียงใดต่างหาก

การอ่านนวนิยายของฉัน ก็เหมือนการอ่านชีวิตผู้คนที่หลากหลายนอกเหนือจากคนในชีวิตจริง เป็นความบันเทิง คลายเหงา และสร้างสุขอย่างต่อเนื่องให้กับชีวิตมายาวนานตั้งแต่ยังเด็ก

การเดินทางร่วมไปกับความฝันของผู้เขียน เป็นส่วนหนึ่งของการเติมเต็มชีวิตอีกหลายรูปแบบ ที่ในการใช้ชีวิตจริงๆของคนเราคงไม่อาจได้พบเจอประสบการณ์ได้มากถึงเพียงนั้น

และก็เหมือนเช่นชีวิตของฉันที่เริ่มวันทำงานวันแรกหลังหยุดสุดสัปดาห์ คือเป็นดั่งจักรกลตัวเล็กๆ ที่หมุนวนทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ

บนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเช้านี้ก็เป็นภาพเดิมๆที่คุ้นตา ไกลออกไปกลางแม่น้ำเป็นแพขนานยนต์ยาวเหยียดที่บรรทุกสินค้า อยู่ไม่ไกลจากนั้นเป็นเรือขนส่งสินค้าลำใหญ่ที่จอดรอเทียบท่า

สองข้างสะพานและสองฝั่งแม่น้ำเป็นตึกสูงสลับกับบ้านริมน้ำหลังเล็กหลังน้อยที่แทรกตัวอยู่ในแนวกลุ่มต้นไม้เขียวชอุ่มยาวตามริมน้ำ

บนถนนทางด่วนบนสะพานเหนือแม่น้ำเต็มไปด้วยรถที่เดินทางข้ามจากฝั่งธนบุรีไปยังกลางเมืองฝั่งกรุงเทพมหานคร

ภาพชีวิตของฉันซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ตลอดชีวิตการทำงานอันยาวนาน

มีเพียงสิ่งชุบชูใจที่เป็นกำลังใจให้ทุกเช้าอันซ้ำซากนี้ คือชายหนุ่มที่เป็นดั่งเพื่อนชีวิต นั่งข้างๆร่วมทางกันมายาวนาน

ฉันดีใจที่อย่างน้อยในชีวิตจริงได้มีโอกาสพบประสบการณ์ “เทวาพาคู่ฝัน” กับเขาบ้าง

เรื่องราวชีวิตหลังจากนี้คือการพิสูจน์ว่าชีวิตที่เทวาพัดพาให้จะเดินไปถึงสุดทางตอนจบบทสุดท้ายของชีวิตอย่างที่ปรารถนาเช่นไร

แก้วเจ้าจอม

30 กรกฎาคม 2562

อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ…ที่รัก

บันทึกการอ่าน

อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ..ที่รัก

ไพลิน รุ้งรัตน์

หลังจากรื้อตู้หนังสือและคัดเลือกหนังสือกองดองมากมายที่ซื้อเอาไว้ก่อนแล้วค่อยหาเวลาว่างมาอ่านที่หลัง

วันนี้ก็ถึงคิวหนังสือนวนิยายเล่มบางไม่หนามากเล่มนี้ที่หยิบกลับมาอ่านใหม่อีกครั้ง เป็นหนังสือเก่าที่ฉันซื้อมานานมากแล้ว เพิ่งหยิบออกมาอ่านทบทวนอีกรอบ เพราะคำโปรยหน้าปกที่ว่า “นวนิยายรักของคนรักหนังสือ”

ชื่อเรื่องหนังสือนวนิยายเล่มนี้ก็เก๋ไก๋ว่า “อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ..ที่รัก” ผู้ประพันธ์คือ ไพลิน รุ้งรัตน์ (ชมัยภร แสงกระจ่าง)

บนหน้าปกเล่มที่ฉันซื้อมาตั้งแต่ปี 2543 มีบรรยายไว้ว่า หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลชมเชยประเภทบันเทิงคดีสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ

“อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ..ที่รัก” เป็นเรื่องราวของคุณหมอจุล กับ ลมเย็น ที่มีหนังสือมาเป็นจุดเชื่อมความสัมพันธ์

การพบกันโดยบังเอิญเพราะคุณหมอจุลต้องไปตรวจสุขภาพให้กับคุณย่าบัวแทนเพื่อนหมอหนุ่มเจ้าของคนไข้ที่ติดธุระ เลยได้พบกับสาวน้อยหลานสาวคุณย่า

คุณย่าบัวเป็นคนรักหนังสือ สะสมหนังสือมากมายเต็มบ้านเรือนไทยที่จังหวัดจันทบุรี มีหลานสาวที่ส่งเรียนจนจบบรรณารักษ์มาช่วยคุณย่าดูแลหนังสือในบ้าน

คุณหมอจุลแต่เดิมไม่ใช่คนรักการอ่าน แต่เมื่อถูกอกถูกใจในตัว “ลมเย็น” เขาจึงต้องเลยตามเลยสนใจและเริ่มต้นการอ่านหนังสือจากคำแนะนำของ “ลมเย็น”

วันแรกที่พบกัน คุณหมอจุลเลยได้หอบหนังสือกลับไปอ่านที่บ้านจากคำแนะนำของคุณลมเย็นถึงห้าเล่ม ที่เลือกหนังสือดีที่มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับอาชีพ”หมอ” ตามที่ผู้เขียนบรรยายความคิดของคุณหมอจุลเกี่ยวกับหนังสือไว้ดังนี้

“ผมก็เลยต้องทำเป็นหอบไปเสีย 5 เล่ม และก็ได้พยายามเลือกเอาเล่มที่คิดว่าเข้ากับชีวิตของหมอได้ดีที่สุดแล้วนะ เช่น

“ห้วงมหรรณพ” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” นัยว่าเป็นเรื่องราวของสรรพชีวิต จะทบทวนวิชาชีววิทยา

“ชั่วชีวิต” ของ อ.อุดากร เล่มนี้คนเขียนเป็นหมอที่เรียนไม่จบ (อย่าแปลกใจไป มัคคุเทศก์สาวเธอบอกน่ะ)

“ปราสาทมืด” ของ จุลลดา ภักดีภูมินทร์ เรื่องนี้พระเอกเป็นหมอ (เผื่อจะเป็นสุภาพบุรุษเหมือนผม)

“เสเพลบอยชาวไร่” ของ รงค์ วงษ์สวรรค์ เรื่องนี้ไม่มีใครเป็นหมอเลย แต่คุณลมเย็นเธอบอกว่าสำบัดสำนวนไม่เหมือนใคร ผมก็นึกอยากอ่าน (เผื่อจะได้ถูกใจเธอ แฮ่ม)

และเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของคนไข้ของผมล่ะ คนไข้ที่บาดเจ็บในสงคราม

“จอห์นนี่ไปรบ” ของ ดอลตัน ทรัมโบ “มโนภาษ เนาวรังสี” แปล

ฟังคุณลมเย็นเธอว่า หมอตัดแขนตัดขาตัดหน้าคนไข้ออกหมด เหลือเป็นแท่ง แต่คนไข้ก็ยังสามารถสื่อสารได้ด้วยรหัสมอร์ส ทำให้ผมสุดแปลกใจในความเป็นไปได้ของตัวหนังสือ “

นี่คือตัวอย่างตอนต้นเรื่องที่ผู้เขียนนำหนังสือมาเป็นสื่อในความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก ทำให้ฉันเพลิดเพลินกับการอ่านเรื่องราวที่เขียนโดยใช้การเล่าเรื่องผ่านความคิดของพระเอก นายแพทย์จุลละ วิทู ที่มีต่อชีวิต ความสัมพันธ์กับครอบครัวและหญิงสาวที่เป็นที่รัก โดยมีหนังสืออีกหลายๆเล่มที่สอดแทรกเป็นสื่อรักของทั้งคู่

ฉันอ่านจบรวดเดียว และประทับใจในสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้ผู้อ่านเห็นว่า ไม่ว่าการอ่านหนังสือเล่ม หรือการทำความเข้าใจในชีวิต เราต้องอ่านและค้นหา “หนังสือเล่มใน” หรือทำความเข้าใจกับตัวตนที่แท้ในใจเรา

เป็นหนังสือดีที่ไม่หนามาก อ่านจบแล้วฉันได้รายชื่อหนังสือเพิ่มเติมที่อยากอ่านเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเล่ม จากหนังสือสื่อรักในนวนิยายเล่มนี้ “อ่านหนังสือเล่มนึ้เถอะ..ที่รัก”

แก้วเจ้าจอม

31 กรกฎาคม 2562

บันทึกการอ่าน ‘ปัญญาอดีต โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา’

#บันทึกการอ่าน #ปัญญาอดีต #ภิญโญไตรสุริยธรรมา

Past “ปัญญาอดีต” เขียนโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ openbooks

…..

หนังสือเล่มนี้ซื้อมาตั้งแต่ต้นปี เพิ่งจะได้หยิบมาอ่านอย่างจริงจัง หลังจากได้ดูคลิปบรรยายของผู้เขียนในการสัมมนาที่เพจประชาชาติธุรกิจนำมาเผยแพร่

ฟังเรื่องราวที่คุณภิญโญพูดและจำได้ว่าเป็นเนื้อหาในหนังสือที่คุณภิญโญเขียนไว้

วันหยุดยาวรอบนี้จึงได้หยิบมาอ่านรวดเดียวจบ อ่านจบพลันรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาในใจว่า เป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านมาก จึงอยากบันทึกบางตอนในหนังสือที่ประทับใจเก็บไว้ในเพจค่ะ

ตัวหนังสือในเล่มถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลสำคัญๆในอดีต ที่เป็นนักปฏิวัติแห่งยุคสมัย ทั้งในโลกตะวันออก รวมถึงไทย และโลกตะวันตก ที่ผลแห่งความเป็นคนกล้าหาญ มองการณ์ไกล ไม่ยอมแพ้ และสร้างความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย จนสังคมสามารถเดินต่อมาจนปัจจุบัน

ในบทบันทึกการอ่านของฉัน จะบันทึกเฉพาะ ‘เรื่องราวระหว่างบรรทัด’ ที่ฉันประทับใจ เกี่ยวกับบุคคลในอดีตที่มีคุณูปการต่อโลกอนาคตในปัจจุบัน

.

โลกตะวันออก มีบุคคลสำคัญหลายท่านที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในหนังสือ นอกจากพระเจ้าตากของไทย ยังมี ขงเบ้ง โลซก จากสามก๊ก ปราชญ์จีนอย่าง ขงจื้อ เหล่าจื่อ ปราชญ์อินเดียอย่าง สาทิศ กุมาร ที่แนวคิดสำคัญๆของปราชญ์เหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้นำการปฏิวัติมากมาย

โพสต์นี้จะพูดถึงบุคคลสำคัญของไทยก่อนค่ะ

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

“ ในวัย 33 ปี ชายคนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีทรัพยากรและอำนาจมากมาย ไม่ได้มีเครือข่ายอำนาจเก่า แต่กล้าประกาศตนเป็นกษัตริย์ แม้จะรู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค สงครามและอันตราย แต่เขาหาได้ประหวั่นพรั่นพรึงไม่ ในจิตใจเขาต้องเปี่ยมด้วยคุณสมบัติสำคัญ อันเป็นที่ต้องการของยุคสมัย นั่นคือ ความกล้าหาญ (courage)

และเขาได้ใช้คุณสมบัตินี้ประกอบกับภาวะผู้นำที่ยิ่งใหญ่ (leadership) สร้างตำนานบทใหม่ ส่งผลให้พวกเรามีปัจจุบัน (present) ซึ่งเป็นอนาคต (future) อันไกลเกินกว่าผู้คนในรุ่นของเขาจะจินตนาการถึง ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีต (past)

น่าเสียดายที่เรากำลังค่อยๆ ทำคุณสมบัติข้อนั้นหายไปจากความสะดวกสบาย ความปลอดภัยในชีวิต อย่าว่าแต่คิดเสี่ยงภัย แม้เพียงเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบากอันหาใช่เรื่องยิ่งใหญ่ เราจำนวนไม่น้อย กลับละทิ้งความมุ่งมาดปรารถนา (passion) ของเราไป และยอมกลับไปใช้ชีวิตในพื้นที่สะดวกสบาย (comfort zone) โดยหารู้ไม่ว่าภัยคุกคามต่างๆ กำลังคืบหน้ามาเฉกเช่นเดียวกับอยุธยา ที่กำลังถูกทัพพม่าโอบล้อมจากทุกด้าน

การมองการณ์ไกล เป็นคุณสมบัติสำคัญของนักปฏิวัติผู้นำพาประเทศไปสู่อนาคต

คุณภิญโญเล่าถึงคุณสมบัติข้อนี้ของพระเจ้าตากให้เห็นอย่างเด่นชัด ถึงแนวคิดนอกกรอบในการฝ่าวงล้อมพม่าที่ล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ในขณะนั้น ในการตีฝ่ากองทัพพม่า และเลือกเมืองจันทบูร เป็นเป้าหมาย

“ ความเป็นไปได้เกิดจากการมองหาพื้นที่ใหม่นอกกรอบความคิดเดิม นอกกฎเกณฑ์เก่า เมื่อละทิ้งกรอบเก่า เราจะเห็นขอบฟ้าใหม่ที่กว้างไกล เห็นจักรวาลใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

และนี่คือจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ (creativity) การสร้างนวัตกรรมใหม่ (innovation) และอาจจะไปไกลจนถึงการสร้างบทใหม่ ในหน้าประวัติศาสตร์ของชาติและมนุษยชาติ “

นอกจากนี้ ในหนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงบุคคลสำคัญในอดีตที่มีผลต่อการปฏิวัติเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การศึกษาตัวอย่างเช่น

โธมัส แมลธัส (Thomas Malthus) ผู้เขียน “ความเรียงว่าด้วยประชากร (An Essay on the Principal of Population) ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสถานการณ์เศรษฐกิจของชนชั้นล่าง และชี้ว่าถ้าไม่มีการควบคุม ประชากรจะเพิ่มขึ้นเกินกว่าปริมาณอาหารที่ผลิตได้

อดัม สมิธ นักปราชญ์ผู้ตีพิมพ์แนวคิดของเขาในหนังสือ The Theory of Moral Sentiments หรือทฤษฎีว่าด้วยแนวคิดทางศีลธรรม อธิบายศีลธรรมจากแง่มุมทางจิตวิทยาสังคมของมนุษย์

รวมทั้งหนังสืออีกเล่มในตำนานของโลกที่ชื่อว่า The Wealth of Nations

มีรายละเอียดอีกมากมายในหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจเล่มนี้ที่คิดว่าควรค่าแก่การอ่าน เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา และสร้างการฉุกคิดถึงสิ่งใหม่ๆ โดยเรียนรู้จากอดีต

ขอจบโพสต์นี้ด้วยข้อความตอนหนึ่งในหนังสือ

“การเปลี่ยนแปลงที่ก้าวล้ำทุกยุคทุกสมัย จึงเริ่มต้นด้วยแนวคิดใหม่ ก่อนที่ใครบางคนจะเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ยังให้เกิดผลเป็นลูกโซ่ ดังคลื่นที่หายไปจากฝั่งช้าๆ ก่อนสึนามิใหญ่จะถาโถมเข้ามา สิ่งเก่าจะจมลงตรงเบื้องหน้า สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาจะปรากฎ

และไม่น่าเชื่อว่า เมื่อสิ่งใหม่ปรากฎ

มันจะเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย

ประหนึ่งการคลี่คลายของยุคสมัย “

การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก (ฮารูกิ มูราคามิ)

#การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก

#SouthOfTheBorderWestOfTheSun

เขียนโดย #HarukiMurakami แปลโดย โตมร ศุขปรีชา

ฉันเพิ่งมาเริ่มอ่านงานเขียนของฮารูกิ มูราคามิ เล่มนี้เป็นเล่มที่สอง

หลังจากอ่านนวนิยายเรื่อง Norwegian Wood จบลง

ชอบเล่มนี้มากกว่า รู้สึกว่าอ่านง่ายกว่า

เล่มนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ความรู้สึก และความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก คือ ฮาจิเมะ ชายหนุ่มลูกคนเดียว กับเพื่อนสาวในวัยเด็ก ชิมาโมโตะ หญิงสาวที่เป็นลูกคนเดียวเช่นเดียวกับเขา และเป็นรักแรกในใจของฮาจิเมะ

ชิมาโมโตะเป็นเด็กสาวที่เป็นเพื่อนสนิทของฮาจิเมะ และเป็นคนที่มีบุคลิกเป็นเอกลักษณ์ ตามที่มูราคามิบรรยายเธอไว้ว่า

“ ชิมาโมโตะจงใจห่อหุ้มตัวเองอยู่ในเปลือกป้องกันตัว ที่ไม่เหมือนผมก็คือ เธอพยายามตั้งใจเรียนวิชาที่เธอเกลียดและได้คะแนนดีเสียด้วย ถ้าอาหารกลางวันของโรงเรียนมีสิ่งที่เธอเกลียด เธอก็ยังกิน พูดอีกอย่างหนึ่ง เธอสร้างกำแพงป้องกันตัวล้อมรอบเอาไว้สูงยิ่งกว่าที่ผมเคยสร้างมา อย่างไรก็ดี สิ่งที่วางอยู่เบื้องหลังกำแพงนั้นก็เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในกำแพงของผมนั่นเอง…

…เวลาอยู่กับชิมาโมโตะ ผมจะผ่อนคลาย ผมรักการเดินกลับบ้านพร้อมเธอ ขาซ้ายของเธอโขยกเขยกเล็กน้อยขณะเดิน…”

ฉากสำคัญของชีวิตชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้ ที่ผู้เขียนนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง คือฉากที่ทั้งคู่นั่งเล่นฟังแผ่นเสียงเพลงของ แนต คิง โคล ชื่อเพลง เซาธ์ออฟเดอะบอร์เดอร์ เพลงที่ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง

หนุ่มสาวทั้งคู่แยกจากกัน เมื่อเข้าสู่วัยศึกษาต่อมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มดำเนินชีวิตต่อมา มีครอบครัว เปิดบาร์แจ๊ส ในส่วนลึกเขายังคิดถึงรักแรกที่เก็บซ่อนในใจและโหยหาถึงชิมาโมโตะ

จนวันหนึ่งในคืนฝนตก รักแรกของเขาก็กลับมาปรากฎตัวตรงหน้า เข้ามาพบเขาในบาร์แจ๊ส และนับจากนั้น เธอและเขาก็เริ่มสัมพันธ์รักแบบซ่อนเร้น

ไม่ขอเล่าเนื้อเรื่องละเอียด แต่อยากให้ลองอ่านสำนวนภาษา และสไตล์การเขียนเรื่องของมูราคามิ

ขอพูดถึงความประทับใจและความรู้สึกส่วนตัวค่ะ

งานเขียนของมูราคามิ เป็นงานเขียนที่มีรูปแบบการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ แบบสมัยใหม่ นวนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นในปี 1992 แต่ยังรู้สึกร่วมสมัย

ลักษณะเด่นเท่าที่สังเกตจากที่อ่านมาสองเล่ม รู้สึกถึงรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ

มักจะเป็นการเล่าเรื่องราวที่เล่นกับความรู้สึกภายในของตัวละคร ที่มักจะมีอารมณ์หลากหลาย ความเหงา ความฝันและคุยกับจิตใต้สำนึก ความสับสนในอารมณ์

มักจะมีการบรรยายฉากทางเพศ อารมณ์ความรู้สึก ความปรารถนาทางเพศของตัวละคร

มักจะมีพล้อตการฆ่าตัวตายในนวนิยายหรือเรื่องสั้น

และที่สำคัญ มูราคามิ มักนำเพลงเข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลสำคัญต่อตัวละคร

เป็นหนังสือน่าอ่าน สำหรับคนชอบอ่านนวนิยายรูปแบบการเขียนที่แปลกใหม่ เป็นเอกลักษณ์ น่าสนใจมากค่ะ